แอนดี้ (Adam Devine) อดีตนักมายากลดาวรุ่งที่ชีวิตพลิกผันมาเป็นคนขับแท็กซี่ แต่แล้ววันหนึ่งรอย เพรสตัน (Jeffrey Tambor) อาจารย์ของเขาก็โผล่มาชวนแอนดี้ไปเป็นพี่เลี้ยงให้เหล่าเด็กๆ ที่แคมป์มายากล ที่ซึ่งชีวิตเขาจะได้พลิกผันอีกครั้ง
เคยดูมารอบหนึ่งแล้วครับ ซึ่งผมชอบนะ หนังสนุกดูเพลินดี มาในสูตรคนที่จำต้องมาเป็นครูสอนเด็กๆ ที่แต่ละคนก็ออกแนวไก่รองบ่อน ดูไม่น่าจะชนะใครเขา แต่ในที่สุดด้วยความทุ่มเททั้งของครูและศิษย์จึงสามารถทำให้พวกเขาพลิกกลับมานำ เป็นสูตรเดิมๆ ที่ถ้าปรุงดีๆ ก็จะเป็นหนังที่สนุก และได้แง่คิดสอนใจด้วย
ในการดูรอบสองของผมนี้ ผมชอบหนังมากขึ้นครับ ส่วนหนึ่งอาจเพราะผมโหยหาหนังแนวนี้ก็เป็นได้ เพราะระยะหลังหนังครอบครัวสไตล์นี้มีน้อยลง พอได้ดูมันเลยเหมือนเจอเพื่อนเก่าน่ะครับ เลยชอบ และจริงๆ หนังก็ถือว่าสนุกเอาเรื่อง โดยช่วยต้นๆ หนังก็จะเรื่อยๆ ยังไม่มีอะไรมาก แต่พอเหล่าตัวละครได้มาเจอกัน พอแอนดี้เริ่มตั้งใจสอนเด็กๆ และเด็กๆ ก็เริ่มปล่อยของออกมา ทีนี้ความสนุกเริ่มไหลมาแล้ว และพอถึงตอนท้ายที่มีการแข่งขันนักมายากลในค่าย หนังก็มีให้ทั้งความสนุก ตื่นตา และความประทับใจ
เป็นอีกครั้งที่ Mark Waters ทำหนังได้ถูกใจผมครับ สามารถเอาไปขึ้นทำเนียบเทียบผลงานก่อนๆ อย่าง Freaky Friday, Mean Girls, Just Like Heaven, The Spiderwick Chronicles แล้วก็พูดได้เต็มปากว่าผมชอบมากกว่า Ghosts of Girlfriends Past, Vampire Academy, Mr. Popper’s Penguins, He’s All That และ La Dolce Villa – ที่พูดมานี่คือผลงานของเขาหมดเลยน่ะนะครับ
เรื่องนี้ทำให้ผมชอบ Adam Devine มากๆ ครับ คือเรื่องอื่นๆ เขาก็เล่นดีและขโมยซีนได้ตลอดแหละ แต่เรื่องนี้พี่เขาแสดงด้านอ่อนโยนออกมาได้ชัดมาก จนผมคิดว่าถ้าแกไปเล่นหนัง Feel Good นี่ได้เลยนะ และอีกคนที่ยิ่งชอบหนักคือ Jeffrey Tambor ที่รายนี้ปกติก็ชอบเล่นบทฮาเป็นหลักเหมือนกัน แต่มาเรื่องนี้ก็เหมือน Devine น่ะครับ ลุงเขาสามารถทำให้เราเชื่อได้ว่าชายคนนี้คือยอดนักมายากล และที่สำคัญคือเป็นครูที่ดี มีความเอาใจใส่ ห่วงใย และรู้ใจลูกศิษย์ ชนิดที่เอาไปเทียบกับดัมเบิลดอร์ได้เลยล่ะ และ Tambor ก็แสดงได้ยอดมากจริงๆ ครับ
ดาราเด็กๆ แต่ละคนก็ปล่อยของกันสนุกล่ะครับ มีทั้งความน่ารักและความแสบ ซึ่งตามแบบฉบับของหนังเข้าแคมป์แบบนี้มันก็ต้องมีตัวกวน ตัวชอบแกล้งชาวบ้าน เรื่องนี้ก็มีครับ แล้วก็เป็นไปตามคาดที่ตัวละครนี้จะย้อนมาสร้างความรู้สึกดีๆ ได้ในตอนท้าย – เรียกว่าใครอยากดูหนังที่ดูได้ทั้งครอบครัว ไร้พิษไร้ภัย ไร้ดราม่า (เชิงลบ) กวนใจ ผมว่าเรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ตรงเผงเลยครับ
แล้วทีนี้ระหว่างดูผมก็เกิดความรู้สึก “คุ้นๆ” คือมันคุ้นตรงมุมกล้องและการถ่ายภาพครับ เลยค้นดูว่าใครกำกับภาพ แล้วก็ถึงบางอ้อ เขาคือ Theo van de Sande ที่ผมดูงานของเขามาไม่ต่ำกว่า 20 เรื่อง เรื่องที่เด่นๆ ในใจผมเลยก็คือ Volcano, Blade, Big Daddy, Homefront (ที่พี่ Jason Statham แสดงนั่นแหละ) ลีลาของเขาคนนี้คือ เวลาซูมใกล้ภาพจะไม่แคบไม่อึดอัด มันจะดูใกล้แบบมีที่หายใจ ครั้นถ่ายช็อตไกลก็จะไกลแบบรู้ว่าจะให้คนดูโฟกัสตรงไหน เรียกว่าสไตล์ถ่ายภาพของเขาทำให้นึกถึงหนังครอบครัวยุค 90 เลยครับ
ผมคิดถึงหนังแนวนี้จังครับ แนวง่ายๆ สนุกๆ อบอุ่นๆ มันมีน้อยลงจนน่าใจหาย ขนาด Disney ยังไม่ค่อยทำออกมาเลย ตอนแรกก็นึกว่าทำ Disney+ แล้วจะมีหนังแนวนี้ออกมาเรื่อยๆ เหมือนที่เคยเป็น แต่กลายเป็นว่าแทบไม่เห็นสักเท่าไหร่ แล้วยิ่งอยากจะแค่นหัวเราะให้หนักขึ้นไปอีกเมื่อมาดู Disney+ ในบ้านเรา สมัยก่อนนั้นผมเคยวาดหวังนะ ว่าจะได้ดูหนังเก่าๆ หนังครอบครัว หนังกีฬา หนังที่มันมีความเป็น Disney มาให้ดูแบบจุใจ คือจะมาทีเดียวเยอะๆ หรือเวียนกันมาลงก็ได้ ขอให้มีมาเรื่อยๆ ผมก็ดีใจแล้ว…แต่ทว่า…โลกความจริงนั้น ไม่เป็นดังหวังเสมอไปหรอก 5555
สรุปครับว่าใครอยากดูหนังครอบครัวที่ดูเพลิน สนุก แฝงความอบอุ่น ก็เรื่องนี้เลยครับ
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)












