ซ่งคังเหริน (หลินป๋อหง, Austin Lin) เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ระเบิดที่เคยเผชิญกับเหตุวางระเบิดที่คร่าชีวิตคนไปมากมายเมื่อ 3 ปีก่อน มาบัดนี้เขาต้องเจอกับเหตุการณ์นั้นอีกครั้งเมื่อรถไฟขบวนที่เขาโดยสารถูกขู่วางระเบิด แต่ครั้งนี้หวงซิน (ซ่งหยุนฮวา, Vivian Sung) คนรักของเขาและแม่ของเขาก็อยู่บนรถไฟด้วย
สมทบด้วย หวังปัวเจี๋ย (Wang Bo Chieh) ในบทหลิวข่าย นักฟิสิกส์ที่กำลังมีปัญหากับภรรยา, เหยาอี้ถี (Eleven Yao) เป็น หยางถิงเจวียน ภรรยาของหลิวข่าย, หลีหลี่เซิน (Lee Lee Zen) เป็นหลี่เจี๋ย หัวหน้าของคังเหริน และหนังกำกับโดย หงสือชวน (Hung Tzu Hsuan) ครับ
ตอนแรกก็คิดว่าหนังจะเน้นความระทึกและเร้าใจตามขนบของ Speed ครั้นพอได้ดูก็พบว่าหนังมีส่วนผสมระหว่างความระทึกตามสไตล์หนังกู้ระเบิดบวกกับอารมณ์ดราม่าของเหล่าตัวละคร ซึ่งผมก็เลยขอเอามาบอกไว้ก่อนเผื่อบางท่านจะปรับความคาดหวังน่ะนะครับ
ในแง่ความระทึก ผมว่าหนังใช้ได้อยู่ครับ หนังมีโจทย์มาให้ตัวเอกแก้ปัญหาเป็นพักๆ ซึ่งผมชอบนะ พวกการใช้สมองหรือการวางแผนเพื่อแก้เกมต่างๆ รวมถึงความตื่นเต้นที่หนังหยอดลงมาเป็นพักๆ ก็ถือว่าทำได้โอเค – ไม่ถึงกับสุดยอด แต่ก็โอเค – เพียงแต่อย่างหนึ่งที่อาจต้องทำใจสักหน่อยคืองาน CG ที่บางทีก็รู้สึกได้ว่ามันไม่เนียน โดยเฉพาะตอนที่ฉายให้เห็นขบวนรถไฟจากมุมสูงหรือจากภายนอก อันนี้ก็ต้องทำใจสักหน่อยน่ะนะครับ
ทีนี้เรามาถึงพาร์ทดราม่า ซึ่งอันที่ผมโอเคก็คงเป็นแรงจูงใจของตัวร้ายที่อยู่เบื้องหลัง แม้มันอาจจะเดิมๆ และลงสูตรตามสไตล์หนังแนวนี้ แต่ก็ถือว่ารับได้ และดาราที่รับบทก็ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีพอตัวด้วย
แต่นอกจากส่วนนั้นแล้วมันยังมีพาร์ทดราม่าว่าด้วยอารมณ์ของผู้โดยสารคนอื่นๆ บนรถไฟน่ะครับ มันจะมีช่วงที่พวกเขาโหวกเหวก ตื่นตระหนก ซึ่งถ้าเป็นตอนที่กำลังตกใจกลัวเพราะเหตุร้ายก็พอเข้าใจได้ แต่ส่วนที่แอบรำคาญหน่อยคือยามที่บางตัวละครออกอารมณ์หงุดหงิดเกิน โวยวายเกิน โดยเฉพาะตอนรุมด่าตัวละครฝั่งตัวเอก ในแง่หนึ่งฉากแบบนี้ก็สะท้อนความจริงของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนได้ดีครับ มันเป็นเรื่องธรรมดานั่นแหละที่หากคนเรายามตกอยู่ในภาวะเครึยดหรือเจอเรื่องวิกฤติแล้วคนเราจะแสดงด้านมืดออกมา ไม่ว่าจะการเอาตัวรอด การโทษคนนั้นคนนี้ หรือการใช้อารมณ์เป็นใหญ่
แม้จะรู้ก็ตาม แต่ก็สารภาพครับว่าผมก็แอบรำคาญอยู่เหมือนกัน แต่ก็พอทำใจรับได้ และที่เอามาบอกนี่ก็เผื่อไว้ก่อนครับ เพราะผมเชื่อว่าดีกรีความวุ่นวายในบางฉากนั้นมันอาจจะมากพอที่จะทำให้บางท่านที่รำคาญฉากแบบนี้มากๆ อาจคิดขึ้นมาก็ได้ว่า “อยากให้ระเบิดตูมๆ ตายๆ กันไปซะ หมดเรื่อง” ก็เลยขอเอามาบอกให้เตรียมใจครับว่ามันก็มีฉากประมาณนี้อยู่นะ
แต่ขณะเดียวกันท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหลายก็มีจุดที่ผมชอบนะ นั่นคือตัวละครที่เป็นหนึ่งในผู้สูญเสียจากเหตุระเบิดเมื่อ 3 ปีก่อน ตัวละครนี้ดูสุขุม ใจเย็น รับมือกับความเครียดได้ดีจนน่าแปลกใจ ซึ่งหนังก็เฉลยผ่านคำพูดของตัวละครนี้ว่า “ใครๆ ก็คิดว่าแม่ของผมถูกระเบิดตายเมื่อ 3 ปีก่อน แต่จริงๆ ไม่ใช่ ท่านโดนฝูงชนที่แตกตื่นวิ่งหนีเหยียบจนตายต่างหาก”
เขาพูดเสริมอีกว่า “อยู่ให้ห่างจากคน แล้วจะปลอดภัย” – ส่วนตัวผมมองว่าคำกล่าวนี้มีมากกว่า 1 แง่มุมครับ คือไม่ใช่แค่บอกให้เราระมัดระวังยามเกิดเหตุวุ่นวาย แล้วให้ห่างฝูงชนไว้เท่านั้น แต่มันยังสื่อในเชิงที่ว่า “อยู่ให้ห่างจากคนที่เอาแต่อารมณ์ รวมถึงคนที่ชอบตีโพยตีพาย” ด้วย
โดยรวมผมว่าหนังก็โอเคครับ เพียงแต่บางช่วงบางจังหวะหนังก็อาจจะช้าไปบ้าง ระหว่างดูนี่ก็มีแอบวูบอยู่เหมือนกัน เพราะช่วงที่เรื่อยนี่มันเรื่อยจริงๆ แล้วถ้าว่ากันตรงๆ ตัวหนังก็ยังไม่เร่งเร้าแบบเต็มที่ครับ ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะมีพาร์ทดราม่าแทรกเท่านั้น แต่ตรงการเล่าเรื่องเองก็ยังเร่งได้อีก ดึงความสนใจได้อีก
ก็ถือว่าดูได้ครับ ไม่ดีมากมายแต่ก็พอได้ ส่วนใครที่ชอบหนังแนวนี้ก็ขอแนะนำเพิ่มเติมให้ไปดูหนังเหล่านี้เลยครับผม Unstoppable, The Commuter, Bullet Train Explosion น่าจะถูกใจบ้างไม่มากก็น้อย
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Action, Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies, Crime, Movie Reviews, Thriller












