Action

Weekend in Taipei (2024) เร็ว..แรง ทะลุไทเป

จอห์น ลอว์เลอร์ (Luke Evans) หมายจะโค่นองค์กรค้ายาของควัง (Sung Kang) แต่นั่นก็ทำให้เขาได้เจอกับโจอี้ (กุ้ยหลุนเหม่ย, Gwei Lun Mei) ความรักครั้งเก่าของเขา รวมถึงเรย์มอนด์ (Wyatt Yang) ลูกชายที่เขาไม่เคยรู้ว่ามี

เรื่องนี้ Luc Besson ร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้างครับ ส่วนตัวหนังก็ออกมาในสไตล์ The Transporter, From Paris with Love แล้วก็เหยาะความเป็น Fast & Furious ผสมลงไป และผลที่ออกมาก็ถือว่าใช้ได้ครับ พอเพลินพอได้อยู่ เพียงแต่ในแง่ความสนุกแล้วมันอาจไม่อร่อยเท่าเรื่องที่ผมเอ่ยมาเท่านั้นแหละ

หนังเน้นไปที่เรื่องเชิงดราม่าเป็นหลักครับ ส่วนแอ็คชั่นมีจริงๆ ประมาณ 30% คือฉากแรกที่จอห์นแกออกแรงบู๊นั้นก็แอบทำให้ผมคาดหวังอยู่เหมือนกันว่าหนังจะบู๊กระหน่ำมันส์ต่อเนื่องแบบ The Transporter แต่กลายเป็นว่าพื้นที่ในหนังหนักไปทางดราม่า ซึ่งจริงๆ หนังก็ทำส่วนนี้ได้ไม่เลวนะครับ ไปๆ มาๆ ผมออกจะชอบพาร์ตดราม่ามากกว่าแอ็คชั่นซะอีก โดยเฉพาะตอนที่จอห์นกับโจอี้รำลึกความรักเมื่อวันวานให้ลูฟัง หรือตอนจอห์นผูกสัมพันธ์กับเรย์มอนด์ ผมชอบรสชาติของพาร์ตพวกนี้น่ะครับ คือมันเป็นการเล่าเรื่องที่เจอไว้ด้วยอารมณ์ขัน ฟังเพลิน และบางอันก็ซึ้งกินใจจนน่าจะทำให้คนที่เซ็ฟซิทีฟรู้สึกอินได้ไม่ยากเลย

ผมว่า Besson เขาเล่าเรื่องทำนองนี้เก่งครับ ยิ่งตอนเล่าเรื่องจูบแต่ละครั้งนี่มันโรแมนซ์แบบกำลังดีจริงๆ

MVP ของหนังเรื่องนี้ผมยกให้กุ้ยหลุนเหม่ยเลยครับ การแสดงเธอนี่สตรองมากจนบางทีนี่แทบจะข่ม Evans และ Kang ได้เลย และเธอก็ได้บทที่เหมาะด้วยครับ เป็นสาวแกร่ง เฉี่ยวๆ มั่นๆ ซ้ำยังฉลาดหัวไวและพร้อมพุ่งชน สำหรับผมนี่แค่ดูการแสดงของเธออย่างเดียวก็โอเคแล้วล่ะ

ส่วน Evans ก็เล่นได้ดีครับ เพียงแต่ความเด่นบางทีจะเทไปที่หลุนเหม่ยมากกว่าหน่อย ส่วน Kang ก็ถือเป็นตัวร้ายที่ไม่ได้มาเพื่อร้ายอย่างเดียว แต่ยังมีแง่มุมความรู้สึกสะท้อนให้เราได้สัมผัสด้วย – จนบางทีก็เข้าใจเขาน่ะครับ ว่าเขารักโจอี้จริงๆ

ต้องย้ำอีกทีว่าแอ็คชั่นเรื่องนี้ไม่เยอะครับ คือจะมีฉากบู๊บ้าง ไล่ล่าด้วยรถบ้าง แต่ตอนท้ายนี่ใครคาดหวังว่าจะมีอะไรใหญ่ๆ มันส์ๆ หรือลุ้นๆ ล่ะก็ ต้องขอบอกเลยครับว่าบทลงเอยมันไม่ได้มันส์อะไรมากนักหรอก และโดยส่วนตัวผมมองว่ามันออกจะง่ายไปนิดด้วยซ้ำ

อีกจุดที่ผมชอบกว่าที่คิดคือดนตรีของ Matteo Locasciulli ครับ ท่วงทำนองของหนังจะผสมกันระหว่างฝรั่งเศสและจีนซึ่งเข้ากับตัวหนังไม่น้อย

โดยรวมก็ถือว่าหนังดูได้แบบพอเพลินครับ แต่ก็ไม่ถึงขั้นโดดเด่นหรือน่าจดจำอะไร แม้พาร์ตดราม่าจะถือว่าออกมาดีก็เถอะ แต่พอมองหนังแบบมวลรวมก็ยังอยู่ในระดับดีได้อีกครับ

สองดาวหน่อยๆ ครับ

(6/10)