ตอนต้นของยุคสมัยที่ประเทศจีนมีการปฏิวัติ เหล่าแม่ทัพทั้งหลายก็ตั้งต้นเป็นใหญ่และกอบโกยผลประโยชน์กัน หนึ่งในนั้นคือ แม่ทัพโฮ่วเจีย (หลิวเต๋อหัว, Andy Lau) ที่เหลิงในอำนาจอย่างมหาศาล แต่แล้วอำนาจของเขาก็ถูกโค่นลงโดย เฉาหมั่น (เซี๊ยะถิงฟง, Nicholas Tse) มือขวาของเขาเอง
เมื่อโฮ่วเจียต้องเผชิญกับความสูญเสียทั้งลาภยศ เงินทอง และชีวิตของคนที่เขารัก นั่นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันเข้าหาพระธรรม เขาตัดสินใจออกบวชเป็นพระในวัดเส้าหลิน แต่ในที่สุดเฉาหมั่นก็ตามมาราวี อีกทั้งยังหมายจะถล่มวัดเส้าหลินให้ราบเป็นหน้ากลองด้วย
เรื่องนี้ถือเป็นฉบับรีเมคหรือฉบับอัพเดตของ เสี่ยวลิ้มยี่ (The Shaolin Temple) ของหลี่เหลียนเจี๋ยครับ กำกับโดย เฉินมู่เซิ่ง หรือ Benny Chan ผู้ล่วงลับ แล้วก็สมทบด้วยดาราอย่าง ฟ่านปิงปิง (Fan Bing Bing) ในบทภรรยาของโฮ่วเจีย, อู๋จิง (Wu Jing) เป็นจิ้งเหนิง และ ซิงหยู (Xing Yu) ในบทจิ้งคง ทั้งสองเป็นศิษย์แวถหน้าของเส้าหลินที่คอยรับมือกับสารพัดเภทภัยที่ถาโถมเข้ามา
ยังมี สงซินซิน (Xiong Xin Xin) หรือพี่ตีนผีเจ็ดก็มาเป็นลูกน้องคนสนิทของเฉาหมั่น และสมทบด้วย เฉินหลง (Jackie Chan) ในบท หูเต่า พ่อครัวแห่งวัดเส้าหลิน ซึ่งรายนี้ถือว่ามาแจมครับ บทไม่ได้เยอะอะไร – แต่ตอนออกฉายในบ้านเรานี่ได้รับการโปรโมตซะจนหลายคนคิดว่าพี่แกแสดงนำประภบเฮียหลิวไปโน่น
ก็เป็นหนังดราม่าผสมแอ็คชั่นครับ โดยสัดส่วนของดราม่าอาจจะเยอะหน่อยเพราะสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อก็คือเรื่องของความไม่แน่นอนของลาภยศสรรเสริญ – มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ ล้วนเป็นของธรรมดา – ดังนั้นใครที่หมายจะเกาะกุมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มากจนเกินไปจนถึงขั้นบ้าคลั่ง ถึงจุดหนึ่งก็ย่อมจะต้องพบกับความสูญเสีย และที่น่าเศร้าคือบางครั้งนอกจากจะเสียลาภยศเงินทองแล้ว ยังอาจต้องเสียคนที่รักที่อยู่รอบตัวไปแบบที่โฮ่วเจียเผชิญ
จริงๆ ลาภยศนั้นมีได้ครับ แต่เราต้องเป็นนายมัน ไม่ใช่ให้มันขึ้นขี่หลังแล้วเป็นนายของเรา – ซึ่งแนวทางที่จะทำให้อำนาจไม่อยู่เหนือเราก็คือ เราพึงใช้อำนาจเท่าที่มี และต้องรู้จักขอบเขต ไม่ว่าจะขอบเขตของอำนาจ (อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ) หรือขอบเขตของเวลาที่ต้องตระหนักว่าอำนาจมันไม่อยู่กับเราไปตลอดหรอก สักวันมันต้องเปลี่ยนมือ เพราะตัวเราเองก็ไม่อาจอยู่ค้ำฟ้าด้วยเช่นกัน
และเราควรตระหนักว่า “เมื่อถึงจุดที่ควรพอ ก็ควรพอ” อีกทั้งหากอำนาจใดที่เราถือครองแล้วจะเป็นการชักพาอันตรายมาสู่ตน เราก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าเรายังจะถลำตัวไปครอบครองอำนาจชนิดนั้นอยู่หรือไม่ มันคุ้มจริงๆ ไหมที่เราจะต้องเสี่ยงชีวิตของตนเองและคนรอบข้างเพื่อครอบครองอำนาจชนิดนั้น – อำนาจหรือลาภยศก็มีทั้งที่ดีและไม่ดี ทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษ ซึ่งเราควรต้องรู้จักและทำความเข้าใจในอำนาจเหล่านั้นให้ดี… ก็เหมือนกับสรรพสิ่งย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบนั่นแหละครับ ดังนั้นการจะเทคจะรับอะไรเข้าตัวแบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็นับเป็นความประมาทประการหนึ่ง
โดยรวมแล้วหนังจึงทำการสื่อสารให้เรานั้นรู้จักที่จะปล่อยวาง รู้จักที่จะเตรียมรับใจความไม่แน่นอนของชีวิต เช่นวันนี้เราอาจเจอเรื่องดี แต่อีกไม่กี่นาทีเราก็อาจเจอเรื่องร้าย ซึ่งสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดกับเรานั้น หลายครั้งที่เราไม่อาจควบคุมหรือไปกะเกณฑ์มันได้ สิ่งที่เราพอจะทำได้คือการควบคุมตนเองให้พร้อมที่จะรับมือกับสารพัดสิ่งทั้งร้ายดีที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้ – คุมโลกไม่ได้ อย่างน้อยก็คุมตัวเรา คุมให้สามารถรับมือและจัดการกับเรื่องต่างๆ อย่างเหมาะสม หากทำได้ดังนั้น แม้จะเจอเรื่องร้าย แต่ดีกรีความร้ายก็อาจลดลง บรรเทาลง
อีกทั้งเรายังควร “ทำสิ่งที่ควรทำ และงดเว้นสิ่งที่ไม่ควรทำ” อย่างที่บอกน่ะครับว่าเราอาจคุมสรรพสิ่งไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็คุมการกระทำของตนเองได้ เลือกที่จะทำในสิ่งที่มีโอกาสจะนำพาเรื่องดีๆ มาสู่ตัว แทนที่จะทำในสิ่งที่เสี่ยงต่อการเรียกเรื่องร้ายๆ มาสู่ตน – ของแบบนี้ต้องเรียนรู้กันไปชั่วชีวิตครับ
ส่วนเรื่องคิวบู๊ก็หายห่วงครับ กำกับคิวโดย หยวนขุย (Corey Yuen) รายนี้ก็มืออาชีพอยู่แล้ว ยิ่งได้ดาราอย่างอู๋จิง, ซิงหยู, สงซินซิน และเฉินหลง มาถ่ายทอด เราก็เลยได้เสพอะไรมันส์ๆ ซึ่งในเชิงปริมาณอาจไม่ถึงกับเยอะแบบจุใจ แต่ในแง่คุณภาพก็ต้องถือว่าทำถึงครับ และอีกอย่างที่ทำถึงคือฉากถล่มทลายระเบิดระเบ้อต่างๆ โดยเฉพาะฉากในวัดเส้าหลินนี่ถือว่าทุ่มทุนสร้าง ซึ่งเฮียเฉินกับทีมงานนี่ลงทุนสร้างวัดเส้าหลินขึ้นมาใหม่ด้วยเงินกว่า 10 ล้านหยวน (ประมาณ $1.47 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อที่จะได้ถ่ายทำได้แบบเต็มที่ หลีกเลี่ยงการสร้างความเสียหายกับวัดจริง
เกร็ดอีกอย่างคือ ในเรื่องนี่เฮียเฉินไม่ได้โกนหัวจริงนะครับ เขาใช้วิธีโกนผมบางส่วนตรงจอนตรงอะไรแล้วใช้หมวกสวมปิดแทน
และเพลงที่ใช้ในตอนจบของหนังนั้น คือเพลง Wu หรือ Enlightening ซึ่งหมายถึงการตรัสรู้ โดยเพลงนี้เฮียหลิวของเราทั้งแต่งเองและร้องเองเลยล่ะครับ
เป็นอีกหนึ่งหนังที่แนะนำให้ดู เชื่อว่าท่านจะได้อะไรกลับไปมากกว่าแค่ความบันเทิงครับ
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)












