ชื่อไทยกับชื่อฝรั่งนี่ไม่ได้สัมพันธ์กันเลยให้ตายเถอะ
ชื่อไทยกับชื่อฝรั่งนี่ไม่ได้สัมพันธ์กันเลยให้ตายเถอะ
เรื่องนี้ถือเป็นหนังแนวแอ็กชันลุ้นระทึกที่ดูสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ สมศักดิ์ศรีผู้กำกับ Tony Scott (Top Gun, Crimson Tide และ True Romance) แต่สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงมีอยู่เพียงประการเดียว… คาดไม่ถึงว่านี่จะกลายเป็นงานกำกับชิ้นสุดท้ายของของเขา
“ช่างกล้า ทำไปได้ ไม่อายฟ้าดิน” น่าจะจำกัดความหนังฮาสติแตกเรื่องนี้ได้ดีที่สุดครับ
ภาคนี้จับเอาเครื่องบินคองคอร์ดที่กำลังโด่งดังในสมัยนั้นมาเป็นพาหนะเกิดเหตุครับ โดยพล็อตจริงๆ ไม่เชิงเป็นหนังภัยพิบัติ แต่เป็นแนวแอ็กชันระทึกขวัญมากกว่า
ภาคที่ 3 ของหนังชุด Airport นะครับ คราวนี้เหตุมาเกิดบนเครื่องบินส่วนตัวลำหนึ่งของมหาเศรษฐีฟิลลิป สตีเวนส์ (James Stewart) ที่มีทั้งผู้โดยสารและงานศิลปะล้ำค่า แล้วทีนี้ก็มีโจร 2 คนวางแผนปลอมตัวขึ้นไปบนเครื่อง ก่อนจะปล่อยแก๊สสลบให้คนทั้งเครื่องหลับ จากนั้นก็กะจะจอดเครื่องทิ้งไว้บนเกาะรกร้าง ก่อนจะขนงานศิลปะออกจากเครื่องและหลบหนีไป
หลังจากความสำเร็จระดับ $100 ล้านในภาคแรก (ถ้าตีเป็นค่าตั๋วและค่าเงินปัจจุบัน จะมูลค่าเท่ากับ $530 ล้านโดยประมาณ) และช่วงยุค 70 นั้นหนังแนวภัยพิบัติกำลังมาแรง ทำให้การทำภาคต่อเป็นอะไรที่ไม่ต้องคิดเลยครับ ต้องทำออกมาแน่นอน
Airport ได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะหนังว่าด้วยภัยพิบัติเรื่องแรกๆ ในยุคทองของหนังแนวนี้น่ะนะครับ แต่ถ้าดูกันจริงๆ แล้วโครงสร้าง 90% ของหนังจะออกแนวชีวิตมากกว่าครับ ส่วนอีก 10% ที่ว่าด้วยภัยพิบัตินั้นจะมีให้เห็นแบบชัดๆ ก็ตอนไคลแม็กซ์โน่นเลย
เรื่องนี้คงเขียนไม่เยอะแยะแต่ประการใดนะครับ เพราะดูเมื่อนานมาแล้ว และก็สารภาพเลยว่าไม่ได้ประทับใจอะไรมาก ทั้งๆ ที่ตัวอย่างทำให้ผมรู้สึกสนใจมากนะครับ เพราะหนังญี่ปุ่นมันมักจะมีอะไรซึ้งๆ แฝงอยู่เสมอ แล้วนี่มาทำหนังแนวภัยพิบัติ มันต้องมีการเสียสละ และความผูกพันดีๆ อย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน
Vertical Limit อีกหนึ่งหนังบู๊เสี่ยงตายที่ดูเอาเพลินได้แม้จะเก่าร่วมๆ 20 กว่าปีแล้วก็ตาม
เป็นหนังแนวภัยพิบัติอีกเรื่องที่อาจจะไม่โดดเด่นอะไร แต่ก็ดูได้พอเพลิน มีลุ้นมีตื่นเต้น มีตัวละครพร้อมคาแรคเตอร์ประจำตัว มี Special Effect ให้ตื่นตาบ้าง เรียกว่าหนังมีองค์ประกอบครบสูตรครับ