Drama

The Woman in the Yard (2025) วิปลาสหลอนตาย

ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วก็นั่งนิ่งๆ พักหนึ่งครับ ให้ความรู้สึกและความคิดความอ่านมันเรียงตัวกันสักหน่อย เพราะการจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้มันมีประเด็นต้องแยกกันหลายชั้นและหลายส่วนอยู่

พล็อตหลักว่าด้วยราโมน่า (Danielle Deadwyler) คุณแม่ลูกสองที่สูญเสียสามีไป เธอยังคงรู้สึกเศร้าและอารมณ์ไม่มั่นคง แล้วจู่ๆ ที่ลานหน้าบ้านเธอก็มีผู้หญิงชุดดำมานั่งทำอะไรก็ไม่รู้อยู่ตรงนั้น แม้เธอจะพยายามออกไปไล่แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ไปไหน แล้วยังดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะค่อยๆ เข้าใกล้บ้านเธอมากขึ้นเรื่อยๆ – แล้วตกลงผู้หญิงคนนี้เป็นใคร? เธอต้องการอะไร? และครอบครัวเธอจะพ้นจากเหตุการณ์แปลกๆ นี้ไปได้ไหม?

เอาล่ะครับ การที่ผมจะพูดถึงหนังให้ครบถ้วนนั้นมันคงหนีไม่พ้นการสปอยล์ แต่ก่อนจะสปอยล์ก็ขอสรุปแบบไม่สปอยล์ก่อนนะครับ เอาเป็นว่าผมสปอยล์เมื่อไหรแล้วจะบอกครับ

มาเริ่มกันในฐานะหนังสักเรื่องก่อนนะครับ คือถ้าถามว่าหนังสนุกไหม สำหรับผมหนังไม่ใคร่จะสนุกนัก การเดินเรื่องค่อนข้างช้า ในแง่ความตื่นเต้นหรือระทึกนี่ผมว่าน้อยครับ ความน่ากลัวก็ไม่เยอะ แม้หนังจะยาวแค่ชั่วโมงกับ 20 นาทีหน่อยๆ แต่ผมยังรู้สึกว่ามันอืดเลย แล้วสิ่งที่ผมมองว่ามันบั่นทอนความน่าดูของหนังก็คือตัวละครในเรื่องที่ออกแนวน่ารำคาญอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะการใช้อารมณ์ โหวกเหวกโวยวาย หรือไม่ก็ตีกันเอง จนความรู้สึกอยากเอาใจช่วยพวกเขามันลดลงตามลำดับ

และสิ่งหนึ่งที่ผมว่าหายไปจากหนังเรื่องนี้คือ “ความหวัง” ครับ ประมาณว่าหนังแนวนี้ (ไม่ว่าจะสู้กับผี, สัตว์โลกน่ารัก หรือภัยพิบัติ) ทิศทางของหนังมันจะไปในทางที่ว่า “ตัวละครทั้งหลายต่างพยายามเอาตัวรอด พยายามสร้างโอกาสหรือหาทางออกเพื่อต่อชีวิตตนออกไปให้นานที่สุด” ซึ่งอะไรเหล่านี้แหละที่จะทำให้หนังสนุกและมีลุ้น เพราะตัวละครก็จะทำอะไรสักอย่างเพื่อหาทางรอด ไม่ว่าจะสู้ หาทางป้องกัน หาทางสืบหาความจริง หรือไม่ก็ร่วมมือกันทำอะไรสักอย่างเพื่อจะแก้โจทย์ที่หนังใส่ลงมา อะไรเหล่านี้มันคือการทำให้ตัวละครดูมีหวังที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า แล้วคนดูอย่างเราก็จะคอยเอาใจช่วยพวกเขา เราจะยินดีไปกับพวกเขาหากทำเสร็จ และจะใจหายหากสิ่งที่พวกเขาทำมันไม่เกิดผล

แต่กับหนังเรื่องนี้มันไม่มีสิ่งนั้นครับ มันเหมือนอะไรๆ ก็ตันไปหมด ตัวละครในเรื่องทำอะไรไม่ได้เลย (หรือไม่ค่อยจะทำอะไรเลย) ในแง่หนึ่งมันอาจทำให้อึดอัดนะ แต่มันเป็นความอึดอัดแบบหงุดหงิด ซึ่งพอหนังอยู่ในโหมดนั้นนานเข้าๆ ความสนุกหรือชวนติดตามมันก็ลดลง และกลายเป็นความน่าเบื่อในเวลาต่อมา

นี่ล่ะครับคือความรู้สึกที่ผมมีต่อหนัง ในแง่ที่ว่า “หนังสนุกไหม?” ก็บอกตามที่รู้สึกเลยว่ามันไม่สนุกนัก มันไม่ค่อยมีการทิ้งปมกระตุ้นให้คนดูอยากรู้หรืออยากตามต่อ มันไม่ค่อยมีอะไรให้เราลุ้นว่า “ถ้าพวกเขาทำแบบนี้แล้ว จะหลุดออกไปจากเหตุการณ์นี้ได้ไหม” เพราะส่วนใหญ่ตัวละครจะตีกัน ทะเลาะกัน ทุ่มอารมณ์ใส่กัน – มันไม่ค่อยน่าเอาใจช่วยน่ะครับ ว่างั้นเถอะ

แต่รู้อะไรไหมครับ… ที่ผมเขียนไปนั้นน่ะมันคือครึ่งเดียวครับ มันคือครึ่งที่ผมพอจะพูดได้แบบไม่สปอยล์ แต่มันไม่ใช่ความคิดหรือความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีต่อหนัง ถ้าจะทั้งหมดจริงๆ นี่ต้องตามไปอ่านตรงสปอยล์ด้วย คือผมอยากจะบอกครับว่า ผมรู้สึกไม่สนุกก็จริงนะ แต่พอดูจบแล้วผมเข้าใจน่ะ เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้มันก็จะต้องประมาณนี้แหละ หากพิจารณาจาก “สิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ” มันมีเหตุผลที่หนังมันดูไม่มีความหวัง มันมีเหตุผลที่ทำไมตัวละครถึงทะเลาะกันบ่อย มันมีเหตุผลที่ตัวละครอย่างราโมน่าทำไมเธอถึงดูไม่ค่อยจะมีแรงกระตุ้นในการเอาตัวรอดสักเท่าไหร่เลย

ผมกำลังจะสปอยล์ล่ะนะครับ ใครดูแล้วตามมาอ่านกันต่อ แต่ใครยังไม่ดูก็ต้องแล้วแต่ท่านล่ะครับว่าท่านจะลองดูหนังเรื่องนี้ไหม คือถ้าวัดจากความสนุกของหนังแนวนี้ มันอาจไม่สนุกครับ และมันอาจทำให้ท่านรู้สึกเสียดายเวลาในการดูเลยก็เป็นได้ แต่กระนั้นผมก็มองว่าหนังไม่ได้ไร้สาระนะ คือมันมีสาระสำคัญที่หนังพยายามสื่อ และสาระนี้ผมก็ยอมรับว่ามันเป็นอะไรที่สำคัญจริงๆ และเป็นสาระที่ควรใส่ใจด้วย

============
สปอยล์ล่ะนะครับ
============

ใครที่ดูหนังจนจบแล้วคงจะทราบนะครับ ว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นสำคัญเลยก็คือเรื่องการที่ใครสักคนตัดสินใจจะจบชีวิตตนเอง ซึ่งก็คือตัวราโมน่านั่นแหละ มันชัดเจนว่าเธอเศร้าหนัก เธอมีอาการทางจิตจนต้องรับยา เธอมีปัญหารุมล้อม และเธอไม่ต้องการจะรับมันอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นการมาของผู้หญิงชุดดำคือสัญลักษณ์ของการที่เธอตัดสินใจจะทำมันในวันนี้ – ดังประโยคที่ว่า “วันนี้คือวันนั้น” คือวันที่เธอจะทำมัน…

พอหนังเล่าถึงจุดนี้ผมเข้าใจเลยครับว่าทำไมโทนหนังมันถึงดูหนัก ทำไมตัวละครถึงดูไม่มีความหวัง ทำไมราโมน่าทำท่าเหมือนไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ไม่ได้อยากหาทางรอด ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะปกป้องตนเองหรือลูกมากเท่าที่ควร – ก็เพราะเธอไม่ได้อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว

และเพราะแบบนั้นล่ะครับหนังถึงดูไม่มีความหวัง แล้วก็ไม่ค่อยมีกระบวนการในการสืบหาความจริงเกี่ยวกับผู้หญิงชุดดำ ไม่ค่อยมีการโปรยปมหรือตามปมมากนัก มันเหมือนหนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ แล้วก็พยายามใส่ฉากระทึกลงมาเท่าที่ทำได้ – ซึ่งก็ไม่มากนัก – จุดสำคัญมันมาอยู่ตอน 20 นาทีสุดท้ายน่ะครับ ที่หนังทำให้เข้าใจว่าสภาพจิตใจของราโมน่านั้นเป็นแบบไหน หรือกระทั่งที่เธอเหมือนจะสวดให้ตนเองมีความเข้มแข็งนั้น ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ขอให้เข้มแข็งเพื่อที่จะมีชีวิตต่อ แต่ขอให้เข้มแข็งพอที่จะหยุดชีวิตตนมากกว่า

พอเข้าใจประเด็นเหล่านี้แล้วนี่ ผมเห็นใจผู้กำกับ Jaume Collet-Serra เลยนะ เพราะแกจะไม่สามารถทำหนังในแบบที่แกเคยทำได้ ไม่ว่าจะ Unknown, Non-Stop, Run All Night, The Shallows, The Commuter หรือ Carry-On ที่เรื่องเหล่านั้นมันสนุกเนี่ย ก็เพราะมาในแนวตัวเอกพยายามวิ่งสู้ฟัด ทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด เพื่อกระโจนออกจากปัญหา ตัวเอกจะใช้เงื่อนงำและโอกาสในการทำให้ตัวเองได้ไปต่อ

แต่กับเรื่องนี้มันไม่ใช่น่ะครับ ยิ่งดูจนถึงบทสรุปแล้วก็ยิ่งตระหนักเลยว่า มันคือหนังสะท้อนภาพของคนที่รู้สึกหมดกำลังใจที่อยู่ต่อ แล้วขณะเดียวกันก็คิดเสียด้วยซ้ำว่าการอยู่ต่อของตนเนี่ย มันจะส่งผลเชิงลบต่อลูก – ดังที่เราจะเห็นในทุกครั้งที่ราโมน่าโวยวาย สุดท้ายมันจะลงเอยตรงที่ เธอรู้นะว่าเธอทำไม่ถูก แต่เธอคุมตัวเองไม่ได้ และเธอก็รู้สึกแย่กับวังวนอะไรแบบนี้เต็มที – แล้วไหนจะสิ่งที่ผู้หญิงชุดดำนำเสนอให้เธอเห็นอีก ว่าถ้าลูกไม่มีเธอน่ะ พวกเขาอาจจะมีโอกาสที่ดีกว่าก็ได้

คือดูแล้วเข้าใจน่ะครับ เข้าใจไอเดียของคนเขียนบท อย่างตอนจบสุดท้ายนี่มันเหมือนจะสื่อไปในทางที่ว่า ทางเลือกของราโมน่านั้นคือ “การพักผ่อน” สำหรับเธอ

และไหนๆ ผมก็เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องขอเขียนต่อเลยนะครับว่า สำหรับคนที่คิดเหมือนราโมน่าและกำลังจะตัดสินใจทำอะไรลงไป แล้วพอดีว่าท่านมาอ่านที่ผมเขียนพอดี หรือดูหนังเรื่องนี้พอดี แล้วหนังก็ดันมีตอนจบที่สบกับการตัดสินใจแบบนี้พอดี ผมอยากจะบอกว่า รอก่อนครับ รออีกสักหน่อย ท่านจะนับหนึ่งให้ถึงร้อย หรือนับหนึ่งให้ถึงเช้าก็สุดแท้แต่ แต่ผมอยากให้ท่านนับรอไปก่อน ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจนำตัวเองไปสู่ตอนจบ – ให้เวลาตัวเองอ่านต่ออีกสักหน่อยเถอะนะครับ ขอล่ะ

กลับมาคุยเรื่องหนังกันต่อครับ ก็คือสรุปเลยว่าด้วยความที่หนังเรื่องนี้มีทิศทางการเล่าแบบนี้ (คือตัวเอกไม่อยากอยู่แล้ว จึงไม่สู้ ไม่ขวนขวาย ไม่ไปต่อ) ความสนุกในแบบที่หนังแนวนี้พึงมี – ที่ปกติจะนำมาสู่การลุ้น การแก้ปัญหา และการเอาตัวรอด – มันเลยไม่มีครับ ดังนั้นที่ผมบอกว่าหนังไม่สนุกนั้น จนถึงตอนนี้ผมก็ยังยืนยันแบบนั้นอยู่

แต่กลายเป็นว่าจนถึงนาทีนี้เนี่ย ผมว่าผมเริ่มรู้สึกเชิงบวกกับหนังมากขึ้นแล้วล่ะ เพราะแม้หนังจะจบลงด้วยการที่ราโมน่าน่าจะจบชีวิตตนเอง น่าจะข้ามไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้วนั้น แต่ตอนจบหนังก็ยังวนมาที่ประโยคต้นเรื่อง ที่เป็นเสียงของสามีของราโมน่าที่เธออัดไว้ในมือถือ เสียงนั้นวนมาอีกครั้ง

อันนี้ผมตีความตามที่ผมเข้าใจเลยนะ ผมตีความว่าเรื่องทั้งหมดที่ท่านเห็นในหนังเรื่องนี้ มันอาจเป็นเพียง “ห้วงความเป็นไปได้หนึ่ง” เหมือนตอนที่ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ทะลุไปดูห้วงความเป็นไปได้ในอนาคต 14,000,605 ครั้งใน Avengers: Infinity Wars น่ะครับ ว่าถ้าทำแบบนี้จะลงเอยแบบหนึ่ง ทำอีกแบบก็ลงเอยอีกแบบ – มีความเป็นไปได้มากมายในอนาคต แค่ทางเลือกเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน อนาคตก็เปลี่ยน

ผมเลยมองว่าที่เราเห็นในหนังคือ ห้วงความเป็นไปได้หนึ่ง คือห้วงที่ว่าถ้าราโมน่าเลือกแบบนี้ เอาแบบนี้ ตั้งใจแบบนี้ มันก็จะจบลงแบบนี้ นี่คือสิ่งที่หนังพาเรามาดู ดังนั้นพอหนังจบ การที่เรากลับไปได้ยินเสียงสามีของราโมน่าที่อัดไว้อีกครั้ง ก็เหมือนพาเราย้อนไปตอนเช้าอีกหน เหมือนเป็นการกระซิบบอกว่า “ที่เห็นไปก็คือทางเลือกหนึ่ง แต่ตราบใดที่คุณยังไม่ปักใจเลือกและทำในทางนั้นน่ะ มันก็ยังมีทางอื่นๆ ให้เลือกอีกนะ… ลองไหม?” แล้วจากนั้นตอนเครดิตขึ้นก็มีคำประกาศขึ้นมาให้ท่านลองหาคนปรึกษา หาคนช่วยคุย ผมว่านี่แหละ คืออะไรที่หนังอยากจะบอก ประมาณว่าลองน่ะได้ ลองคิดถึงการจบชีวิตตนเองน่ะได้ แต่พอคิดจบแล้วก็ลองคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ ด้วยไหม? ลองก่อนไหม?

เพราะเอาเข้าจริงตอนที่ผู้หญิงชุดดำสื่อไปในเชิงที่ว่า ถ้าลูกๆ ของเธอเติบโตโดยที่ไม่มีเธอเป็นเหมือนตัวถ่วงหรือเป็นเหมือนสารพิษในชีวิตพวกเขา ลูกๆ ก็จะมีอนาคตที่ดี แต่ผู้หญิงชุดดำนั่นก็ไม่ใช่ผู้วิเศษครับ คำทำนายนี่จะแม่นไหมก็ไม่รู้ มันอาจเป็นเพียงสิ่งที่เธอพร่ำบอกกับตัวเองก็ได้ (เพราะผู้หญิงชุดดำนั่นมันก็คือเธอนั่นแหละ) – แล้วถ้าเปลี่ยนเป็นว่าเธอลุกขึ้นมา ทำชีวิตให้ดีขึ้น เข้มแข็งขึ้น เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น พยายามให้มากขึ้น ทำให้สิ่งที่ไม่ดีในตัวเองมันหายไปซะ แล้วก็เป็นแรงผลักดันที่ดีให้ลูกได้ แบบนั้นลูกของเธอก็อาจลงท้ายด้วยดีเหมือนกัน หรือดีไม่ดีอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ?

หนังอาจไม่สนุกนะครับ แต่ผมว่าจุดสนุกคือหนังเปิดทางให้เราตีความได้หลายทาง – อย่างที่ผมเขียนมายาวยืดนี่ก็เพราะหนังทำให้ผมคิด แต่หนังจะสื่อแบบนี้ไหมผมไม่รู้ครับ แต่ผมรู้สึกสนุกที่จะคิดต่อน่ะครับ

แล้วอย่างในหนังก็บอกครับ สำหรับท่านที่คิดจะเลือกทางเดียวกับราโมน่า ผมอยากขอให้ท่านหาคนคุย หาคนช่วยรับฟัง โทร 1323 หรือ 1667 ก็ได้ หรือลองอ่านที่ผมเขียนนี่ซ้ำอีกสักทีก็ได้

ก็ตามนั้นครับ นั่นคือสิ่งที่ผมคิด ก็สรุปอีกทีว่าหนังนั้นไม่สนุกนักสำหรับผม แต่ผมชอบที่ตอนจบมันจบลงตรงเสียงของสามีราโมน่า คือถ้าจบลงตรงแค่ภาพวาดที่ชื่อราโมน่าสลับด้านนั่น มันก็จะสื่อไปอีกทางเลยนะ แต่พอจบแบบนี้มันเลยมีอะไรให้คิดต่อ ตีความต่อ

ดังนั้นคะแนนที่ผมให้นี่ ถ้าเป็นหนังจริงๆ ก็น่าจะประมาณ 5 น่ะครับ เพราะมันไม่สนุกสำหรับผมจริงๆ แต่อย่างน้อยงานสร้างและองค์ประกอบต่างๆ ก็ถือว่าใช้ได้อยู่ เลยพอผ่าน แต่ผมก็ต้องขอบวกให้อีก 1 เพราะตอนจบที่มาพร้อมปลายเปิดให้คนดูนำไปคิดต่อ อีกทั้งหลายๆ ประเด็นที่หนังโปรยไว้ให้คิด ทำให้หนังที่ไม่สนุกเท่าไหร่เรื่องนี้ มีอะไรเข้าท่าๆ ที่น่าพูดถึง

สองดาวครับ

(6/10)