Horror

The Pope’s Exorcist (2023) โป๊ปปราบผี

Untitled06293

ไม่รู้ผมเป็นอยู่คนเดียวไหมน่ะนะครับ แต่ตลอดการดู The Pope’s Exorcist เนี่ย ใจผมมันนึกแต่จะฮาครับ เหมือนในหัวมันคันยิกๆ มันอยากจะขำเป็นระยะๆ

ถ้าให้เดาผมว่าส่วนหนึ่งก็เพราะการแสดงของ Russell Crowe ครับ ไม่ใช่แกเล่นไม่ดีนะฮะ แต่ผมว่าแกเล่นดีและเล่นเข้ากับบทด้วย เพราะโดยคาแรคเตอร์แล้วบาทหลวงเกเบรียล อามอร์ธ นักปราบผีแห่งวาติกันท่านจะเป็นคนขี้เล่น ขนาดรูปถ่ายตัวจริงของท่านที่หนังนำมาให้เราชมในตอนท้ายท่านยังมีลีลาทะเล้นๆ เลยครับ แล้วหนังก็ตีความเอาคาแรคเตอร์แบบนั้นมาใส่ลงในหนัง ซึ่งถ้าว่ากันถึงจุดนี้นี่ผมว่าหนังทำได้ดีนะ

จริงครับที่หน้าหนังน่ะเป็นแนวสยองขวัญ และจริงอีกเช่นกันที่หนังว่าด้วยการไล่ผี แต่สารภาพเลยว่าผมไม่รู้สึกกลัวหรือสยองอะไร ถ้าถามฟีลผมแล้วผมมองว่าหนังออกแนวแฟนตาซีน่ะครับ เหมือนตัวเอกกวนๆ มาปราบผีด้วยคาแรคเตอร์มันส์ๆ ประมาณ Constantine อะไรเทือกนั้น

เรื่องในหนังนั้นว่าด้วยครอบครัววาสเกซที่ประกอบด้วยแม่ที่ชื่อจูเลีย (Alex Essoe) และลูกอีก 2 คน คนโตชื่อเอมี่ (Laurel Marsden) อีกคนชื่อเฮนรี่ (Peter DeSouza-Feighoney) พวกเขาย้ายมาอยู่ที่โบสถ์แห่งหนึ่งที่ได้รับเป็นมรดกและตั้งใจจะขายโบสถ์แห่งนี้เอาเงินมาตั้งตัว แต่กลายเป็นว่าจู่ๆ เฮนรี่ก็ถูกผีสิงครับ ทำให้บาทหลวงอามอร์ธถูกเรียกตัวมาเพื่อไล่ผี แล้วไปๆ มาๆ ความลับที่ซ่อนอยู่ใต้โบสถ์แห่งนี้ก็กำลังจะถูกเปิดเผย

ว่าง่ายๆ คือนี่ไม่ใช่แค่การไล่ผีธรรมดา แต่มันมากับความลับ

ใช่ครับ หนังว่าด้วยการไล่ผี มีฉากไล่ผีเป็นพักๆ แต่แกนหลักของหนังออกจะเป็นแนวสืบสวนมากกว่า ประมาณว่าไล่ผีก็ไล่ไป แต่ไม่ได้ไล่อย่างเดียว เพราะบาทหลวงอามอร์ธยังเจอเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่ในโบสถ์ ซึ่งไปๆ มาๆ ผมกลับชอบพล็อตส่วนนี้นะ มันทำให้หนังมีอะไรให้ติดตาม มีปริศนาคอยให้เราไขว่าตกลงโบสถ์แห่งนี้ซ่อนอะไรไว้กันแน่ มันเคยเกิดอะไรขึ้นที่นี่

ส่วนการไล่ผีออกจะเป็นส่วนประกอบมากกว่าครับ และถ้าคิดมากสักหน่อยก็อาจจะแอบหงุดหงิดด้วย เพราะพล็อตส่วนของการไล่ผีนั้นมันดูไม่จริงจังสักเท่าไร คืออย่างใน The Exorcist หรือ The Conjuring นี่ เวลาถึงคราวจะไล่ผีสู้กับปีศาจนี่มันจะต้องจัดเต็ม อารมณ์มันจะต้องคอขาดบาดตาย ผีจะต้องออกฤทธิ์ออกเดชแรงขึ้นๆ เรื่อยๆ ชนิดที่กว่าจะปราบได้นี่เล่นเอาเหนื่อย (หรือไม่ก็เอาตาย) แต่กับเรื่องนี้เหมือนไล่ผีแบบเข้ากะน่ะครับ ประมาณว่าพอถึงช่วงนี้ผีมาก็ไล่กันไป ไล่กันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสงบ แล้วก็พัก จากนั้นก็รอให้ผีเข้ากะอีกแล้วค่อยไล่ใหม่ มันดูไม่ต่อเนื่องและดูไม่ตื่นเต้นน่ะครับ บางช่วงยังไล่ผีไม่ทันมันส์เลยก็พักครึ่งซะแล้ว – ที่สำคัญคือดูแล้วมันไม่ได้อารมณ์คอขาดบาดตายสักเท่าไร

ดังนั้นคงต้องบอกไว้ก่อนว่าใครคาดหวังการไล่ผีมันส์ๆ ตื่นเต้นๆ หรือสยองๆ อาจต้องปรับความคาดหวังครับ มันไม่ได้จัดเต็มจนจุกๆ เท่า The Exorcist หรือ The Conjuring หรอก

Untitled06294

อย่างที่บอกน่ะครับว่าหนังมันดูจะออกแนวสืบสวนมากกว่า แล้วคาแรคเตอร์บางหลวงอามอร์ธก็ยังแซมด้วยอารมณ์ขัน เมื่อมาเข้าคู่กับบาทหลวงโทมัส เอสกีเบล (Daniel Zovatto) คุณพ่อที่ยังมือใหม่เรื่องไล่ผี มันเลยคล้ายหนังแนวคู่หูบัดดี้ไปเลยน่ะครับ วันดีคืนดีก็รับส่งมุกกันไป มันให้อารมณ์หนังผจญภัยไขปริศนามากกว่าจะเป็นหนังขนพองสยองเกล้า

แต่กลายเป็นว่าผมเพลินกับหนังครับ ทั้งๆ ที่หนังมันก็ไม่ได้สุดน่ะนะครับ การไล่ผีก็ยังไม่สุด สยองก็ไม่เยอะ ความเข้มข้นก็ไม่ได้มาก คือถ้าจะมองจุดโหว่จุดโหวงของหนังล่ะก็คงจะหาได้หลายจุดอยู่ ในแง่ของการสืบสวนไขปมก็ถือว่าโอเคแต่ก็ยังไม่สุดอีกเช่นกัน หรือกระทั่งฉากไคลแม็กซ์ตอนท้ายที่ต้องเปิดศึกกับปีศาจ ศึกนั้นก็จบลงแบบนึกจะจบก็จบ ยังไม่สุดอีกเหมือนกัน แต่มันเพลินครับ กลายเป็นว่าหนังตอบโจทย์ในแง่บันเทิงได้ในระดับหนึ่ง แม้อะไรๆ มันจะยังไม่เข้าที่เข้าทางเต็มร้อยก็ตาม

ที่เป็นแบบนั้นคงเพราะการแสดงแบบเอาอยู่ของ Crowe น่ะครับ ดูแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงสนุกกับการแสดงบทนี้และยังเปรยๆ ว่าอยากกลับมารับบทนี้อีกด้วย ส่วน Zovatto ก็เล่นเข้าคู่กับ Crowe ได้ไม่เลวเหมือนกัน ในขณะที่ 3 แม่ลูกจริงๆ ก็แสดงดีครับ แต่บทเหมือนไม่ค่อยจะเน้นพวกเขาสักเท่าไร นอกจากนี้ยังมี Franco Nero อดีตเจ้าของบทคาวบอยจังโก้มารับบทพระสันตะปาปา

หนังกำกับโดย Julius Avery แห่ง Overlord ครับ เรื่องนี้ผมว่าก็พอๆ กับเรื่องนั้นนะ คืออาจจะยังไม่สุด แต่หนังก็เข้าสูตรดูเพลินได้ และจริงๆ ผมชอบพล็อตกับเค้าโครงของเรื่องนะ เพียงแต่การนำเสนอ ขมวดปม หรือการเล่าเรื่องมันอาจจะยังไม่เข้มข้นแบบเต็มๆ เท่านั้นเอง

ในแง่เงินลงทุนผมถือว่าคุ้มอยู่นะ หนังใช้ทุน $18 ล้านครับ ถือว่าไม่เยอะเลย แล้วก็ได้คืนมาราว $76 ล้านจากทั่วโลก ไม่เยอะแต่ก็ไม่เลวครับ นี่ได้ข่าวว่าจะมีทำภาคต่อด้วย ซึ่งใครดูหนังแล้วก็คงเห็นว่ามีการปูพื้นปูทางสำหรับภาคต่อไว้แล้ว (ดูจากทรงแล้วเนี่ยน่าจะตั้งใจเปิดจักรวาลเลยล่ะครับ) ก็ถ้ามีมาอีกก็พร้อมดูครับ

สรุปว่าหนังออกแนวผจญภัยสืบสวนไขปริศนาโดยมีเรื่องสยองๆ และการไล่ผีเป็นส่วนประกอบครับ ไม่เจ๋งแบบสุดๆ แต่ก็ไม่ผิดหวัง อย่างน้อยการแสดงก็ดี ฉากก็ถือว่าสวย ยิ่งฉากตอนท้ายในถ้ำนั้นถือว่าทำได้ดีทีเดียว – แต่ถ้าใครคาดหมายอะไรที่มันสยองแบบจริงจังแล้ว ก็อาจไม่สมหวังนักครับ

และถ้าเทียบกันในฐานะหนังไล่ผีแล้ว ผมกลับชอบ The Rite หนังไล่ผีปี 2011 มากกว่า ซึ่งก็พอดีว่า Michael Petroni คนเขียนบทเรื่องนั้น ก็มามีส่วนร่วมดัดแปลงบทในกับเรื่องนี้ด้วย

สองดาวแบบเพลินๆ ครับ

Star21

(6/10)