Action

Extinction (2018) ฝันร้าย ภัยสูญพันธุ์

เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูแบบไม่รู้อะไรมาก่อน ดูแบบไม่คาดหวัง แล้วก็โอเคกับหนังซะงั้น

เรื่องของปีเตอร์ (Michael Peña) วิศวกรคนหนึ่งที่มักจะฝันร้ายถึงภัยล้างโลก เขาฝันบ่อยจนภรรยา (Lizzy Caplan) ก็ชักจะไม่โอเค แต่แล้ววันหนึ่งสิ่งที่เขาฝันก็ดันเป็นจริงครับ เมื่อมีบ้างสิ่งจากฟากฟ้าบุกลงมาไล่สังหารทุกคนอย่างโหดเหี้ยม เขาและครอบครัวจึงต้องหาทางหนีตายไปให้ได้

มันก็คือหนังไซไฟแนวภัยพิบัติวันล้างโลกน่ะครับ ซึ่งช่วงต้นๆ ก็ค่อนข้างเรื่อยๆ และไม่ค่อยมีอะไรนัก หนังเริ่มมาน่าสนใจก็ตอนที่พวกเขาโดนบุกนั่นแหละ ช่วงนั้นความตื่นเต้นตูมตามก็ไหลบ่ามาเป็นพักๆ ซึ่งมันก็อาจจะไม่ได้สุดยอดน่ะนะครับ แต่ผมถือว่าใช้ได้ ทำให้คนดูพอจะตื่นเต้นและเลือดลมสูบฉีดได้บ้าง

แต่กลายเป็นว่าช่วงที่พวกเขาโดนบุกนั่นมันแค่ครึ่งแรกครับ แต่ยังมีเรื่องราวในครึ่งหลังที่มาอะไรรอเซอร์ไพรส์เราอยู่ ซึ่งผมชอบนะ มันอาจไม่ได้แปลกใหม่อะไร แต่ถือว่าใช้ได้ ถือว่าทำให้หนังดูมีความหมายและมีอะไรในตัวมากขึ้นอีกพอสมควร

ว่ากันว่าตอนแรกหนังเรื่องนี้ทางค่าย Universal ทำออกมาเพื่อจะฉายโรงครับ แต่พอถึงจุดหนึ่งหนังก็โดนโยกมาลง Netflix แทน ก็เดาว่าผู้สร้างอาจไม่มั่นใจว่าหากฉายโรงแล้วจะได้ผลตอบแทนคุ้มไหม เลยจับลง NF ซะ ซึ่งช่วงนั้นนี่หลายค่ายอยู่เหมือนกันครับที่ตัดสินใจโยกเอาหนังตัวเองที่จะฉายโรงมาลงที่นี่แทน เพื่อคืนทุนมาให้ได้มากที่สุด

ผมก็พอเข้าใจแหละครับ เพราะฟอร์มหนังก็ไม่ได้ใหญ่อะไร ในแง่งานสร้างก็ดูกลางๆ ไม่ได้อลังการล้ำโลกอะไร แล้วก็ไม่แน่ว่าถ้าผมได้ไปดูเรื่องนี้ในโรงผมอาจแอบคาดหวังและลงเอยด้วยความเฉยก็ได้ แต่พอดูจาก NF ความคาดหวังมันเลยหาย เลยกลายเป็นโอเคกับหนังไปในที่สุด

หนังอาจไม่ได้มันส์ในแง่ของแอ็คชั่น หรือไม่ได้หวือหวาอะไรมาก แต่ในแง่แนวคิดผมว่าไม่เลวครับ อันนี้ขอสปอยล์หน่อยแล้วกัน ใครไม่อยากทราบก็ข้ามไปนะครับ

=========สปอยล์ครับ=========

หนังตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ครับ ว่ามันจะสร้างผลกระทบต่อมนุษย์ในด้านลบได้ขนาดไหน มันจะคุกคามเราไหม มันจะก่อปัญหาอย่างไร มันคิดเป็นไหม มันมีหัวใจไหม ซึ่งหนังก็อาจจะไม่ได้ลงลึกในประเด็นเหล่านี้มากมายนักน่ะนะครับ แต่ก็ถือเป็นการตั้งต้นคำถามที่น่าสนใจ

ผมชอบสายใยเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกปีเตอร์กับไมลส์ (Israel Broussard) มนุษย์ที่ตอนแรกถูกส่งมาเพื่อกวาดล้าง AI แต่พอเขาเริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ และเริ่มตั้งคำถามว่า “นี่เขาต้องฆ่าเด็กด้วยหรือ?” มันก็ทำให้มุมมองบางอย่างของเขาเปลี่ยนไป – สีหน้าของไมลส์ตอนที่มองพวกปีเตอร์หนีจากไปนั้นมันสื่อความหมายได้เข้าท่าดีครับ

ก็ทำให้คิดครับว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI นั้นคงต้องมีวิวัฒนาการต่อกันอีกเยอะ คงต้องมีการปรับจูนเข้าหากัน หรือกระทั่งปะทะกันอีกแยะกว่าจะถึงจุดที่เกิดสมดุลได้อย่างแท้จริง – ก็ขนาดคนเหมือนกันแต่ต่างชาติต่างสีผิวยังตีกันได้เป็นร้อยเป็นพันปี แล้วลองว่าเรากับ AI ต่างกันขนาดนี้ มันจะเข้ากันได้อย่างราบรื่นจริงๆ หรือ?

========หมดสปอยล์ครับ========

สรุปว่าถ้าท่านชอบหนังไซไฟแนวภัยล้างโลก เรื่องนี้ก็ไม่เลวครับ คืออาจไม่ดีเยี่ยม แต่ก็ไม่แย่ แค่อาจต้องทนช่วงครึ่งชั่วโมงแรกสักหน่อยเท่านั้นแหละ – และผมเชื่อว่าต้องมีคนหงุดหงิดรำคาญลูกคนเล็กของตัวเอกแน่ อันนี้ก็ทำใจไว้ก่อนนะครับว่ามันก็มีบ้างแหละ 5555

สองดาวกว่าๆ ครับ

(6.5/10)