หนังระดับคลาสสิคอีกเรื่อง ตัวเอกคือผู้พันลอยด์ กรูเวอร์ (Marlon Brando) นายทหารคนเก่งของกองทัพที่มีเหตุให้ต้องเดินทางไปรับภารกิจที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น แล้วที่นั่นเองที่ทำให้เขาได้พบกับ ฮานาโอกิ (Miiko Taka) นักแสดงละครสาวสวยที่กุมหัวใจของเขา แต่ทว่าในเวลานั้นความรักระหว่างคนอเมริกันกับคนญี่ปุ่นยังถือเป็นเรื่องต้องห้าม เลยทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับอุปสรรคความรักครั้งใหญ่
รู้ไหมครับว่าทุกครั้งที่ผมจะดูหนังเก่าๆ เนี่ย ผมจะเกิดความกลัวบางประการ อย่างแรกเลยคือกลัวว่าดูแล้วเราจะเข้าไม่ถึงหนังเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเพราะความต่างของยุคสมัยหรือเทคนิคการเล่าเรื่องในอดีตที่อาจทำให้สมองแบบคนยุคปัจจุบันอย่างผมไม่อาจคล้อยตามได้ และความกลัวอย่างต่อมาคือกลัวว่าเราจะเบื่อหนังไหมหนอ หนังเก่าๆ แบบนี้มักจะเดินเรื่องเนิ่บช้า กลัวว่าตัวเองจะเบื่อง่ายอะไรแบบนั้น
แต่พอดูหนังไปมากๆ (ทั้งเก่าและใหม่) ก็ตระหนักครับว่า ถ้าหนังเรื่องนั้นมีดีนะ ยังไงเราก็หนีไม่รอดครับ ต้องถูกหนังตกให้ติดเบ็ดได้อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็ว และหนังเรื่องนี้ผมก็โดนตกอีกจนได้ครับ กลายเป็นชอบแบบไม่ทันตั้งตัวไปเลย
เอาเข้าจริงๆ พล็อตหนังไม่ได้แปลกใหม่ครับ มันคือเรื่องความรักต้องห้ามแบบที่พระเอกกับนางเอกมีความต่างบางอย่างที่ทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม หรือสังคมมากีดกันความรักของพวกเขา ใช่ครับ มันคืออะไรที่เดิมๆ แต่หนังเรื่องนี้ก็สามารถบอกเล่าได้อย่างชวนติดตาม คือดูแล้วมันอยากรู้น่ะครับว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป แม้จะเดาอะไรๆ ได้ก็เถอะ แต่หนังมันเหมือนมีพลังดึงดูดให้เราดูต่อ และทำให้เราอยากตามไปดูด้วยตาตนเองว่าบทลงเอยจะเป็นเช่นไร
พลังสำคัญอย่างแรกต้องยกให้เหล่าดาราเลยครับ Brando เล่นได้เท่ห์มากๆ กับบทนายทหารที่จริงๆ แล้วตอนแรกเขามีแฟนอยู่แล้วครับ เธอชื่อว่าไอลีน เว็บสเตอร์ (Patricia Owens) เป็นลูกสาวท่านนายพล แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกว่าอยากจะห่างกับลอยด์สักพัก แล้วก็พอดีที่ลอยด์ได้พบเจอกับฮานาโอกิ แล้วพอสานสัมพันธ์กันแล้วก็กลายเป็นจูนติด แล้วความรักระหว่างพวกเขาก็เริ่มต้น
ในแง่หนึ่งการเล่าของหนังอาจไม่ได้ลึกซึ้งมากนักนะครับ มันเพียงแค่พอจะทำให้เราเห็นภาพว่าตอนแรกลอยด์เองก็ไม่ได้ชอบญี่ปุ่น แล้วเขาเองยังคัดค้านการที่ลูกน้องตนเองอย่างโจ เคลลี่ (Red Buttons) จะไปแต่งงานกับสาวญี่ปุ่นที่ชื่อคัตสึมิ (Miyoshi Umeki) เรียกว่าความคิดของเขาตอนแรกก็เหมือนคนอเมริกันส่วนหนึ่งที่มองว่าการรักกันข้ามเชื้อชาติเป็นเรื่องน่าขัน แต่กลายเป็นว่าพอเขาเจอกับตัว เขาถึงได้ตระหนักว่าของแบบนี้มันไม่มีพรมแดน ไม่มีเชื้อชาติศาสนา บทจะรักกัน ถูกใจกันขึ้นมา ต่อให้มีอะไรมาขวางก็ขวางไม่อยู่
ก็อย่างที่บอกครับ เราเห็นในแง่ของภาพ และเห็นในแง่ของความรู้สึกก็อาจจะมีบ้างอย่างการที่ลอยด์ประทับใจในมุมมองและวิธีคิดของฮานาโอกิ (เช่น เรื่องก้อนหินแต่งงานกัน เป็นต้น) แต่การสื่ออารมณ์ความคิดมันอาจไม่กระจ่างหรือลึกเท่าหนังสมัยใหม่ที่มักจะถ่ายทอดอะไรเหล่านี้ได้เห็นภาพและถึงอารมณ์กว่า แต่หากมองจากยุคสมัยของหนังแล้ว ก็ต้องถือว่าหนังบอกเล่านำเสนอได้ดีมากแล้วสำหรับยุคนั้นครับ
แต่จริงๆ นะครับ ตัวหนังน่ะหลักๆ คือเล่าเรื่องความรักของคน 2 คู่ ได้แก่ลอยด์กับฮานาโอกิ และโจกับคัตสิมิ แล้วก็มีประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ ประเด็นที่กองทัพพยายามขัดขวางไม่ให้คนอเมริกันได้แต่งงานกับคนชาติตะวันออกโดยง่าย ประมาณว่าต้องทำเรื่องโน่นนี่ ต้องยื่นเอกสารนับร้อยแผ่นกว่าจะทำเรื่องผ่านได้ เรียกว่าสร้างอุปสรรคกันเต็มที่ ซึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นภาพของยุคสมัยนั้นได้ดีในระดับหนึ่ง
ในแง่หนึ่งก็เข้าใจกองทัพน่ะนะครับ เพราะคนที่ใช้เรื่องความรักมาบังหน้าแต่จริงๆ แล้วต้องการจะสอดแนมสืบข่าวจากคนที่เป็นทหาร เพื่อเอาข้อมูลไปป้อนให้กับฝ่ายของตนน่ะ มันก็มีอยู่จริงนั่นแหละ แต่ประเด็นคือคนที่รักกันจริงๆ โดยไม่ได้มีเรื่องอื่นมาข้องเกี่ยวมันก็มีเหมือนกัน ซึ่งคนที่ลำบากสุดก็คือคนกลุ่มนี้แหละครับ เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้จะพิสูจน์ให้ทางการเชื่อได้ยังไง ว่าพวกเขารักกันจริงๆ – ยอมรับครับว่าแค่คิดก็อึดอัดและเห็นใจคนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว
เนี่ยครับ หลักๆ พล็อตก็มีประมาณนี้ ดูเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่กลายเป็นว่าตัวหนังดูได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อเลย นอกจาก Brando จะแสดงได้ดีแล้ว ดาราคนอื่นก็น่าจดจำไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะ Buttons หรือ James Garner ในบท ไมค์ เบลี่ย์ เพื่อนทหารของลอยด์ หรือ 2 สาวชาวญี่ปุ่นของเราก็ถ่ายทอดบทของผู้หญิงญี่ปุ่นที่ต้องเก็บงำความรู้สึกออกมาได้ดีเช่นกัน ซึ่ง Miiko Taka นั้นแสดงหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกครับ ส่วน Miyoshi Umeki ก็เคยผ่านงานแสดงมา 3 เรื่องในบทเล็กๆ เพิ่งจะมาแสดงนำก็เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเหมือนกัน
ดาราดีครับ การเล่าเรื่องก็ดี แม้จะเรื่อยๆ แต่ก็ชวนให้ติดตาม ซึ่งก็ต้องชมผู้กำกับ Joshua Logan (Mister Roberts และ Bus Stop) ที่คุมหนังเรื่องนี้ได้ดี หนังดูได้เรื่อยๆ เพียงแต่อาจยังไม่ถึงขั้นเด่นแบบจัดๆ เท่านั้นเอง ในขณะที่งานสร้าง งานภาพต่างๆ ก็ต้องถือว่าถึงฟอร์มครับ หนังมีการไปถ่ายทำกันที่ญี่ปุ่นจริงๆ ส่วนบางฉากก็ถ่ายที่ฮอลลีวู้ด แต่โดยรวมก็ถือว่าน่าพอใจครับ
เกร็ดหนังที่อยากนำมาเล่าก็คือ จริงๆ แล้วตอนแรกบทผู้พันลอยด์นี่มีการวางตัวจะให้ Rock Hudson มาเล่น แต่สุดท้ายเขาก็เลือกจะไปแสดงใน A Farewell to Arms แทน เช่นเดียวกับอีกหนึ่งตัวเลือกอย่าง William Holden ที่บอกปัดเรื่องนี้ไปแสดงใน The Bridge on the River Kwai แทน และว่ากันว่าครั้งหนึ่ง Burt Reynolds เคยมาออดิชั่นบทนี้ด้วย
ส่วนบทฮานาโอกินั้น ตอนแรกเคยมีการเล็งไว้ว่าจะให้ Audrey Hepburn มาแสดง แต่เธอเป็นคนบอกปฏิเสธครับ โดยให้เหตุผลว่าเธอไม่สามารถจะไปแสดงเป็นคนตะวันออกได้หรอก “ไม่มีใครเชื่อหรอกค่ะ พวกเขาจะหัวเราะเยาะเอา”
Hepburn ยังกล่าวอีกว่า บทหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วมีความน่ารัก แต่กระนั้นเธอก็รู้ตัวดีว่าอะไรที่เธอทำได้ และอะไรที่เธอทำไม่ได้ และเธอมองว่าเธอเธอแสดงมันจะต้องออกมาแย่อย่างแน่นอน ในที่สุดก็เลยต้องมีการแคสคนที่เป็นเชื้อสายญี่ปุ่นจริงๆ อย่างที่เราได้ชมกัน
อีกบทหนึ่งที่มีการแคสคนอเมริกันมาเล่นเป็นคนญี่ปุ่นก็คือ Ricardo Montalban ที่มารับบทเป็น นาคามูระ นักแสดงคาบูกิชื่อดัง บทนี้ว่ากันว่าผู้กำกับ Logan บอกว่าเขาพยายามที่จะหาคนญี่ปุ่นมาแสดงแล้ว แต่หาไม่ได้เลยต้องให้ Montalban มารับบทไป ซึ่งก็สารภาพตามตรงครับว่า จริงๆ เขาก็พยายามแสดงได้ดีนะ แต่กระนั้นมันก็ยังดูขัดๆ อยู่จริงๆ นั่นแหละครับ
และจริงๆ ตอนแรกผู้กำกับ Logan ตั้งใจจะทำหนังออกมาเป็นหนังเพลง Musical ครับ แต่สุดท้ายพออะไรๆ ไม่ลงตัว เขาก็เลยต้องยอมทำหนังออกมาแบบที่เราได้ดูกัน
อีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ก็คือ Truman Capote นักเขียนชื่อดังเคยเดินทางมาเยี่ยมเยียน Brando ถึงกองถ่ายครับ ซึ่ง Brando ก็ต้อนรับเขาอย่างดี และพูดคุยกับ Capote อย่างเป็นกันเองพร้อมทั้งเปิดเผยเรื่องราวและความลับของเขาให้ Capote ฟัง โดย Brando เข้าใจว่าการสนทนาระหว่างเขากับ Capote ในครั้งนี้เป็นการสนทนาฉันท์มิตร ไม่ได้เอาไปเปิดเผยที่ไหน แต่กลายเป็นว่าในเวลาต่อมา Capote เอาเรื่องที่ Brando บอกเขาไปบอกกับสื่อจนหมดสิ้น นั่นทำให้ Brando รู้สึกว่าตนถูกทรยศ และโกรธอย่างมากจนถึงขั้นว่าเขาอยากให้ Capote ตายเลยทีเดียว
หนังได้เข้าชิง 10 รางวัลออสการ์ในปีนั้น รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ก่อนจะได้มา 4 รางวัล ได้แก่ ดาราสมทบชายยอดเยี่ยม (Buttons), ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Umeki), กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และบันทึกเสียงยอดเยี่ยม
ก็ถือเป็นหนังรุ่นเก่าอีกเรื่องที่มีดีทั้งการแสดงและงานสร้าง รวมถึงสะท้อนค่านิยมของสังคมในช่วงเวลานั้น (ในหนัง) ได้อย่างน่าสนใจ เพียงถ้ามองที่ตัวบทแล้วมันอาจจะยังไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง ซึ่งอันนี้ผมก็มองน่ะนะครับ ว่าถ้าเป็นหนังยุคใหม่มันอาจจะสามารถลงลึก เล่นกับประเด็นได้แบบตรงและแรงกว่า ผมก็เลยมองว่าสำหรับหนังยุคนั้น ได้ประมาณนี้ก็ถือว่าโอเคแล้วล่ะ
แนะนำสำหรับคนชอบหนังดราม่าย้อนยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ เรื่องนี้ไม่เน้นสงคราม ไม่มีฉากรบพุ่งใดๆ แต่จะเป็นการนำเสนอผลพวงของสงครามที่ส่งผลต่อชีวิตคน
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Drama, Movie Reviews, Recommended Movies, Romance, Romance Romance














