เรื่องราวในโลกอนาคตหลังเกิดสงครามกลียุค ฮอว์กินส์ (Robert Tossberg) คือทหารพิการที่ได้รับการทดลองโปรแกรมไซเบอร์เนติคเพื่อทำให้เขากลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่จะเป็นอย่างไรหากเกิดความผิดพลาด จนเขาต้องมาเป็นเครื่องจักรสังหาร
ดูหนังไซไฟแนวนี้ทีไรมันชวนให้หวนนึกถึงวันวานครับ ช่วงยุค 90 ที่จะมีหนังลงวีดีโอทำออกมาเรื่อยๆ แนวหนึ่งที่โคตรได้รับความนิยมคือหนังว่าด้วยหุ่นเหล็กหรือจักรกล (ประมาณว่าทำออกมาตามรอยความสำเร็จ Terminator และ Robocop) ฉากหลังส่วนใหญ่ก็จะเป็นโลกที่รกร้าง เต็มไปด้วยซากปรักหักพังหรือไม่ก็ที่เวิ้งว้างไร้ชีวิต แล้วตัวเอกก็ต้องมาสู้กับพวกหุ่นยนต์หรือไม่ก็คนที่กลายเป็นหุ่นแล้วออกไล่ล่ามนุษย์
ที่ทำออกมาพอไหวก็มีครับ แต่ไม่ใช่เรื่องนี้
คือจริงๆ งานสร้างพอได้นะสำหรับหนังเกรดรองแบบนี้ แต่เนื้อเรื่องมันนุงนังไม่ชวนติดตามสักเท่าไหร่ คือหนังพยายามทำให้เนื้อเรื่องมันดูมีความซับซ้อน มีนั่นมีนี่ เล่านั่นเล่านี่หลายอย่าง แต่ถ้าถอดสมการจริงๆ มันก็คือหนังที่มี 2 ฝ่ายสู้กันน่ะครับ แต่หนังก็พยายามจะเล่าภาพโลกในอนาคตซึ่งไม่ได้น่าสนใจนัก หลายฉากที่ใส่เข้ามามันไม่ได้มีผลกับเนื้อเรื่อง – ก็ไม่รู้ว่าจริงๆ ใส่เข้ามาเพื่อยืดเรื่องหรือเปล่า – เลยทำให้หนังมันดูไม่ค่อยมีโฟกัส ไม่มีจุดให้ชวนติดตาม
จริงๆ ถ้านั่งเล่าแบบเส้นตรงเน้นการไล่ล่าระหว่างคนกับหุ่นแบบชัดเจนไปเลยมันอาจจะโอกว่านี้น่ะครับ แต่นี่พยายามใส่รายละเอียดอะไรลงมาซึ่งเอาเข้าจริงคือไม่จำเป็น ซึ่งผมว่าการที่หนังจะเพิ่มรายละเอียดเพื่อให้เราเห็นภาพโลกอนาคตแบบลึกขึ้น ให้เห็นถึงในเชิงโครงสร้างมากขึ้นนี่คนทำก็ต้องมือถึงด้วยน่ะครับ คือภาพมันต้องชัด ประเด็นมันต้องชัด แต่เท่าที่ดูนี่ก็แอบคิดเลยว่าหนังพยายามจะเดินตาม Star Wars ไหมเนี่ย (มีฝ่ายต่อต้านอะไรประมาณนั้น) ซึ่งพอบทมันไม่ถึง ทุนมันไม่ถึง มันเลยออกมาประดักประเดิดอย่างที่เห็น
มันให้ย้อนคิดถึงหนังอย่าง Terminator เลยครับ เอาเข้าจริงในแง่หนึ่งมันคือหนัง Slasher ที่มีหุ่นไล่ตามฆ่าคน แล้วหนังก็เน้นเล่าตามนั้นโดยไม่พยายามจะใส่รายละเอียดของโลกยุค 2029 มาให้เราเห็นแบบมากมาย คือเห็นเท่าที่จะเป็น รู้เท่าทีจำเป็น แล้วไปเน้นการไล่ล่าและแอ็คชั่นเอา หรืออย่าง The Evil Dead เงี้ย คือหนังไม่พยายามอธิบายด้วยซ้ำว่าพวกผีที่อาละวาดในป่านั่นมันคืออะไรกันแน่ แต่เน้นฤทธิ์เดชและความน่ากลัวเป็นหลัก แล้วจากนั้นก็ค่อยมาขยายความเอาในภาคหลังๆ
ดังนั้นเหตุผลหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ไม่เวิร์คนักก็เพราะสิ่งที่หนังพยายามเล่ามันหลายอย่างไป ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะบทยังไม่แน่น ภาพในหัวคนทำยังไม่ชัด มันเลยออกมาดูไม่เวิร์ค หรือจริงๆ บทมันอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้ แต่คนทำพยายามใส่โน่นใส่นี่ให้ดูมีอะไร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม แต่ผลลัพธ์ก็คือทำให้หนังมันดูขาดโฟกัส จนสารภาพเลยว่าพอดูไปสักพักผมเริ่มไม่สนใจแล้วว่าพี่จะเล่าอะไรอีก เพราะความน่าสนใจมันลดลงเรื่อยๆ
แล้วก็ตามสูตรครับที่หนังจะต้องใส่ฉากทำนองนั้นลงมา ซึ่งก็เป็นการใส่ลงมาแบบ “เอ้า ใส่ลงมาให้แล้วนะ โอเคนะ โอเคๆ” แต่มันไม่ได้ดูฮ็อตแต่อย่างใด
หลังจากเขียนมาสักพักผมถึงนึกออก ว่า Phillip J. Roth ผู้กำกับเรื่องนี้คือคนเดียวกับที่ทำ Dragon Fighter หนังล่ามังกรที่มี Dean Cain แสดงนำน่ะครับ – ที่ผมบ่นว่าหนังมันดูแคบพิกลนั่นแหละ – แค่นี้ก็เข้าใจในบัดดลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงออกมาแบบนี้
ก็ตามนั้นครับ อีกหนึ่งหนังที่ผมไม่แนะนำ แต่อย่างน้อยผมก็โอเคกับงานฉากสมัยก่อนนะ มันดูเป็นโลกอนาคตที่รกร้างจริงๆ แล้วมันก็ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยที่เรานั่งดูหนังพวกนี้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน มันอาจไม่ดี ไม่เจ๋ง แต่มันก็คือสื่อบันเทิงอย่างหนึ่งที่เราพอจะหาได้จากร้านวีดีโอใกล้บ้าน
ครึ่งดาวครับ
(3/10)
หมวดหมู่:Action, Movie Reviews, Sci-Fi












