Action

The Crow (2024) อีกาพญายม

เรื่องราวฉบับรีเมคที่โดนคนบ่นไปพอสมควร แล้วในแง่รายได้ก็ถือว่าล่มครับ เพราะทำไปเพียง $24 ล้านจากทั่วโลก ในขณะที่ทุนสร้างนั้น $50 ล้านครับ

สำหรับผมดูแล้วก็ยอมรับว่ามีทั้งส่วนที่โอและส่วนที่เฉยครับ มาเริ่มจากส่วนที่ผมว่าใช้ได้ก่อน ก็คือเรื่องของงานภาพ มุมกล้องที่ทำให้หนังดูแกรนด์พอตัว แล้วก็บวกด้วยคอสตูมที่ดูมีสีสัน อะไรเหล่านี้ก็ทำให้หนังดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่พอดูไปสักพักพอการเล่าเรื่องมันไม่สนุก ของดีๆ เหล่านี้ก็ช่วยหนังไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

ตัวเอกของเรื่องอย่างเอริค (Bill Skarsgård) นั้น ว่ากันตรงๆ คือดูไม่เป็นเดอะ โครว์เท่าไหร่ครับ ด้วยคาแรคเตอร์และอะไรหลายๆ อย่างมันทำให้เขาดูเหมือนเป็นหุ่นที่ฆ่าไม่ตายแล้วไล่สังหารคน มากกว่าจะเป็นเดอะ โครว์ อีกาพญายม – บางฉากนี่ได้อารมณ์ The Terminator ยังไงก็ไม่รู้

ช่วง 1 ชั่วโมงกับ 20 กว่านาทีแรกของหนังนี่ โครงเรื่องมันก็มีกลิ่นอายการล้างแค้นนั่นแหละครับ แต่ประเด็นคือมันไม่มันส์ มันไม่มีอะไรดึงดูด เหมือนเอริคเดินหน้าฆ่าไปเรื่อยๆ ทำสำเร็จบ้าง ทำพลาดบ้าง แต่มันไม่มีจุดเด่น เพราะเอริคไล่ฆ่าแบบพื้นๆ ไม่ได้มีวิทยายุทธ ไม่ได้มีอำนาจหรือพลัง คือพี่เขามีดีแค่ร่างกายเยียวยาตัวเองได้เท่านั้นน่ะครับ มันเลยไม่มีลีลามันส์ๆ หรือความหวือหวาใดๆ มาเสิร์ฟ มันเลยออกจะเป็นการล้างแค้นที่จืดอยู่เหมือนกัน

กว่าที่องค์เดอะ โครว์จะลงนี่ก็ต้องรอจน 30 นาทีสุดท้ายน่ะครับ แต่ถึงแม้องค์เดอะ โครว์จะมา แต่ลีลาการฆ่าของพี่เขาก็ยังดูไม่เด่น ไม่มีอะไรพิเศษเหมือนเดิม คืออย่างมากก็คือเลือดสาดมากขึ้นเท่านั้นแหละ แต่มันไม่ได้รู้สึกมันส์หรือตื่นเต้นอะไรขึ้นมาเลย

กระทั่งลาสต์บอสอย่างวินเซนต์ โร้ก (Danny Huston) ที่หนังก็ปูพื้นจนเราคิดว่าตอนฟัดกันน่าจะมีอะไรขึ้นมาบ้าง แต่ในที่สุดก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ บทจะไปก็ไปง่าย แค่ผลักให้ล้มก็จบเกม – แล้วอีกอย่างที่รู้สึกคือตัวละครในเรื่องนี่โดนผลักบ่อยเหลือเกินครับ 5555

ถ้าจะมีอะไรที่ชอบก็คงเป็นบทสรุปสุดท้ายที่ตัวละครหนึ่งพูดขึ้นว่า “เขาทำทุกอย่างเพื่อคุณจริงๆ” อันนั้นผมว่าสร้างสรรค์ แฝงด้วยความประทับใจ แต่เสียดายที่หนังทั้งเรื่องมันจืดเกิน ฉากตอนท้ายก็เลยช่วยหนังทั้งเรื่องไว้ไม่ไหว

อีกอย่างที่แอบรู้สึกคือ ผมว่าคาแรคเตอร์ของเอริคในเรื่องนี่น่าจะมีโทนโรแมนติกมากกว่านี้สักหน่อย แต่ในเรื่องนี่พี่แกออกแนวดูจิตดูแข็งจนไม่ค่อยสัมผัสถึงอารมณ์รักใคร่ของพี่เขาเท่าไหร่ ซึ่งผมว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Skarsgård แต่มันอยู่ที่ทิศทางของบท – จุดนี้รู้สึกเลยว่าผมโอเคกับเวอร์ชั่นของ Brandon Lee มากกว่า

หากจะลองดูก็ไม่ว่ากันครับ เพราะจริงๆ ผมว่าหนังมันก็ไม่ได้แย่หรอก แค่บางอย่างยังทำไม่ถึง และบางอย่างก็โฟกัสผิดจุด เน้นไปผิดทางเท่านั้น

ดาวครึ่งครับ

(5/10)