เอริค เดรเว่น (Brandon Lee) และเชลลี่ย์ (Sofia Shinas) คนรักของเขา ถูกฆ่าตายโดยแก๊งอันธพาล แล้วอีก 1 ปีต่อมา เอริคก็ฟื้นคืนชีพเพื่อกลับมาล้างแค้นในสิ่งที่พวกมันได้ทำเอาไว้
นี่คือหนังที่ดังตั้งแต่ยังไม่ได้ฉาย เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุกลางกองถ่าย เมื่อปืนที่ควรจะบรรจุกระสุนปลอมกลับถูกบรรจุไว้ด้วยกระสุนจริง แล้วเมื่อ Michael Massee นักแสดงผู้รับบทฟันบอยได้ลั่นไกตามบท กระสุนที่ว่าก็พุ่งเข้าสู่ร่างของ Lee ส่งผลให้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา
และด้วยความที่หนังยังถ่ายทำไม่จบ เลยทำให้ฉากอื่นๆ ที่มีบทเอริคต้องใช้นักแสดงแทนและใช้การหลบมุมกล้อง หรือไม่ก็ต้องเอาฟุตเตจที่ถ่ายเก็บไว้มาใช้ และบางครั้งก็ต้องใช้เทคนิคพิเศษอื่นๆ มาประกอบกัน จนหนังสามารถสำเร็จออกฉายได้ในที่สุด
นี่คืองานกำกับชิ้นแรกของ Alex Proyas ผู้กำกับมิวสิควีดีโอที่กระเถิบมาทำหนังใหญ่ ซึ่งก็ต้องยอมรับเลยครับว่างานด้านภาพค่อนข้างเด่น งานฉากในเมืองตามท้องเรื่องก็ดูมีเอกลักษณ์ มีความเป็นคอมมิคผสมกับโลกจริงได้อย่างพอเหมาะ แล้วเมื่อมาบวกกับฝีมือของตากล้อง Dariusz Wolski (ที่โตมาทางสายเอ็มวีเหมือนกัน) หนังเลยมาพร้อมความหม่นมืด หลายฉากเลยที่สีสันต่างๆ อย่างสีแดงจะตัดกับสีดำอย่างโดดเด่น ดังนั้นในเรื่องงานภาพนี่ยอมรับครับว่าทำได้ดี
ของดีต่อมาคือการแสดงของ Lee ที่ตอนแรกก็มีหลายฝ่ายกังวลว่าเขาจะเล่นได้แน่หรือ เพราะก่อนหน้านี้เขาเล่นแต่หนังแอ็คชั่นเป็นหลัก แต่ในที่สุด Lee ก็พิสูจน์ว่าเขาทำได้ครับ Lee ทำให้บทเอริคดูมีมิติ ในทางหนึ่งก็ชวนให้นึกถึงโจ๊กเกอร์ (แห่ง Batman) ที่มีอารมณ์ขันแสบๆ มีความเอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าเขาจะทำอะไรในนาทีต่อไป แต่ขณะเดียวกันเมือ่ถึงซีนอารมณ์ Lee ก็สามารถทำให้เราเชื่อได้ว่าเอริคในคราวเดอะ โครว์คนนี้ มีความเจ็บปวดรวดร้าวอัดแน่นอยู่ภายในเพียงไหน
ผมชอบที่เขาทำให้เรารู้สึกว่า การคืนชีพในครั้งนี้มันไม่ได้มาพร้อมความปลาบปลื้มยินดีของการมีชีวิตหรือการกลับมาใหม่ แต่มันเป็นการฟื้นขึ้นเพื่อปิดบัญชีเหล่าคนชั่ว ฟื้นขึ้นเพื่อใช้เลือดล้างเลือด ฟื้นขึ้นเพื่อเป็นผลตอบสนองต่อความรุนแรงที่เวียนว่ายอยู่ในโลกใบนี้ – มันไม่ใช่การฟื้นคืนชีวิต แต่มันคือการตอกย้ำถึงความตายอันเกิดจากความโสมมของสังคมโลก มันคือการตอกย้ำด้วยเลือดและคราบน้ำตา
ผมมั่นใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบหนังเรื่องนี้ เพราะมันไม่ได้แอ็คชั่นจ๋า (คือมีบู๊เท่าที่จำเป็น) มันไม่ได้ซูเปอร์ฮีโร่จ๋า (แต่ก็มีกลิ่นอายของคนเหนือมนุษย์ที่ออกปราบเหล่าอธรรม) รวมถึงพล็อตที่ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อน (เพราะหลักๆ แล้วมันคือหนังล้างแค้นอีกเรื่องหนึ่ง) อย่างผมนี่แม้จะชอบโทน ชอบบรรยากาศ ชอบดารา แต่ในแง่การเดินเรื่องก็รู้สึกอยู่ครับว่าอยากให้มันดูมีอะไรมากกว่านี้สักหน่อย หรือในฉากการล้างแค้นต่างๆ ก็อยากให้เดอะ โครว์ ออกฤทธิ์ออกเดชทำให้การล้างแค้นมันแซ่บกว่าที่เป็น
แต่กระนั้นผมก็ยังอยู่ในฝ่ายที่ชอบและสนุกกับหนัง แม้มันจะไม่ถึงกับตรงใจทั้งหมด แต่หากพิจารณาจากเวย์ของหนังและสิ่งที่มันเป็นแล้ว ก็ต้องถือว่าผลลัพธ์ที่ออกมา นับว่าอยู่ในขั้นดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากประเด็นที่ว่าหนังต้องสูญเสียนักแสดงหลักไปก่อนที่จะถ่ายทำเสร็จ ดังนั้นหนังได้ออกมาระดับนี้ก็ถือว่าดีแล้ว
มาฟังเกร็ดหนังกันครับ ว่ากันว่าตอนแรกคนที่ถูกเล็งไว้ให้มารับบทเอริคก็มี River Phoenix และ Christian Slater แต่ทั้ง 2 ก็บอกปัดไป ส่วน James O’Barr ผู้สร้างสรรค์ The Crow ตั้งแต่ตอนเป็นคอมมิค ก็อยากได้ Johnny Depp มาเล่น แต่พี่เขาก็ไม่มาเหมือนกัน
และ O’Barr นี่แหละที่เป็นคนหนึ่งที่กังวลว่า Lee จะเหมาะกับบทนี้แน่ไหม แต่ในที่สุด Lee ก็ทำให้ O’Barr มั่นใจว่าเขาเหมาะกับบทนี้จริงๆ แล้วพวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนซี้กันในเวลาต่อมา และเมื่อ Lee มาจากไประหว่างการถ่ายทำ O’Barr ก็เสียใจมาก ถึงขั้นคิดงานไม่ออกจนต้องหยุดทุกอย่างไปพักหนึ่ง และเขาต้องใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันกว่าจะทำใจพาตัวเองไปเยี่ยม Lee ที่หลุมศพได้
นอกจากนี้ O’Barr ยังได้มาแสดงรับเชิญในหนังด้วยครับ เขาคือคนที่มายกเค้าเอาทีวีไปจากร้านที่โดนระเบิดของกีเดียน (Jon Polito) – มาประมาณนาทีที่ 32 ครับ
อีกเกร็ดก็คือ Cameron Diaz เคยได้รับการเสนอให้มาแสดงเป็นเชลลี่ย์ด้วย แต่เธอก็บอกปัดไปเพราะเธอไม่ชอบสคริปสักเท่าไหร่
และกล่าวกันว่า Massee ที่กลายเป็นผู้ลั่นไกสังหาร Lee อย่างไม่ตั้งใจนั้น เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าจากเหตุการณ์นั้นทำให้เขาต้องฝันร้ายจนตื่นกลางดึกอยู่นานนับสิบปี – Massee ได้เสียชีวิตไปในปี 2016 ครับ และจากข้อมูลก็คือ Massee ยังไม่เคยดู The Crow เลยแม้แต่ครั้งเดียว จวบจนวันที่เขาเสียชีวิต
หนังลงทุนราว $23 ล้าน แล้วได้คืนมาราว $50 ล้านจากทั่วโลก ก็นับว่าไม่เลวครับ เพราะกำไรก็ไปเก็บต่อตอนลงวีดีโอและฉายตามสื่อต่างๆ และมันก็มากพอที่จะทำให้ผู้สร้างไฟเขียวสำหรับภาคต่อ
บอกตรงๆ ว่าใจหายเหมือนกันนะครับ ระหว่างดูรอบล่าสุดนี่ก็คิดเหมือนกันว่าถ้า Lee ยังไม่ตาย เขาจะได้แสดงในบทอะไรอีกบ้าง เพราะเรื่องนี้เขาก็เริ่มฉายแววเรื่องฝีมืออยู่เหมือนกัน…
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Action, Crime, Martial Arts, Movie Reviews, Recommended Movies, Superhero, Supernatural Horror













