เอ็ดดี้ แบร์ริช (Bill Skarsgård) กำลังถังแตกแบบสุดๆ เขาเลยตัดสินใจงัดรถหรูคันหนึ่งเพื่อหาอะไรไปขาย แต่สิ่งที่เอ็ดดี้ไม่รู้ก็คือ รถคันนี้เข้าได้ แต่ออกไม่ได้!
ระหว่างดูนี่ผมนึกถึง Phone Booth, The Game และ Saw ไปพร้อมๆ กันครับ เพราะทรงหนังทำท่าจะไปแนวนั้น และผลลัพธ์ก็คือยังสู้ 3 เรื่องที่ว่าไม่ได้
ส่วนตัวมองว่าปัญหาสำคัญคือครึ่งค่อนเรื่องแรกของหนังมันเรื่อยๆ เกินไป คือตอนแรกเราก็นึกว่าพอเอ็ดดี้โดนขังในรถแล้วจะมีเรื่องนรกแตกตามมาบีบคั้นให้เอ็ดดี้ต้องเอาตัวรอด แต่กลายเป็นว่าหนังมันไปเรื่อยๆ ไม่กดดัน ไม่ตื่นเต้น ไม่รู้สึกกระทั่งว่าคอขาดบาดตาย คือบอกเลยครับว่าใจนี่ไม่ห่วงเอ็ดดี้เลย เพราะพี่ท่านไม่น่าจะตายหรอก
ในเรื่องช่วงครึ่งแรกมันมีแต่การคุยกัน อาจมีโต้แย้งกันบ้างระหว่างเอ็ดดี้กับวิลเลี่ยม (Anthony Hopkins) เจ้าของเสียงปลายสาย แต่มันไม่ได้ชวนติดตามอะไรมาก บทสนทนาบางช่วงก็เหมือนจะสะท้อนความจริงของสังคม พวกความเหลื่อมล้ำหรืออะไร แต่ไปๆ มาๆ มันก็ไม่ได้ชวนคิดมากนัก แล้วก็จะมีช่วงที่เอ็ดดี้นั่งรอ รอเวลาไป รอเวลาไป รอว่าเมื่อไหร่วิลเลี่ยมจะโทรมา ระหว่างนั้นหนังมันเลยดูนิ่งน่ะครับ เป็นความนิ่งที่ชวนให้เบื่ออยู่เหมือนกัน
หนังมันเริ่มจะมีอะไรน่าสนใจจมากขึ้นก็ตอนผ่านไปครึ่งเรื่องกว่าๆ แต่ที่บอกว่า “น่าสนใจมากขึ้น” นี่หมายถึงมันมีอะไรให้เราจับตาดูมากกว่าช่วงต้น แต่ถึงกระนั้นดีกรีความสนุกมันก็ยังไม่เยอะน่ะครับ และบางจังหวะผมยังแอบคิดเลยว่า “พี่จะพาผมไปไหนก็เอาเถอะ ผมเริ่มไม่สนใจแล้วล่ะ” คือมันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ในแง่การแสดงนั้นผมมองว่าไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะทั้ง Skarsgård และ Hopkins ต่างทำหน้าที่ได้ดี แต่จุดพร่องผมว่ามาอยู่ตรงบทที่ไม่สามารถปั่นสถานการณ์ให้มันน่าสนใจขึ้นมาได้ และอีกอย่างเลยที่สำคัญคือตัววิลเลี่ยมนั้นยังไม่ชวนจดจำแบบเต็มที่ ไม่ได้มาทรงจิ๊วซอว์หรือฮันนิบาล เลคเตอร์ ไม่ได้เก่ง ไม่ได้ล้ำ ไม่ได้มาพร้อมแนวคิดเสียดสีโลกแบบลึกซึ้งและเหนือเมฆ แต่เป็นเหมือนแค่คนแก่ที่โมโหและแค้นเคืองอะไรแบบนั้นมากกว่า
รู้สึกจริงๆ ครับว่าบทวิลเลี่ยมมันยังไม่เด่น และที่สำคัญคือยังไม่ชัด จะโรคจิตก็ไม่ใช่ หรือจะเก่าเกมก็ไม่เชิง จนสารภาพว่าผมแอบรำคาญเหมือนกัน ประมาณว่า “ตกลงพี่จะเอายังไงครับ จะโหดก็ไม่โหด จะสุดก็ไม่สุด จะจิตก็ไม่จิต พี่เอาสักทางได้ไหมเนี่ย”
และสิ่งหนึ่งเลยที่รู้สึกในช่วงท้ายๆ คือ ผมไม่เชียร์ฝ่ายไหนเลยครับ จะเอ็ดดี้จะวิลเลี่ยม ผมไม่เชียร์เลยจริงๆ บางช่วงนี่คิดด้วยซ้ำว่า “ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์” 5555
หนังกำกับโดย David Yarovesky แห่ง Brightburn ซึ่งทั้งเรื่องนี้และเรื่องนั้นผมรู้สึกคล้ายกัน คือไอเดียตั้งต้นน่ะดี มันเรียกแขกใช้ได้อยู่ แต่พอได้ดูจริงๆ มันเหมือนหนังจับทางไม่ถูก ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปทางไหนกันแน่ หนังมันเลยครึ่งๆ กลางๆ ไปได้ไม่สุดทั้งตัวเรื่องและตัวละคร
แต่สิ่งหนึ่งเลยที่ได้จากหนังก็คือ โลกทุกวันนี้มันวุ่นวายหายนะก็เพราะการเบียดเบียนนี่แหละครับ ไม่ว่าจะคนเบียดเบียนธรรมชาติ (จนอากาศปั่นป่วนไปหมดแล้ว) หรือคนเบียดเบียนกันเองก็ตาม ซึ่งคนที่เบียดเบียนผู้อื่นนี่ก็มีอยู่ในทุกชนชั้นนั่นแหละครับ ไม่ว่าจะคนจน คนปานกลาง คนรวย ต่างก็ทำกันไปกันมา โดนกันไปกันมา กระทบกันและกันจนพันกันมั่วไปหมด
และผมว่าสังคมมันต้องมีหมุดไมล์อะไรให้ยึดถือร่วมกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวได้แล้วล่ะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้นิยามอะไรกันไปเรื่อย หาข้ออ้างกันไปเรื่อยเพื่อรองรับการกระทำของตน อย่างคำว่า “ดี” เป็นต้น คือไม่ต้องมาปรัชญาบ้าบอว่า “ดีคืออะไร ดีก็แค่คำที่คนบางกลุ่มกำหนด ดีเราดีเขามันเท่ากันไหม ฯลฯ” คือพอเถอะครับ สังคมมันไปกันใหญ่แล้ว เอาแค่นิยามให้ทำตามแบบง่ายๆ ว่า ทิ้งขยะลงถังคือดี – ทิ้งขยะตามท้องถนนคืออย่าทำ – ไม่ปล่อยหมาเราไปฉี่ไปขี้หน้าบ้านคนอื่นคือดี – ทำผิดแล้วสำนึกและขอโทษคือดี ฯลฯ
แค่นี้แหละครับ – ทำสิ่งที่ควร และไม่ทำสิ่งที่ไม่ควร – แค่คนเรารู้งานกันแบบนี้ สังคมก็วุ่นวายน้อยลงได้แล้วล่ะ
และอีกหนึ่งสิ่งที่ได้จากหนังก็คือ การที่คนจนทำอะไรที่มันสุดคลั่ง หรือคนรวยที่คลั่งแบบสุดซอย มันก็น่ากลัวทั้งนั้น ถ้าทำได้ก็อย่าให้โลกมันไปถึงจุดนั้นเลย ทั้งคนรวยคนจนนั่นแหละ มาร่วมมือกันกู้โลกได้แล้ว
สรุปว่าหนังยังเขย่าไม่เข้าที่ แต่ก็มีอะไรเก็บไปคิดอยู่
สองดาวครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Movie Reviews, Thriller












