Drama

Nineteen Eighty-Four (1984)

Untitled08023

1984 นิยายแนวดิสโทเปียสุดอมตะของ George Orwell ที่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านแบบจริงๆ จังๆ สักที ดังนั้นการเขียนถึงหนังในตอนนี้ก็จะยังไม่เอาไปเปรียบกับนิยายนะครับ

หนังออกฉายในปี 1984 ครับ ตรงกับชื่อเรื่องเลย โดย Michael Radford (Il postino และ The Merchant of Venice) รับหน้าที่ดัดแปลงจากนิยายมาเป็นบทหนังและกำกับด้วย ตัวหนังก็สะท้อนโลกอนาคตที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มเผด็จการที่เรียกว่า Big Brother ที่ควบคุมทุกสรรพสิ่งในสังคม ไม่ว่าจะข่าวสารข้อมูล ระเบียบปฏิบัติ รวมไปถึงวิถีชีวิตที่ทุกคนต้องทำตาม ใครกล้าทำนอกกรอบนอกกฎก็จะถูกจัดการอย่างรุนแรง

ตัวเอกคือวินสตัน สมิธ (John Hurt) ที่ทำงานอยู่ในกระทรวงความจริงและมีหน้าที่ดัดแปลงเรื่องราวข่าวสารให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่เบื้องบนต้องการให้มันเป็น โดยในแต่ละวันเขาก็ต้องก้มหน้าทำงานไป แต่พอกลับบ้านก็ต้องมาแอบเขียนถึงสิ่งที่ตนอยากพูดแต่พูดไม่ได้ลงในสมุดบันทึก – แน่นอนว่าในหัวของวินสตันมีทั้งคำถามและความคับข้องใจสะสมอยู่ แต่ก็บอกใครไม่ได้เพราะ Big Brother จับตาดูอยู่

แล้วเขาก็เริ่มมีใจให้จูเลีย (Suzanna Hamilton) และนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องเผชิญกับความน่ากลัวของเผด็จการอย่าง Big Brother

สิ่งแรกเลยที่พูดได้เต็มปากว่าชอบคืองานฉากครับ ออกแบบได้ดี ให้อารมณ์ดิสโทเปีย สภาพบ้านเมืองห้องหับมันดูซีดชาไร้สีสัน ดูแข็งๆ เกร็งๆ ซึ่งฉากในเมืองมันจะตัดกับฉากที่มีป่าไม้ลำเนาไพรแบบสุดๆ อันนี้ขอชมโปรดักชั่นดีไซเนอร์ Allan Cameron (ที่ได้เข้าชิงรางวัล BAFTA จากเรื่องนี้) และผู้กำกับศิลป์ Martyn Hebert กับ Grant Hicks ที่เนรมิตฉากเหล่านี้ออกมาได้อย่างน่าจดจำ ซึ่ง Cameron นั้นมีผลงานเด่นๆ อีกหลายเรื่องครับ ไม่ว่าจะ Starship Troopers, The Mummy 2 ภาคแรก, Van Helsing และ The Da Vinci Code แต่ละเรื่องนี่ก็งานดีทั้งสิ้น

จุดเด่นต่อมาคืองานภาพที่จับอารมณ์ของหนังได้อย่างเหมาะเหม็ง ฉากในเมืองก็ดูดิบๆ เกร็งๆ ไม่มีชีวิตชีวา แต่พอถึงฉากในป่าในทุ่ง หนังก็มาพร้อมความเขียวขจี ภาพเปิดโล่ง ชวนผ่อนคลาย – คือถ้าให้เปรียบนี่ก็บอกได้เลยว่าฉากในเมืองมันชวนอึดอัดแบบหายใจไม่สุด แต่พอเป็นฉากในป่านี่เหมือนเราสามารถสูดหายใจได้เต็มปอด ได้กางแขนกางขาสัมผัสกับอิสระและรู้สึกเสรีอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นงานของผู้กำกับภาพ Roger Deakins ที่ในเวลาต่อมาได้คว้า 2 รางวัลออสการ์จากเรื่อง Blade Runner 2049 และ 1917 นอกจากนี้ก็ยังมีผลงานระดับเด่นฝากไว้อย่าง The Shawshank Redemption, Fargo, No Country for Old Men, Skyfall และ Prisoners เรียกว่างานภาพแบบสั่งทิศทางของอารมณ์ได้นี่ต้องยกให้เขาเลยครับ

Untitled08024

สำหรับผมหนังเรื่องนี้เด่นมากในเรื่องงานภาพครับ เพราะหลายช่วงที่เดียวที่หนังเล่าด้วยภาพ อันนำมาสู่อีกสิ่งที่ไม่ชมไม่ได้คืองานดนตรีของ Eurythmics วงดนตรีชื่อดังจากอังกฤษและคอมโพเซอร์ Dominic Muldowney ที่สามารถสรรสร้างงานดนตรีคลอประกอบภาพบนจอได้อย่างน่าสนใจ บางช่วงฟังแล้วคล้อยตาม บางจังหวะฟังแล้วเกิดความสงสัย บางห้วงฟังแล้วรู้สึกว่างเปล่า – อันนี้บอกเลยว่าใครชอบหนังสารคดีสไตล์
Koyaanisqatsi น่าจะถูกเส้นกับการนำเสนองานภาพในหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยครับ

หนังสะท้อนโลกของเผด็จการได้ดีพอสมควรครับ ผู้คนไร้เสรี ไร้อิสระ ชีวิตถูกกำหนดด้วยสารพัดข้อบังคับ และถูกกรอกหูด้วยสารพัดคำลวง มันคือนรกบนดินสำหรับคนที่ใฝ่หาเสรีในชีวิต – แต่กับคนที่ไม่คิดมากและใช้ชีวิตแบบนั้นได้ มุมมองต่อสังคมแบบนั้นก็อาจกลายเป็นอีกแบบ เรื่องนี้ก็มองได้หลายมุมครับ แล้วแต่ตัวตนของแต่ละคน บางคนรับได้มาก บางคนรับได้น้อย บางคนรับไม่ได้เลยที่จะต้องมีชีวิตแบบนั้น ต่างคนก็ต่างมุมมองกันไป แต่สิ่งที่น่านำมาคิดต่อคือ คนที่คิดว่ารับได้นั้น หากวันหนึ่งชีวิตโดนคุกคามเข้า – แบบวินสตันที่ตอนแรกพออยู่ได้ แต่พอมีรักและมีความคิดก็เลยโดนแบบเต็มๆ – แบบนั้นจะยังอยากอยู่ในโลกแบบนั้นต่อไปอีกไหม

ส่วนใครที่ไม่อยากมีชีวิตแบบนั้นก็ต้องคิดต่อล่ะครับว่าจะทำอย่างไรไม่ให้โลกที่อยู่กลายเป็นมิติเผด็จการแบบนั้น – ทั้งหนังและหนังสือต่างก็ชี้ชวนให้เราใคร่ควรประเด็นเหล่านี้อย่างมีสติ

หนังทำให้ผมอยากไปหยิบหนังสือมาอ่านโดยไวเลยครับ เพราะอยากรู้ซึ้งถึงรายละเอียด ถึงโลกที่นิยายได้บรรยายไว้ ซึ่งผมว่าหนังคงหยิบยกมาได้เพียงส่วนหนึ่งครับ ถ้าอยากได้สัมผัสแบบเต็มอารมณ์ก็ต้องตามไปอ่านหนังสือเอา

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ก็คือ นี่เป็นงานแสดงภาพยนตร์ชิ้นสุดท้ายของ Richard Burton ครับ ซึ่งระหว่างที่เขาแสดงในเรื่องนี้เขาก็มีปัญหาสุขภาพค่อนข้างหนักทำให้เขามีปัญหาในการจำบท ทีมงานเลยต้องถ่ายอยู่หลายเทค แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ Burton ก็ยังพยายามแสดงอย่างเต็มที่ จนสามารถฝากฝีมือทิ้งทวนไว้ให้เราได้ชมกันครับ – ก็ขอแสดงความไว้อาลัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

โดยรวมผมชอบครับ หนังบอกเล่าและถ่ายทอดบรรยากาศได้ดี ถือเป็นบทโหมโรงที่กระตุ้นให้เราอยากอ่านฉบับนิยาย

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)