จริงๆ ผมชอบคอนเซปต์ของหนังมากเลยนะครับ ในขณะที่ตัวหนังนี่ก็ต้องมาว่ากันอีกที (มีสปอยล์นะครับ บอกเลย)
ผมชอบที่เปิดมาหนังก็ประกาศชัดเลยว่า คอนเซปต์ของเรื่องนี้คือการเป็นหนังคริสต์มาสที่มีตัวละครคุณแม่เป็นตัวเอก ก่อนจะเกริ่นย้อนไปให้เห็นภาพว่าหนังคริสต์มาสส่วนใหญ่มักจะให้ผู้ชายเป็นตัวเอกทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่จริงๆ คนที่ต้องคอยรับจบในคืนวันคริสต์มาสตัวจริงก็คือคุณแม่หรือบทภรรยานี่แหละ
อย่างในเรื่องนี่เราก็จะเห็นภาพเลยว่า แคลร์ (Michelle Pfeiffer) ตัวเอกของเรื่องนั้นต้องคอยทำทุกอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องจัดบ้าน ประดับโน่นนี่ หรือเรื่องอาหารเป็นต้น ใครชอบกินแบบไหน หรือไม่กินแบบไหน แม่ก็ต้องมาคอยจัดการให้ทุกคนได้มีของกินพร้อมสรรพในวันคริสต์มาสนี้ ครั้นพองานเสร็จ ก็แม่นี่แหละที่ต้องมาคอยเก็บจาน เคลียร์ครัว ล้างจาน รวมถึงกวาดบ้าน ทำความสะอาด จัดเก็บสารพัดสิ่งที่สารพัดคนในครอบครัววางทิ้งไว้เรี่ยราด กว่าจะได้เริ่มหันมาทำอะไรที่ตัวเองอยากทำก็ปาไปเที่ยงคืนแล้ว
ดูฉากเหล่านี้แล้วพยักหน้าหงึกๆ เลยครับว่า จริงแฮะ คุณแม่นี่แหละที่รับจบทุกอย่างจริงๆ
พล็อตตั้งต้นถือว่าโอเคครับ และตัวหนังในครึ่งหลังที่แคลร์ถูกทิ้งไว้ที่บ้าน ในขณะที่คนอื่นๆ พากันไปงานกันหมด – ว่าง่ายๆ คือลืมเธอนั่นแหละ – จนส่งผลให้เธอตัดสินใจออกเดินทางไปทำสิ่งที่ตัวเองอย่างทำ โดยไม่สนใจครอบครัวอีกต่อไป อันนี้ดูแล้วก็เข้าใจน่ะครับ ว่าเธอก็รู้สึกได้นั่นแหละ แต่ก็คิดเหมือนกันว่าเรื่องมันจะไปจบลงแบบไหนหนอ
ครั้นพอดูจนจบก็เป็นไปตามที่คิดครับ นั่นคือหนังเลือกที่จะเดินทางในโทนเบาสมอง โทนที่แคลร์รู้สึกงอนและไม่พอใจคนในครอบครัวที่ลืมเธอ กระทั่งตอนจบก็ยังจบแบบ แคลร์ไม่ทำแล้วงานบ้าน ปล่อยให้คนอื่นทำกันบ้าง ส่วนเธอก็พักสบายๆ – ก็พอเข้าใจเส้นเรื่องแบบนี้เหมือนกันครับ แต่พอดูจบก็รู้สึกน่ะนะ ว่าหนังคริสต์มาสเรื่องนี้ออกแนว “พลังลบ” จังแฮะ – คือดูแล้วมันไม่ได้อบอุ่นหัวใจน่ะครับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องแบบนี้หรือตอนจบแบบนี้มันก็เกิดได้ในชีวิตจริงนั่นแหละ
พอดูจบผมเลยกลับไปนอนคิดหนึ่งคืนครับ ว่าถ้าอยากให้หนังมันจบแบบอบอุ่น เรื่องมันควรจะไปทางไหน ผมก็ได้ความออกมาว่า…
ฉากที่แคลร์ออกจากบ้านไปหลังจากโดนครอบครัวทิ้งไว้นั้น อยากให้เธอออกไปไม่ใช่ด้วยอารมณ์น้อยใจนำ แต่อารมณ์ประมาณว่า “เอาล่ะ งั้นแม่ขอพักสักหน่อย และขอทำในสิ่งที่แม่อยากทำบ้างนะ” – ไปแบบปลงๆ แบบหันมาให้ความสำคัญกับตัวเอง ไม่ใช่ไปเพราะโกรธเป็นหลัก- แล้วจากนั้นเธอก็เดินทางไปยังที่หมายเพื่อให้รางวัลตัวเองสักครั้ง หลังจากที่ต้องทำอะไรๆ ให้คนอื่นมาทั้งชีวิต
แล้วเธอก็ช่วยเปลี่ยนชีวิตคนที่เจอระหว่างทาง ด้วยการพูดในสิ่งที่จริงๆ แล้วเธออยากพูดกับคนในครอบครัวมานาน – แต่ไมได้พูดออกไป – อารมณ์เหมือนพูดความในใจแทนคนเป็นแม่ทั้งหลาย ช่วยคนเป็นแม่ที่กำลังเหนื่อยให้หายเหนื่อย ให้ความหนักบรรเทาลง – แบบนี้ระหว่างทางก็จะได้พลังบวกเพิ่มขึ้น
แล้วเธอก็เดินทางต่อไปจนถึงที่หมาย ได้ออกทีวี แต่แทนที่จะออกทีวีด้วยอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ ก็เป็นการออกไปด้วยอารมณ์ที่อยากสื่อสารแทนแม่ๆ ทั้งหลาย ให้คนในครอบครัวได้ระลึกถึงความสำคัญของมือเล็กๆ ของแม่ทุกคน – ผมว่าถ้ามาแนวนี้ อารมณ์มันจะไปแนวบวกครับ มันอาจไม่ฮามาก แต่ก็สามารถทำให้โทนมันเป็นบวกและเรื่องราวชวนให้คนดูรื่นเริงได้
และผมว่าซีนจบที่สุขจริงๆ สำหรับคนเป็นแม่ที่ต้องทำอะไรให้คนในครอบครัวมาตลอดชีวิต มันไม่น่าจะใช่การนั่งเฉยๆ แล้วปล่อยให้คนอื่นในครอบครัวทำไป แต่น่าจะเป็นการที่แม่ได้ทำอะไรๆ ร่วมกับคนในครอบครัว ได้ผัดข้าวกับลูก ได้เตรียมจานกับหลาน หรือตอนเก็บจานก็ช่วยกันเก็บ สามีล้างจานให้ ล้างไปคุยไป เก็บไปยิ้มไป ฯลฯ
ผมว่าอะไรเหล่านี้จะกลายเป็นความทรงจำดีๆ ที่จะผุดขึ้นมาเรียกรอยยิ้มหรือไม่ก็น้ำตาให้กับเราได้ ในวาระท้ายๆ ของชีวิต – นั่นคือสิ่งที่ผมคิดน่ะนะครับ
กลับมาที่ตัวหนังนะครับ สำหรับผมก็ถือว่าดูได้เรื่อยๆ นะ เพียงแต่หนังอาจจะเน้นฮา แล้วก็เน้นมุมคุณแม่ง่อนค่อนข้างมาก มันเลยไม่ใคร่จะ Feel Good สักเท่าไหร่ ส่วนพล็อตรองของตัวละครอื่นก็ถือว่าเรื่อยๆ อีกเช่นกันครับ คือก็โอเค แต่ยังไม่ลึก ไม่ว่าจะปมของดั๊ก (Jason Schwartzman) ลูกเขยที่รู้สึกเหมือนคนนอกตลอดศก หรือแซมมี่ (Dominic Sessa) ที่โดนโอ๋จนไม่โตสักที
และแอบดีใจครับที่ได้เจอ Havana Rose Liu อีกแล้ว ผมว่าเธอน่ารักดีนะ และแสดงหนังก็ดีด้วย – ก็จะคอยจับตาต่อไปครับ
หนังกำกับโดย Michael Showalter ที่เคยทำ The Big Sick เอาไว้แบบดีมากมาย ซึ่งพลังส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะบทด้วย ในขณะที่เรื่องนี้จริงๆ หนังก็โอเค เพียงแต่มันอาจจะไปไม่สุดน่ะครับ อย่างบทสรุปของเรื่องที่จริงๆ ก็แอบรู้สึกเหมือนกันว่าบางอย่างมันยังไม่เคลียร์เท่าไหร่ โดยเฉพาะความรู้สึกระหว่างแคลร์กับครอบครัว
สองดาวครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Christmas Movies, Comedy, Movie Reviews













