Horror

Prison (1987) ผีขี้คุก

เรือนจำครี๊ดมอร์ถูกเปิดอีกครั้งหลังจากถูกปิดไปในปี 1968 และมีนักโทษกว่า 300 คนถูกนำไปจองจำที่นั่น แต่แล้วนักโทษกลับตายอย่างสยดสยองไปทีละคน แคทเธอรีน วอล์คเกอร์ (Chelsea Field) จากกรมราชทัณฑ์และเบิร์ก (Viggo Mortensen) หนึ่งในนักโทษจึงต้องมาร่วมกันหาคำตอบว่าที่แห่งนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น

จำได้ว่าช่วงนั้นหนังสยองว่าด้วยนักโทษที่โดนเก้าอี้ไฟฟ้าแล้วกลับมาอาละวาดใหม่นี่มีหลายเรื่องอยู่นะครับ ไม่ว่าจะ Destroyer, The Horror Show แล้วก็ Shocker แต่ผมว่าเรื่องที่เวิร์คนี่ต้องยกให้เรื่องนี้กับ Shocker ครับ ที่แม้จะไม่สุดยอด แต่ก็เป็นหนังผีคนคุกที่ทำออกมาสยองและใช้ได้

ช่วงต้นๆ หนังก็จะเรื่อยๆ ตามสูตรของหนังแนวนี้ครับ ตอนแนะนำตัวละครก็ถือว่าธรรมดา ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอถึงตอนที่เบิร์กกับพวกไปทำความสะอาดแล้วดันปล่อยวิญญาณสยองออกมา ตอนนั้นแหละที่หนังเริ่มน่าดูแล้ว ซึ่งของดีที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูเข้าท่า ผมยกให้งาน Special Effect เลยนะ สมัยนั้น CG ยังไม่มีฤทธิ์เดชเท่าไหร่ เลยต้องใช้ของจริงมาเนรมิตด้วยเทคนิคต่างๆ เอา พวกฉากระเบิด ฉากลมพายุ แสงไฟประหลาด หรือกระแสไฟฟ้าที่ไหลไปตามราวต่างๆ มันคือเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของหนังสยองในยุคนั้นเลยครับ

แม้เอามาดูตอนนี้ผมก็ว่ามันไม่เชยนะ มันได้อารมณ์พลังเหนือธรรมชาติ และมันทำให้ผีในสมัยนั้นดูมีพาวเวอร์ดี คือไม่ได้มาหลอกอย่างเดียว แต่มีกำลังภายในด้วย (55555) ประเภทแผ่พลัง ควบคุมสิ่งของ หรือทำให้อะไรต่อมิอะไรระเบิด ดูเป็นผีที่มีฤทธิ์และยากแก่การต่อกรไปโดยปริยาย

จุดเด่นของเรื่องนี้ผมยกให้งานเทคนิคพิเศษครับ มันได้รสหนังสยองยุค 80 – 90 รวมถึงสารพัดงานเมคอัพต่างๆ หรือเวลาที่ใครจะตกเป็นเหยื่อผีแบบที่ตัวต้องแตกหรือโดนไฟไหม้ก็จะมีการสร้างหุ่นขึ้นมา ในแง่หนึ่งมันอาจไม่ได้ดูสมจริงมากมาย แต่มันเป็นอะไรที่ผมคิดถึงเหมือนกันนะ เพราะสมัยเด็กๆ ผมก็กลัวอะไรแบบนี้แหละ มันดูโหดดี สยองด้วย ตอนนั้นนี่แยกไม่ออกครับว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม รู้แต่ผีกำลังฆ่าคน ตัวคนกำลังจะระเบิด แค่นี้ก็หันหน้าหนีแล้ว – ส่วนตอนนี้ดูด้วยความเพลินครับ ยังรู้สึกสยองแหละ แต่ไม่เบือนหน้าหนีแล้ว แต่กลับตั้งใจดูด้วยความรู้สึกทึ่งในงานสร้างรุ่นทำมือ ผมถือว่าอะไรเหล่านี้คืองานศิลป์แขนงหนึ่งครับ คนทำนี่ต้องใช้ฝีมือ ใช้ทักษะไม่น้อยเลยจริงๆ

โดยรวมหนังเลยดูได้เรื่อยๆ ครับ คือตรงพาร์ตเนื้อเรื่องผมว่าเรื่อยๆ นะ ไม่ได้ถึงกับชวนติดตาม แต่มันอยากดูต่อไปเรื่อยๆ เพราะอยากรู้ว่าฉากต่อไปผีจะฆ่าคนแบบไหนและเราจะได้เห็นเทคนิคพิเศษแบบไหนอีก ซึ่งในแง่ความสยองนี่ผมว่าใช้ได้เลยครับ และดนตรีของดนตรีโดย Richard Band และ Christopher L. Stone ก็เข้ากับอารมณ์ของหนังผีในคุกแบบนี้ดีเหมือนกัน – แม้จะมีสกอร์อยู่ไม่กี่เพลงก็เถอะ

ทีนี้ก็ขอเล่าที่มาที่ไปของหนังน่ะนะครับ หนังสร้างโดย Irwin Yablans ผู้อำนวยการสร้าง Halloween ภาคต้นฉบับ ซึ่งตอนแรกเขาตั้งใจจะให้หนังออกมาเป็นแนวเชือด (Slasher) แต่ C. Courtney Joyner (ที่เขียนบท From a Whisper to a Scream) ที่มาทำหน้าที่เกลาบทเกิดปิ๊งไอเดียว่าทำให้เป็นหนังผีไปเลยน่าจะดีกว่า แล้ว Yablans ก็เอาด้วยครับ

ส่วนเก้าอี้ผู้กำกับก็ตกเป็นของ Renny Harlin คนทำหนังชาวฟินแลนด์ที่กำลังหางานในฮอลลีวู้ด ว่ากันว่าตอนที่เขารับทำหนังเรื่องนี้เขายังต้องอยู่อาศัยในโรงรถของ Venetia Stevenson (ที่ร่วมสร้างหนัง Born American ผลงานชิ้นก่อนของ Harlin) ส่วนรายได้จากการทำหนังเรื่องนี้เขาก็เอาไปจ่ายหนี้บัตรเครดิตครับ และจริงๆ หนังเรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จตั้งแต่ปี 1986 แต่ที่ออกฉายล่าช้าก็เพราะตอนนั้นบริษัทผู้สร้างอย่าง Empire Pictures ล้มละลายพอดี

และแรกเริ่มเดิมที Harlin อยากให้ Christopher Walken มารับบทพัสดีชาร์ปครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิว นอกจากนี้ Mortensen ยังแสดงฉากสตันต์เองเป็นส่วนใหญ่ด้วย จน Kane Hodder มอบเสื้อเชิดชูเกียรติสำหรับสตันต์แมนให้ Mortensen ไปเลยทีเดียว

ระหว่างดูเรื่องนี้นี่ทำให้เข้าใจเลยครับว่าทำไม Harlin ถึงได้ไปทำ A Nightmare on Elm Street 4: The Dream Master เพราะโทนในเรื่องนี้มันได้อารมณ์ความเป็น Nightmare อยู่เหมือนกัน ไหนจะสารพัดเทคนิคพิเศษที่ Harlin สามารถนำมาใช้ประกอบหนังได้อย่างพอเหมาะ (บางซีนนี่ได้อารมณ์เฟรดดี้ ครูเกอร์อยู่ในที) ดังนั้นแม้หนังเรื่องนี้จะไม่ได้ทำเงินอะไรมาก แต่ก็ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้ Harlin ได้ก้าวต่อไปอีกหลายก้าวในฮอลลีวู้ด

สรุปว่าถือเป็นหนังผีในคุกที่ไม่เลวครับ อย่างที่บอกว่าตอนพาร์ตเนื้อเรื่องถือว่าธรรมดา แต่มันมาสนุกตอนได้เห็นฤทธิ์ของผีนี่แหละ

สองดาวกว่าๆ ครับ

(6.5/10)