Comedy

Just Go with It (2011) แกล้งแต่งไม่แกล้งรัก

ผมคิดมาตลอดเลยนะว่าดูเรื่องนี้แล้ว จนกระทั่งมาดูรายละเอียดแบบจริงๆ จังๆ กลายเป็นว่าผมยังไม่ได้ดูแฮะ จัดว่าเบลอขั้นสุดเลยครับ 555

เรื่องของ แดนนี่ แม็คคาบี้ (Adam Sandler) ศัลยแพทย์เสริมความงามที่มักจะได้หญิงจากคำโกหกว่าตนมีภรรยาแล้ว แต่ภรรยาใจไม้ไส้ระกำชอบทำร้ายร่างกายและจิตใจของเขา เขาเลยต้องออกมาหารักแท้ที่นอกบ้านนี่

ทีนี้วันหนึ่งเขาได้เจอกับพาล์มเมอร์ (Brooklyn Decker) ครูสอนคณิตศาสตร์สุดสวยที่เขารู้สึกชอบเธอมากๆ แต่จะเป็นเพราะความซวยหรืออะไรก็ตามมันดันมีเหตุทำให้เธอเข้าใจว่าเขาแต่งงานแล้ว ดังนั้นแดนนี่ก็เลยจำเป็นต้องอุปโลกน์ให้แคทเธอรีน (Jennifer Aniston) ผู้ช่วยในคลินิกของเขาให้มาเป็นภรรยาปลอมๆ เพื่อจะได้หาทางลงด้วยการแสดงละครว่าเขาจะเลิกกับเธอ เพื่อจะได้มาคบหากับพาล์มเมอร์

แต่ก็นั่นแหละครับ หนังแนวนี้เนี่ยน้า รักกันปลอมๆ ทีไร มันมีอันได้รักกันจริงๆ ทุกที

ก็เป็นหนังรอมคอมเบาๆ ที่เหมาะแก่การดูเอาฮาครับ แต่ก็ต้องขึ้นกับว่าท่านถูกจริตกับหนังตลกสไตล์นี้หรือเปล่า? นั่นคือหนังตลกประเภทที่ตัวละครต้องมาโกหกปั้นเรื่องเพื่อเอาตัวรอดไปเรื่อยๆ แล้วแต่ละคนก็มักจะเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียร์เตอร์โดยเฉพาะแม็กกี้ (Bailee Madison) ลูกสาวจอมการละครของแคทเธอรีนที่เล่นใหญ่ได้ทุกฉาก ซึ่งถ้าท่านรับได้หรือชอบหนังฮาสไตล์นี้ก็น่าจะชอบล่ะครับ แต่หากรู้สึกไม่ถูกจริต (ทั้งการโกหกและการเล่นใหญ่) ท่านก็อาจจะรู้สึกไปอีกทางหนึ่ง – อันนี้เป็นเรื่องของรสนิยมจริงๆ ครับ

ส่วนผมนั้นดูแล้วก็ตระหนักว่า “การเล่นใหญ่” อาจไม่ทางสำหรับผมสักเท่าไร เพราะบางช่วงก็รู้สึกว่าใหญ่ไป๊ เอาพอดีๆ ก็พอ – ส่วนเรื่องการโกหกนั้นผมมองว่าแม้หนังจะเต็มไปด้วยการโกหกของเหล่าตัวละคร แต่ผมว่าใจจริงหนังอยากจะสื่อถึงความวุ่นวายจากการโกหกมากกว่า ประมาณว่ายิ่งโกหกยิ่งพูดเกินจริงมันก็ยิ่งมัดตัวเองมากขึ้น หรือไม่ก็ทำให้เรื่องมันลุกลามมากขึ้นมากกว่าจะเป็นการแก้ปัญหา

แล้วพอถึงบทสรุป หนังก็สื่อกับคนดูง่ายๆ ครับ ว่าพูดจริงใส่กันน่ะดีสุดแล้ว – และจริงๆ ผมว่าช่วงที่หนังดูพอเหมาะพอดีที่สุดคือตอนที่แดนนี่กับแคทเธอรีนได้คุยกันแบบจริงใจ ไม่ต้องมาปั้นหน้าต่อหน้าใคร – ในแง่หนึ่งผมว่านี่ก็เป็นการสื่อให้เห็นประเด็นอยู่เหมือนกัน

แต่ผมก็เข้าใจน่ะนะครับ ว่าโลกนี้มันซับซ้อน แม้ใครๆ จะบอกว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดี แต่สำหรับบางคนบางทีไม่โกหกก็ไม่ได้ เอาเป็นว่าก็ดูไปตามสถานการณ์แล้วกันน่ะนะครับ ลองพิจารณากันดูตามความเหมาะสมแล้วกัน

โดยรวมผมก็รู้สึกกลางๆ กับหนังครับ ไม่ได้ชอบอะไรมาก แต่ถ้าถามว่าชอบอะไรในหนังอย่างแรกเลยก็ยกให้บรรยากาศที่ฮาวายที่สวยได้ใจมากๆ แล้วก็ชอบช่วงที่แดนนี่กับแคทเธอรีนคุยกันอย่างที่บอกไปแล้ว

และกลายเป็นว่าตัวละครที่ผมชอบที่สุด ผมยกให้พาล์มเมอร์ครับ เพราะเธอดูน่ารัก จริงใจ สดใส คือไม่ได้สวยแค่ภายนอก แต่การแสดงออกของเธอก็ดูน่ารักจริงๆ

อีกฉากที่ชอบคือตอนที่แดนนี่คุยกับแคทเธอรีนทางโทรศัพท์แล้วก็คุยกัน ประมาณว่าแดนนี่กำลังจะตกร่องปล่องชิ้นกับพาล์มเมอร์แล้ว แต่ใจเขาก็รู้ว่าตัวเองแอบรักแคทเธอรีน แต่กระนั้นเขาก็ไม่กล้าเอ่ยออกไป จนแคทเธอรีนบอกว่า หลังจบเรื่องนี้ (เรื่องหลอกๆ นี้) เธอก็จะเดินหน้าเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที เช่นอาจหาผู้ชายดีๆ สักคนมาเคียงคู่ ซึ่งแดนนี่ก็ฟังครับ แต่ก็ยังอ้ำอึ้ง จนแคทเธอรีนถามเขาว่า “คุณเข้าใจไหม” แดนนี่ก็อ้ำอึ้งตอบไปว่า “คงเข้าใจมั้ง เดาเอานะ”

แคทเธอรีนจึงตอบว่า “ฉันหย่ากับสามี มีลูกติดมา 2 คน… ฉันไม่มีเวลาให้เดาแล้ว” – ในฐานะที่ชีวิตผ่านอะไรมาพอสมควร ตอนฟังคำพูดนี้แล้วมันเข้าใจเลยครับ มันทำให้นึกถึงคำว่า “ชีวิตเรามันไม่แน่นอน สั้นยาวก็ไม่รู้ จะทำอะไรก็รีบๆ ทำเถอะ” – ยิ่งชีวิตของแคทเธอรีนก็ผ่านอะไรมาเยอะ ผิดหวังก็แล้ว ฝ่าฟันตามลำพังก็แล้ว เธอก็ไม่รู้จะรอฟ้ารอฝนรอฝันไปอีกทำไมน่ะครับ – เวลามันไม่รอเธอจริงๆ

มันทำให้ตระหนักน่ะนะครับ สำหรับบางคนเราอาจมองว่าชีวิตเขาจะรีบไปไหน จะรออะไรไม่ได้เลยเหรอ แต่สำหรับบางคนชีวิตเขารอมานานแล้วครับ อาจจะรอมานานกว่าที่เรารู้ซะอีก การที่เขาไม่ทนที่จะรอแล้วก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้เหมือนกัน

หนังถือว่ายังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองของพี่ Adam ครับ โดยหนังทำเงินทั่วโลกไป $214 ล้าน จากทุนสร้าง $80 ล้าน ก็กำไรใช้ได้ครับ

สรุปว่าก็ลองดูได้ครับ คอหนังรอมคอมอาจชอบนะ เพียงแต่ในแง่รายละเอียดมันอาจไม่ใช่ทางของผมเท่านั้นแหละ

สองดาวครับ

(6/10)