Horror

The Devil’s Rain (1975) ฝนกินศพ

เจ้าลัทธิบูชาซาตานที่โดนปราบไปเมื่อนานมาแล้วได้หวนคืนมาอีกครั้ง พร้อมตั้งใจจะทวงแค้นผู้คนที่เคยต่อต้านเขา ความสยองจึงเริ่มต้น

จริงๆ บรรยากาศของหนังก็ถือว่าพยายามอยู่นะครับ พยายามจะให้มันดูลึกลับและน่ากลัวแบบชวนวังเวง ซึ่งบางฉากก็ใช้ได้ แต่พอมาดูหนังโดยภาพรวมแล้วการเล่าเรื่องมันยังไม่กระตุ้นให้เราอยากติดตามสักเท่าไหร่ หนังเลยจัดว่าอยู่ในระดับกลางๆ ครับ คือไม่ถึงขั้นแย่จนน่าหนักใจ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นพอได้ชวนดู

แต่เหตุผลจริงๆ ที่ผมดูหนังเรื่องนี้ก็เพราะดาราครับ ไม่ว่าจะ Ernest Borgnine, Ida Lupino, Keenan Wynn, Tom Skerritt ที่แม้หนังจะไม่เวิร์คแค่การแสดงของพวกเขายังพอได้ แต่ที่เล่นค่อนข้างแข็งจนรู้สึกได้คือ William Shatner ซึ่งพอดูเรื่องนี้แล้วผมก็เข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงบอกว่ายุคนั้นกัปตันเคิร์กของผมแสดงยังไม่ค่อยเข้าที่สักเท่าไหร่

อีกอย่างคือนี่เป็นหนังชิ้นแรกๆ ของ John Travolta ด้วยครับ ถือเป็นเรื่องแรกที่เขาเล่นแบบได้รับเครดิต แต่บทพี่เขาก็น้อยเสียนี่กระไร และอีกหนึ่งดาราที่กลายเป็นว่าช่วยให้หนังน่าดูขึ้นก็คือ Joan Prather ที่สวยมากครับ ในเรื่องเธอดูสวยน่ารักมากจริงๆ

ไปๆ มาๆ ตัวหนังน่ะไม่น่าสนใจเท่าไหร่หรอกครับ แต่เรื่องน่าสนใจมันมาอยู่ตรงงานเบื้องหลัง อย่างแรกเลยคือ Borgnine เคยมาให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2010 ว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างเงินโดยเงินจากพวกมาเฟียครับ (เลยมีบางคนตั้งประเด็นเรื่องการฟอกเงินขึ้นมา) และที่สำคัญคือ Borgnine ไม่เคยได้รับค่าจ้างจากการแสดงหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่แดงเดียว

นอกจากนี้ Borgnine ยังเปิดเผยอีกว่า ตลอดการถ่ายทำหนังเรื่องนี้มันชอบมีเหตุประหลาดๆ หรือไม่ก็อุบัติเหตุที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนส่งผลให้ Borgnine ขอไม่เล่นหนังว่าด้วยซาตานอีกเลยตลอดชีวิต

ส่วน Travolta ก็มักจะหัวเราะทุกครั้งยามมีคนถามถึงเขาเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ พลางบอกว่า “หนังเรื่องนี้แย่เหลือรับจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีดาราดังๆ แสดงอยู่เยอะนะครับ”

และคนที่น่าสงสารที่สุดคงหนีไม่พ้นผู้กำกับ Robert Fuest เพราะก่อนหน้านี้เขามีผลงานที่ได้รับคำชมอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะ And Soon the Darkness, Wuthering Heights ฉบับปี 1970, The Abominable Dr. Phibes, Dr. Phibes Rises Again แต่พอทำหนังเรื่องนี้เข้าเท่านั้นแหละ ตัวหนังก็โดนกระหน่ำบ่นไม่มีชิ้นดี จนในที่สุดเขาก็ต้องไปทำหนังและซีรี่ส์ทางทีวีแทน ซึ่งหลังจากเรื่องนี้เขาก็มีผลงานหนังโรงอีกเพียงเรื่องเดียวครับ นั่นก็คือ Aphrodite ซึ่งก็เป็นหนังอีโรติกโป๊เปลือยที่ก็โดนบ่นก่นว่าหนักกว่าเรื่องนี้ซะอีก

อีกหนึ่งเกร็ดที่แถมให้คือ หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังที่ Roger Ebert บอกเลยว่าเขาเกลียดเข้าไส้

ส่วนผมก็มองกลางๆ ครับ คือบรรยากาศและงานสร้างพวกฉากบางอย่างมันยังถือว่าได้ ให้อารมณ์หนังลึกลับอึมครึมแบบยุค 70 ได้บ้าง เพียงแต่หนังมันไม่สนุกเท่าไหร่นี่แหละครับ

ดาวครึ่งครับ

(5/10)