ถ้าถามว่าซีรี่ส์ที่ผมชอบที่สุดเมื่อปี 2015 คือเรื่องอะไร ก็ตอบได้เต็มปากเต็มคำว่ามี Forever (ที่อายุสั้นแค่ 1 ปีแล้วก็โดนเลิกสร้าง) กับเรื่องนี้นี่แหละครับ
ถ้าถามว่าซีรี่ส์ที่ผมชอบที่สุดเมื่อปี 2015 คือเรื่องอะไร ก็ตอบได้เต็มปากเต็มคำว่ามี Forever (ที่อายุสั้นแค่ 1 ปีแล้วก็โดนเลิกสร้าง) กับเรื่องนี้นี่แหละครับ
นี่ผมจรดนิ้วเขียนหลังจากเพิ่งดูตอนสุดท้ายของซีซั่น 6 จบหมาดๆ เลยครับ เรียกว่าอารมณ์กำลังอินทีเดียว ยอมรับเลยครับว่าดูจบแล้วยัง Move On ไม่ได้ ในหัวยังคงคิดถึงซีรี่ส์นี้อยู่ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ตลอด 6 ซีซั่นผลัดกันครอบครองพื้นที่ในสมองท่ามกลางความรู้สึกดีๆ เหมือนถูกโอบกอดด้วยเรื่องราวสนุกๆ ที่ผสมกันอย่างพอเหมาะระหว่างความฮาแบบแสบๆ และความอบอุ่นกินใจ ซึ่งก็แน่นอนล่ะครับว่าลองพูดขนาดนี้แล้ว ย่อมบ่งบอกว่าผมตกหลุมรักซีรี่ส์นี้อย่างแน่นอน
เคยไหมครับ ยามเราดูหนังสักเรื่องแล้วก็พบว่าเรารู้สึกไม่สนุกกับการดูหนังเรื่องนั้นเลยเนื่องจากมันมีอะไรบางอย่างที่เราไม่ชอบปรากฏอยู่ในนั้น เช่น ไม่ชอบมุกตลก ไม่ชอบเนื้อเรื่อง ไม่ชอบโทน หรือไม่ชอบตัวละครบางตัวที่ยิ่งดูยิ่งรำคาญ จนแทบจะหยุดดูหนังซะเดี๋ยวนั้น แต่ครั้นพอทนดูไปเกินครึ่งเรื่อง นอกจากความไม่ชอบจะค่อยๆ หายไปแล้ว มันยังกลายเป็นว่าเราชอบครึ่งหลังของหนัง ประมาณว่ามันโดนใจเราอย่างยิ่ง
ตอนแรกผมนึกว่า Intern! จะเป็นหนังว่าด้วยคนทำงานน้องใหม่ที่เข้าไปฝึกงานอินเทิร์น แล้วก็เผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ก่อนจะฟันฝ่ามันและเอาชนะได้ในท้ายที่สุด แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ใช่แค่นั้นครับ หนังมีอะไรมากกว่านั้น
แรกเริ่มเดิมทีผมเปิด เดอะ กัปตัน เหินฟ้าฝ่านรก เรื่องนี้กะเปิดดูเป็นเพื่อนระหว่างทำงานครับ แต่กลายเป็นว่าผมตัดสินใจพลาด เพราะถึงจุดหนึ่งผมเป็นอันต้องหยุดทำงานแล้วมาดูหนังเรื่องนี้แบบเต็มตัวแทน – ว่าง่ายๆ คืองานหยุดเดินชั่วคราวเพราะหนังเลยครับ
Welcome to Mama’s เรื่องนี้สร้างความประทับใจให้ผมแบบซึมลึกครับ คือดูแล้วไม่ได้ชอบในทันที และว่าตามจริงหนังไม่ได้สมบูรณ์พร้อมเจ๋งเป้งอะไรขนาดนั้น แต่หนังน่ะมีดีอยู่ครับ และสิ่งดีๆ (ทั้งเรื่องราวดีๆ, แง่คิดดีๆ และความรู้สึกดีๆ) มันค่อยๆ ถูกบ่มอยู่ภายในใจเราระหว่างที่ดู จนผมบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้ถือว่าน่าดูไม่น้อยสำหรับคนที่ชอบหนังโรแมนติกผสม Feel Good สไตล์ Hallmark
Along for the Ride นี่มันหนังสำหรับผมชัดๆ ครับ หนังแนว Coming of Age ที่มีตัวละครหลักไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ แล้วก็พบกับอีกหนึ่งตัวละครที่ชอบทำตัวลึกลับน่าค้นหา แล้วพวกเขาก็พูดคุยกัน สานสัมพันธไมตรีต่อกัน อันนำมาสู่การเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล
ขอเกริ่นก่อนสำหรับท่านที่ไม่เคยดูหนังชุดนี้นะครับ ว่านี่ถือเป็นตอนที่ 4 ของหนังชุด Time for Me to Come Home for Christmas ที่สร้างโดยได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง Time for Me to Come Home ของ Blake Shelton และจากหนังสือชื่อเดียวกับเพลงที่เขียนโดย Dorothy Shackleford (ซึ่งก็คือแม่ของ Blake Shelton) และ Travis Thrasher
แล้วเราก็มาถึงตอนที่ 3 ของหนังชุด Time for Me to Come Home for Christmas ครับ ซึ่งสองภาคแรกนั้นผมยังรู้สึกเรื่อยๆ ยังไม่ถึงกับชอบอะไรมาก แต่มาภาคนี้นี่ต้องขอยกนิ้วให้เลยครับ เพราะทำออกมาได้กลมกล่อมกำลังดี และน่าติดตามอีกด้วย – แต่ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าหนังแต่ละตอนนั้นมีตัวละครหลักเป็นคนละชุดกัน แต่อยู่ในจักรวาลเดียวกันครับ และมีสิ่งที่เชื่อมหนังทุกตอนเข้าด้วยกันก็คือเพลง Time for Me to Come Home ของ Blake Shelton นั่นเอง
ดูหนังเรื่องนี้แล้วมีหลากความรู้สึกผสมกันอยุ่ โดยรวมแล้วผมค่อนข้างชอบในสิ่งที่หนังนำเสนอครับ แต่กระนั้นมันก็ยังมีอะไรติดๆ ขัดๆ ในใจอยู่พอสมควร ทำให้แม้จะชอบแต่ก็ยังชอบแบบไม่สุด