Once Upon a Time in Shanghai เป็นงานรีเมคจากหนังเก่าคลาสสิกเรื่อง นักชกจากชานตุง โดยเน้นไปที่ฉากการต่อสู้มือเปล่าที่สมจริง แล้วก็นำเสนอด้วยภาพสไตล์หนังเก่าขาวดำครับ
Once Upon a Time in Shanghai เป็นงานรีเมคจากหนังเก่าคลาสสิกเรื่อง นักชกจากชานตุง โดยเน้นไปที่ฉากการต่อสู้มือเปล่าที่สมจริง แล้วก็นำเสนอด้วยภาพสไตล์หนังเก่าขาวดำครับ
ปกติผมจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับหนังที่ทำเงินถล่มทลายในประเทศจีนน่ะนะครับ เพราะหลายเรื่องโกยเงินเยอะ แต่ไม่ถูกจริตกับผมจริงๆ โดยเฉพาะสารพัดหนังแฟนตาซีและหนังตลกยุคหลังๆ… แต่กับเรื่องนี้ ผมยกให้เลยครับ
หนังแอ็กชันเรื่องนี้ตอนแรกผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรครับ จริงๆ แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย นอกจากนำแสดงโดยอู๋จิง ที่คอหนังจีนแนวบู๊น่าจะคุ้นพี่แกดีครับ เพราะบู๊ให้เราดูมาเป็นสิบปีแล้ว
หนังดราม่าผสมบู๊ที่ลุงหงจินเป่าแสดงนำและกำกับเองครับ กับเรื่องของตาเฒ่าติง (ลุงหง) อดีตทหารและบอดี้การ์ดมือดีที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่เมืองเงียบๆ เล็กๆ แถบชายแดนจีนและรัสเซีย หลังจากหลานสาวตัวน้อยหายตัวไป
เมื่อดูหนังมาถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกครับว่า คนดูหนังไม่เป็นน่ะไม่มีหรอก เพราะดูหนังก็เหมือนดูโขน ดูลิเก ดูโอเปร่า กินข้าว เล่นเกม ฯลฯ ทุกคนที่เสพย่อมรู้สึกต่างกันไปตามแต่ความคิดอ่าน ประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาหล่อหลอมมา
เรื่องราวแนวกำลังภายในที่ครบสูตรตามแบบฉบับครับ ไม่ว่าจะเรื่องของบุญคุณความแค้น ความรักความห่วงหา การฆ่าฟันเพื่อให้ได้มา และการชิงความเป็นหนึ่ง
หนังบู๊ผจญภัยดูเอาเพลินของเฮียเฉินหลงครับ ก็ถ้าให้ว่าแบบอ้อมค้อมเลยก็คือหนังดูได้เรื่อยๆ แบบไม่ต้องคาดหวังอะไร เหมาะกับใครก็ตามที่อยากเพลินกับมุกฮาๆ กับลีลาบู๊แบบเฮียเฉินน่ะครับ
เร็วทะลุเร็ว คือผลงานเรื่องสุดท้ายของคุณพันนา ฤทธิไกร ปรมาจารย์คิวบู๊แถวหน้าของบ้านเรา
จำได้ว่าประมาณปี 2537 ผมได้เจอกับหนังที่เพี้ยนที่สุดเท่าที่เคยดูมา และประเด็นสำคัญคือผมดันชอบเอามากๆ ซะด้วย… หนังที่ว่าคือ มังกรหยก หยกก๊าหว่า
สำหรับผมแล้ว จุดเด่นของหนังชุด Kung Fu Panda คือภาพสวยๆ ของธรรมชาติแบบย้อนยุคแล้วก็เจือกลิ่นอายลายเส้นอันเปี่ยมเสน่ห์ของจีนน่ะครับ