พูดตรงๆ เลยนะครับ หนังเรื่องนี้พล็อตโคตรจะซ้ำซากเลย – แต่ก็พูดตรงๆ อีกเหมือนกันว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้ชะมัดเลยแฮะ
เชส เวสตัน (Justin Bruening) พระเอกหนุ่มสุดฮ็อตเดินทางกลับบ้านที่เมืองแฮร์ริสันฟอลส์เพื่อดูแลเซรีน่า (Vanessa Burns) พี่สาวที่กำลังท้องแก่ แล้วนั่นก็ทำให้เขาได้หวนมาเจอกับแมคเคนซี่ย์ เกรฟส์ (Sarah Drew) คู่แลปวิชาวิทยาศาสตร์เมื่อวัยเยาว์ที่ตอนนี้กลายมาเป็นคุณครู
แล้วก็พอดีครับที่ตอนนี้ในเมืองกำลังมีการจัดแข่งขันเกมประจำปี แล้วเชสก็ตกกระไดพลอยโจนจำต้องร่วมแข่งด้วย อันส่งผลให้เขาต้องเจอกับแมคบ่อยขึ้นๆ จนในที่สุดเสียงหัวใจของเขาก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะยามอยู่ใกล้เธอ – แบบเดียวกับเธอตอนอยู่ใกล้เขานั่นแหละ
เห็นไหมครับ พล็อตซ้ำมาก เดิมมาก ประเภทว่าอ่านเรื่องย่อก็รู้ตอนจบในบัดดล แต่ทว่าครับ แต่ทว่า หนังดูสนุกมาก เพลินมาก เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ครับว่าสูตรสำเร็จน่ะ แม้จะเดิมแม้จะซ้ำแค่ไหน แต่ถ้าคนทำเอามาใช้อย่างรู้งาน มันก็จะเปล่งมนต์ขลังสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ ซึ่งผมเอามาดูตอนเช้าระหว่างออกกำลังกายครับ แล้วพลังบวกของหนังก็ทำให้ผมนี่แฮปปี้ไปทั้งวันเลยล่ะ
พลังสำคัญของหนังต้องยกให้การแสดงของ Bruening และ Drew ที่เล่นคู่กันได้เหมาะสมแบบสุดๆ คือเคมีของพวกเขานี่โคตรจะเข้ากันน่ะครับ เป็นคู่ที่น่ารัก ดูมีแรงดึงดูดต่อกัน และที่สำคัญคือฉากที่พวกเขาจูบกัครับ ผมขอฟันธงตรงนี้เลยว่านี่เป็นฉากจูบที่ทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงอารมณ์รักใคร่มากที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์ คือมาเต็มทั้ง Romance และ Passion เต็มไปด้วยความเสน่หาและปรารถนาและยังดูมีความน่ารักอีกต่างหาก – แต่ก็พอเข้าใจได้ครับ เพราะพวกเขาน่ะเคยเล่นคู่กันมาก่อนใน Grey’s Anatomy และต่อด้วย Indivisible เรียกว่าคุ้นเคยรู้ใจกันพอสมควร
อีกคนที่ขโมยซีนได้เรื่อยๆ ก็คือ Brian Sills ในบท ไซม่อน ออกัสตัส คุก เพื่อนสาวของแมค รายนี้ก็น่ารักครับ ดูแล้วเชื่อว่าเธอกับแมคน่ะซี้กันแค่ไหน ส่วนดาราแวดล้อมคนอื่นๆ ก็ถือว่าพอเหมาะครับ เพียงแต่อาจจะไม่เด่นเต็มฟัดเท่าไซม่อนเท่านั้นแหละ
แน่นอนว่าผมอยากจะชมคนเขียนบทที่เขียนออกมาได้สนุกลงตัวแบบนี้ ซึ่งเจ้าของผลงานก็ไม่ใช่ครับ ก็คือ Drew นางเอกของเรื่องนั่นแหละ ส่วนผู้กำกับ Brian Herzlinger ก็คุมหนังได้ดีครับ หนังดูได้เรื่อยๆ มีฉากน่ารักและโมเมนต์ดีๆ ร้อยเรียงกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ คือในฐานะที่ชอบดูหนังรอมคอมเนี่ย มันจะรู้สึกได้เลยนะครับยามที่ฉากไหนถูกใส่ลงมาเพื่อ “ยืดเวลา” ฉากแบบนั้นมันก็ดูจะเรื่อยๆ ดูไม่มีทิศทาง ดูชืดๆ หรือบางครั้งก็อาจไม่เข้าพวก แต่เรื่องนี้นี่ไม่ค่อยเจอฉากแบบยั้นครับ เพราะแต่ละฉากมันจะมีหน้าที่อะไรบางอย่างเสมอ เช่น ฉากนี้สื่อตัวตนตัวละคร ฉากนี้ใส่เอาฮา ฉากนี้ละลายพฤติกรรมตัวละคร หรือฉากนี้ใส่เพื่อบอกข้อมูลบางอย่าง – คือดูแล้วมันไม่โหวง ไม่โล่งโถงน่ะครับ แบบนั้นเลย
แต่ก็นั่นล่ะครับ ถ้าถามว่าหนังสุดยอดหรือยัง ถ้าตอบตามใจคิดก็คือ ยังสุดได้อีก ซึ่งอันนี้ก็เข้าใจได้อีกเหมือนกัน มันเป็นข้อจำกัดของหนังลงทีวีน่ะครับ อย่างแรกคือต้องยาวไม่เกิน 90 นาที และงานฉากบางอย่างมันก็จะดูติดๆ อยู่บ้าง คือถ้าเป็นหนังใหญ่ฉากอาจดูดีกว่านี้ หรือตัวละครสมทบที่หากได้ดาราที่ขโมยซีนเก่งๆ หรือรู้งานทางนี้ หนังก็จะเรียกเสียงเฮจากเราได้มากขึ้น
และอีกอย่างก็ เพลง Soundtrack ครับ อันนี้ชัดเลย ถ้าหนังฟอร์มโตกว่านี้ เพลงก็จะถูกเลือกมาใช้ได้หลากหลายและกว้างไกลกว่า (ประมาณว่าเงินถึง อะไรก็ถึง)
แต่เอาเถอะครับ สำหรับผมนี่ แค่นี้ผมก็ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ แล้ว และถ้ามีโอกาสล่ะก็ จะต้องเอามาดูอีกแน่นอน
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)












