Comedy

The Flintstones (1994) มนุษย์หินฟลิ้นท์สโตน

จากการ์ตูนฮิตสู่ฉบับหนังใหญ่ครับ ซึ่งก็ดังพอตัวเลยตอนที่ออกฉายน่ะ

ตอนดูสมัยเข้าโรงนั้นก็เพลินๆ ดีครับ ดูแล้วก็ตลกเบาสมองเอิ้กอ้ากไปตามเรื่อง ครั้นพอมาดูตอนอายุเยอะแล้วความชอบก็อาจเปลี่ยนแปลงไป รู้สึกถึงความเบาหวิวของหนังมากขึ้น ว่าง่่ายๆ คืออาจไม่สนุกเท่าเก่า แต่กลายเป็นประทับใจในเรื่องงานสร้างไปแทน ยอมรับเลยครับว่าหนังออกแบบสร้างสรรค์โลกยุคหินได้เข้าท่าดี

เนื้อเรื่องก็ผูกแบบง่ายๆ ครับ เมื่อเฟรด ฟลิ้นทสโตน (John Goodman) ได้เลื่อนตำแหน่งกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหาร ซึ่งจริงๆ แล้วเขาเป็นได้ก็เพราะเพื่อนซี้อย่างบาร์นี่ย์ รับเบิ้ล (Rick Moranis) เป็นคนช่วย (แบบลับๆ) แต่ทีนี้กลายปเนว่าพอเฟรดรสยขึ้น มันกลับทำลายมิตรภาพระหว่างเขากับบาร์นี่ย์ไปเสียแทน

แล้วเรื่องยังไม่หมดครับ เพราะจริงๆ แล้วมีคนวางแผนยักยอกเงินจากบริษัทและหมายจะโยนความผิดทั้งหมดทั้งปวงให้กับเฟรดอีกด้วย

อย่างที่บอกครับว่างานสร้างถือว่าทำได้เข้าท่า ดูลงทุนเยอะอยู่ ส่วนต่อมาที่ชอบคือนักแสดงครับ แต่ละคนสวมบทได้อย่างพอเหมาะ ดูเป็นตัวการ์ตูนที่มีชีวิตจริงๆ โดยเฉพาะ Goodman นี่ดูเป็นเฟรด ฟลิ้นท์สโตนอย่างแรง พอๆ กับ Elizabeth Perkins ที่ดูเป็นวิลม่าจริงๆ เหมือนกัน ส่วน Moranis ก็โอเคกับบทบาร์นี่ย์ผู้แสนซื่อ

แต่ยอมรับว่าแอบขัดตาหน่อยกับบทเบ็ตตี้ที่ให้ Rosie O’Donnell มารับบท ในแง่การแสดงนั้นจริงๆ ไม่มีปัญหาเลยครับ เธอแสดงได้ดีนั่นแหละ เพียงแต่เบ็ตตี้ในการ์ตูนนั้นจริงๆ ไซส์ตัวก็พอๆ กับวิลม่านั่นแหละ แต่เรื่องนี้กลายเป็นออกแนวท้วม ก็เป็นอะไรที่ยังรู้สึกขัดๆ เสมอ ไม่ว่าจะดูครั้งแรกหรือครั้งล่าสุด – แต่ก็ทราบมาว่าเหตุผลที่เธอได้รับเลือกมาแสดงก็เพราะตอนคัดตัวนั้น เธอเป็นคนที่หัวเราะในสไตล์ของเบ็ตตี้ได้ดีที่สุดในบรรดานักแสดงที่มาออดิชั่นครับ และยังได้ทราบอีกว่าจริงๆ คนที่ได้รับการหมายตาว่าเหมาะกับบทเบ็ตตี้คือ Janine Turner แต่ที่เธอไม่ได้รับการเลือกก็เพราะทีมงานอยากได้นักแสดงที่แสดงแบบตลกๆ ได้มากกว่าน่ะครับ

ส่วนตัวร้ายของเรื่องก็ได้ Kyle MacLachlan มาแสดงครับ รายนี้ก็ร้ายแบบตัวการ์ตูนได้ดีเช่นกัน ส่วน Halle Berry ก็มาเป็นเลขาเซ็กซี่ที่มาสอดแนมเฟรดตอนเป็นผู้บริหาร ซึ่งสิ่งที่ผมชอบที่สุดของตัวละครนี้คือชื่อครับ ชื่อของเธอคือ ชารอน สโตน มันเป็นอะไรที่ฮามากสำหรับสมัยนั้น เพราะตอนนั้น Sharon Stone กำลังดังอย่างแรง และแน่นอนว่าเธอคือไอค่อนแห่งความเซ็กซี่ในยุคนั้น แล้วหนังก็เอาชื่อนี้มาใช้ โดยมีคำว่า “สโตน” ซึ่งเข้ากับโทนของหนังพอดี จำได้เลยตอนได้ยินชื่อรอบแรกนั้นผมขำยาวเลยครับ แบบว่าเข้าใจคิดจริงๆ – และจริงๆ แล้ว Stone ก็ได้รับการทาบทามให้มาแสดงบทนี้จริงๆ ด้วยนะครับ แต่ตอนนั้นตารางเธอแน่นเอี้ยด เลยไม่ได้มาครับ

อีกรายที่มาน้อยแต่ก็ขโมยซีนพอได้คือ Elizabeth Taylor ดารานางพญาที่มาเป็นแม่ยายตัวยุ่งของเฟรดครับ มาดเธอก็ดูเห็นแก่เงินเป็นหลักจริงๆ และนี่ก็ถือเป็นการปรากฎตัวในหนังโรงเป็นเรื่องสุดท้ายของเธอด้วยครับ

การดูรอบล่าสุดก็บอกตรงๆ ว่ามีช่วงแอบเบื่ออยู่บ้างครับ เพราะเนื้อเรื่องจริงๆ ไม่มีอะไรเลย ส่วนที่ถือว่าช่วยหนังไว้คือเหล่าดาราและงานออกแบบฉากรวมถึงข้าวของเครื่องใช้ยุคหินต่างๆ แต่ถ้าว่ากันถึงเนื้อเรื่องแล้วค่อนข้างธรรมดา กระนั้นหนังก็มาพร้อมสาระดีๆ ครับ ไม่ว่าจะเรื่องมิตรภาพที่มีค่ามากกว่าเงินทอง นี่คือผมหมายถึงมิตรภาพแท้ๆ น่ะนะครับ เพื่อนที่ปรารถนาดีต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยไม่มองเพียงเรื่องฐานะเงินทองน่ะ

หรือเรื่องการหลอกใช้แบบที่เฟรดโดน สาระสำคัญเลยก็คือ เวลาจะเซ็นต์สัญญาอะไรก็ตาม ควรอ่านเอกสารนั้นให้ดีๆ อย่าเซ็นต์พร่ำเพรื่อ และอย่าไว้ใจใครง่ายๆ ไม่งั้นหายนะอาจมาสู่ชีวิตก็เป็นได้ – เข้าข่ายซวยไม่รู้ตัว

ไหนจะเรื่องเงินทองที่บางครั้งมันก็ทำให้คนเปลี่ยนไป ซึ่งก็มองได้หลายแง่ครับ บางคนบอกว่าเงินทำให้คนเปลี่ยน แต่บางคนก็ว่าเงินไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนหรอก แต่แค่ทำให้ตัวตนที่แท้จริงของคนๆ นั้นชัดเจนขึ้นต่างหาก แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ควรตรวจสอบตัวเองน่ะครับ ว่าเราเปลี่ยนไปไหมพอเรามีเงินมากขึ้น จากเดิมเรามีน้ำใจแต่เปลี่ยนไปเป็นเห็นแก่ตัวหรือไม่

แต่เรื่องนี้ก็มีแง่มุมให้มองต่ออีกเหมือนกัน เช่น บางคนพอมีเงินมากขึ้นก็ตกเป็นเป้าการขอหยิบขอยืมจากคนรอบตัว บางคนนี่พอรวยแล้วมีญาติมีเพื่อนเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ แล้วพอญาติๆ เพื่อนๆ เหล่านี้ไปขอเงินมากๆ เข้าจนเขาให้เงินไม่ไหว คนๆ นั้นก็อาจโดนครหาว่ารวยแล้วลืมตัว รวยแล้วลืมเพื่อน นี่ก็เป็นอีกมุมที่ควรแก่การพิจารณา – เรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับหนังนะครับ แต่เป็นมุมคิดที่ต่อยอดได้ออกมา ก็คิดเสียว่ากำไรคิดแล้วกัน

หนังมีเกร็ดสนุกๆ อยู่ไม่น้อยครับ อย่างแรกเลยคือหนังอำนวยการสร้างโดย Steven Spielberg และดารารายแรกที่เขาหมายตาให้มารับบทบาร์นี่ย์ก็คือ Danny DeVito ครับ แต่ทีนี้ DeVito มองว่าสไตล์การแสดงของเขานั้นมันออกแนวห่ามห้าว ในขณะที่บาร์นี่ย์ดูเป็นคนซื่อๆ เขาเลยบอกปัดครับ และเสนอให้ไปทาบทาม Moranis แทน

แล้วโครงการทำหนังเรื่องนี้ก็มีการวางแผนมานานมากๆ ครับ ณ จุดหนึ่งเคยมีการวางตัวไว้ให้ John Candy มาแสดงเป็นเฟรด และเขาก็ประกาศตัวเลยว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของการ์ตูนชุดนี้ แต่เนื่องจากเขาจากโลกนี้ไปก่อนครับ เลยไม่มีโอกาสได้มาแสดง ในขณะที่ Goodman ก็ถือเป็นตัวเลือกคนสำคัญในบทเฟรด ถึงขั้นว่าถ้า Goodman บอกปัดไม่เล่นบทนี้ล่ะก็ ทีมงานก็จะระงับการสร้างหนังเรื่องนี้ไปก่อนเลยทีเดียว

และด้วยความที่นักแสดงทุกคนในเรื่องต้องแสดงโดยไม่ใส่รองเท้า (ตามสไตล์มนุษย์หิน) ทำให้กองถ่ายไม่อนุญาตให้มีการนำเอาเครื่องมือเครื่องใช้ประเภทแก้วเข้ากองเลยครับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่เท้า (ในกรณีที่มีแก้วแตก) นั่นเอง

อีกเกร็ดหนึ่งที่เจ็บแสบคือมีคนเขียนบทมามีส่วนกับหนังเรื่องนี้ รวมเบ็ดเสร็จแล้ว 35 คน (เป็นอย่างน้อย) ครับ และด้วยความที่บทหนังออกมาโล่งโถง (แบบที่ผมรู้สึก) ทำให้หนังได้เข้าชิงรางวัลราสซี่อวอร์ด และหนังก็ได้รางวัลบทภาพยนตร์ยอดแย่มาครอง โดยที่รายชื่อของคนเขียนบททั้ง 35 รายนั้นได้รับการเอ่ยถึงแบบครบถ้วนทุกคน

นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า Francis Ford Coppola เคยได้รับการทาบทามให้มากำกับครับ แต่เขาเป็นฝ่ายบอกปัดด้วยเหตุผลว่า “เขาไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงเรื่องราวของหนังเรื่องนี้เลย”

แต่หนังก็ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามในแง่รายได้นะครับ ทำเงินทั่วโลก $341 ล้าน จากเงินลงทุนราว $46 ล้าน กำไรสวยงามครับ

โดยสรุปแล้ว ในฐานะความเป็นหนังแฟนตาซีเบาสมองสักเรื่อง มันก็ดูได้นั่นแหละครับ แต่ก็ยอมรับว่าพอโตแล้วมันไม่เพลินเหมือนเก่าก่อน กลายเป็นว่าเห็นช่องโหว่ช่องโหวงของหนังเยอะแยะ แต่ที่ยังโอเคก็เพราะเหล่าดาราและงานเทคนิคต่างๆ นี่แหละ

เกือบไม่ได้สองดาวครับ

(6/10)