เมื่อโลกเกิดภัยพิบัติปริศนา วิลล์ (Theo James) กับพ่อตาที่ชื่อทอม (Forest Whitaker) จึงพากันขับรถข้ามประเทศเพื่อไปรับตัวซาแมนต้า (Kat Graham) ภรรยาของวิลที่กำลังท้อง ซึ่งก็แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ง่าย
โอเค สิ่งแรกที่ต้องแถลงไขให้เข้าใจตรงกันก่อนคือ แม้นี้จะเป็นหนังวันโลกแตก แต่หนังก็ไม่ได้มาพร้อมภาพโลกถล่มแผ่นดินทลายแต่อย่างใดครับ คือมาแค่บรรยากาศว่าโลกกำลังเกิดภัยนะ แต่จะไม่เน้นฉากทำลายล้างหรือขาย CG ดังนั้นใครคาดหวังฉากถล่มแบบบิ๊กๆ ก็ต้องหยุดความคาดหวังไว้ก่อนครับ ถ้าอยากดูแนวนั้นไปดูหนังของพี่ Roland Emmerich อย่าง ID4, The Day After Tomorrow หรือ 2012 จะตอบโจทย์ตรงกว่าครับ
ส่วนสิ่งที่หนังเน้นคือการพาเราตามติดชีวิตลูกเขยและพ่อตาไปตามท้องถนนบนโลกที่กำลังจะแตกครับ ซึ่งพวกเขาก็ได้เจอทั้งคนดี คนธรรมดา และคนร้าย มีทั้งช่วงตื่นเต้นชวนลุ้นและช่วงพักช่วงผ่อนสลับกันไป
ผมโอเคกับหนังครับ คือมันอาจไม่ได้ดีมากมาย แต่ถือว่าใช้ได้ ซึ่งมาตรวัดอย่างหนึ่งในการดูหนังของผมว่าหนังเรื่องนั้นโอเคหรือไม่ก็คือ ถ้าผมดูแล้วไม่คิดอยากจะกรอเดินหน้าให้เรื่องจบไว้ๆ ก็แสดงว่าหนังใช้ได้สำหรับผม และเรื่องนี้ก็ตามนั้นครับ ถือว่าดูได้เรื่อยๆ ซึ่งพลังส่วนหนึ่งต้องยกให้ Whitaker เลยครับ รายนี้เล่นหนังเรื่องไหนได้ใจหมด ส่วน James ก็ถือว่ารับส่งพลังจาก Whitaker ได้ในระดับที่น่าพอใจ
ส่วนสถานการณ์ในหนังที่พวกเขาเผชิญนั้นก็ถือว่าโอเคเช่นกันครับ มันอาจไม่ถุงกับลุ้นจัดๆ แต่ก็มีความน่าสนใจมากพอที่จะดึงเราให้ดูต่อได้ นี่คือต้องแล้วแต่ความชอบด้วยนะครับ คือถ้าท่านหวังแอ็คชั่นมันส์ๆ หรือความหวือหวาล่ะก็ เรื่องนี้ไม่ได้เน้นไปทางนั้นครับ แต่จะเน้นไปทางการเอาตัวรอด การเจอสถานการณ์ชวนกดดันแล้วพวกตัวเอกก็ต้องหาทางแก้เรื่องตรงหน้ากันไป ว่าง่ายๆ คือหนังเน้นไปในทางดราม่าทริลเลอร์ที่มีฉากหลังเป็นวันสิ้นโลกนั่นเองครับ
จริงครับที่หนังไม่แปลกใหม่ สิ่งที่เจอในหนังเรื่องนี้เราก็ต่างเคยเจอจากหนังแนวนี้เรื่องอื่นๆ มาแล้ว แต่ก็อย่างที่บอกน่ะครับ บางทีเราก็ไม่ได้ต้องการความสดใหม่อะไรมากหรอก ขอแค่เอาสูตรเดิมๆ มาปรุงให้กินได้ไม่ติดขัด รสชาติทานได้ไม่แปร่งลิ้น แค่นี้ผมก็โอแล้ว และหนังเรื่องนี้ก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละครับ
ส่วนหนึ่งที่ผมโอเคกับหนังอาจเพราะมันมีองค์ประกอบพื้นฐานของหนังแนวนี้ค่อนข้างครบครับ ถ้าไม่นับความอลังการแล้ว พวกการสะท้อนมิติต่างๆ ของมนุษย์ที่มีทั้งคนดีคนร้าย คนมีน้ำใจและเห็นแก่ตัว หรือไม่ก็เสียสติเพ้อคลั่งกันไป ซึ่งพอมาลองๆ คิดดูแล้ว ผมว่าคนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีเฉพาะตอนโลกจะแตกเท่านั้นน่ะครับ เอาจริงๆ ในโลกปัจจุบันที่เราอยู่เนี่ย เราก็เจอคนเหล่านี้ปะปนทั่วไปในสังคมอยู่แล้วล่ะ – แล้วเราก็ต้องมานั่งรับมือคนเหล่านี้เป็นพักๆ…ก็แอบเหนื่อยเหมือนกันนะครับ
และประเด็นที่เรามักเจอเสมอในหนังแนวนี้ก็คือ การเป็นคนดีมีน้ำใจนั้นก็ต้องดูทิศทางลม ดูกาลเทศะ ดูวาระและโอกาสให้ดีๆ เพราะบางทีความใจดีก็พาเราเข้าตาร้ายได้ ซึ่งหนังก็สะท้อนเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ครับ โดยเราจะเห็นเลยว่าทอมที่ผ่านอะไรมาเยอะ เขาจะถือหลักระมัดระวังไว้ก่อน หรือถ้าจำเป็นก็ต้องเป็นฝ่ายจู่โจมก่อน ซึ่งวิลล์ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ในตอนแรก แต่พอพี่ท่านเจอเรื่องเยอะๆ เข้า มันก็หล่อหลอมตัวเขาให้แกร่งและพร้อมรับมือกับโลกที่มีด้านโหดเข้มข้นขึ้นทุกขณะ
หรือบางทีโลกมันก็ไม่ได้โหดร้ายอะไรหรอกครับ มันแค่เป็นธรรมดาของมันอย่างงั้นเท่านั้นแหละ
สรุปคือผมอยู่ในข่ายเพลินกับหนังครับ ดูได้เรื่อยๆ น่าติดตามดี ถือว่าน้องๆ Greenland ครับเรื่องนี้
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Action, Disaster Movies, Drama, Movie Reviews, Mystery, Thriller












