รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Giver (2014) เดอะ กิฟเวอร์ พลังพลิกโลก

MV5BMTY1MTIxMjg2Ml5BMl5BanBnXkFtZTgwMjUyNzgwMjE@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

The Giver ว่าด้วยโลกอนาคตที่ซึ่งสังคมเน้นความเท่าเทียม และขจัดอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนออกไป ทุกคนใช้ชีวิตและทำหน้าที่ไปตามกฎระเบียบที่เบื้องบนกำหนด

แล้วก็ตามสูตรของหนังแนวนี้ครับ เมื่อสังคมไร้สีสัน ทุกคนถูกกำหนดให้ไร้อารมณ์ ก็จะมีใครสักคน (ในเรื่องคือเด็กหนุ่มนามว่าโจนาส (Brenton Thwaites) มาหาทางปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดจากชีวิตที่ไร้สีสันนี้

พล็อตอาจซ้ำทางกับ Divergent และวรรณกรรมเยาวชนอีกนับโหลที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาน่ะนะครับ แต่ความจริงแล้ว The Giver น่ะเป็นวรรณกรรมที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1993 และได้รับความนิยมมากทีเดียว

ดังนั้นพล็อตของ The Giver นั้นไม่ได้เดินตามรอบนิยายรุ่นใหม่อย่างที่หลายคนคิด แต่จริงๆ The Giver จัดเป็นหนึ่งในต้นแบบของวรรณกรรมเยาวชนแนวตัวเอกปลดแอกมากกว่า

และอันที่จริงมีคนๆ หนึ่งพยายามจะนำนิยายชุดนี้มาทำเป็นหนังตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ชายคนนั้นคือ Jeff Bridges ที่มารับบทเป็น “ผู้ให้” ในหนังเรื่องนี้นั่นแหละครับ โดย Bridges ชอบวรรณกรรมชุดนี้ถึงกับซื้อลิขสิทธิ์มาถือไว้ และเคยถ่ายทำหนังขึ้นมาแบบเล่นๆ ด้วยนะครับ โดยให้สมาชิกในครอบครัวเขาร่วมกันแสดง อีกทั้ง Bridges ยังตั้งใจว่าหากได้ทำเป็นหนังจริงๆ เมื่อไรก็จะขอให้ Lloyd Bridges พ่อของเขาแสดงในบท “ผู้ให้” แต่หนังก็ไม่ได้สร้างเสียที จนกระทั่งพ่อของเขาเสียชีวิตไปในปี 1998

ระหว่างนั้น Bridges ก็พยายามหาทางดันหนังเรื่องนี้เรื่อยมา จนมาสำเร็จเอาตอนนี้นี่เอง (เขานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้างด้วยครับ)

ถ้าว่ากันถึงพล็อตแล้ว ด้วยความที่มันฉายหลัง Pleasantville, Equilibrium, Divergent, City of Ember, The Host และ The Hunger Games เลยอาจทำให้ความสนใจของหลายๆ คนลดลง เพราะเอาเข้าจริงๆ พล็อตมันก็คือวัยรุ่นคนหนึ่งพยายามปลดแอกผู้คนให้พ้นจากโลกที่กดให้คนไร้อารมณ์ บังคับให้คนอยู่แต่ในกรอบและกิจวัตรเดิมๆ ว่าง่ายๆ คือความสดลดระดับลงไปพอสมควร

ถ้าถามว่าหนังสนุกไหม… ก็จัดว่าดูได้เรื่อยๆ ครับ หนังมีดีตรงที่ใช้เทคนิคภาพขาวดำ – ภาพสี เป็นตัวเล่าเรื่องและสะท้อนอารมณ์ของเรื่องราว ตามด้วยการได้ดารามีฝีมืออย่าง Bridges, Meryl Streep (ที่ชวนให้คิดถึงบทของ Kate Winslet ใน Divergent), Alexander Skarsgård และ Katie Holmes มาเสริมพลังให้หนัง ผลที่ออกมาก็นับว่าดูได้ในระดับหนึ่ง

แต่กระนั้นถ้าเป็นในแง่ความสนุก ตื่นเต้น หรือน่าติดตามแล้ว ก็ถือว่าหนังสนุกพอตัวครับ เพียงแต่อาจไม่ได้มากมายหรือโดดเด่นแบบห้ามพลาดอะไรแบบนั้น

หนังกำกับโดย Phillip Noyce ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ทำให้ผมแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาคนนี้คุ้นเคยกับหนังแนวแอ็กชัน/ทริลเลอร์อย่าง Clear and Present Danger, The Saint, The Bone Collector และ Salt ไม่ค่อยได้จับงานเยาวชนแบบนี้สักเท่าไร แต่นั่นก็พอทำให้ผมเข้าใจครับว่าทำไมหนังดูโอเคในแง่ของความลึกลับปนระทึก แต่ไม่โดดเด่นในแง่แฟนตาซีหรือลูกเล่นแบบหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่องอื่นๆ

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ก็พอเพลินอยู่ครับ ผมว่ามันก็น่าลองลิ้มอยู่นะครับ เพราะมันไม่ได้ไร้ความสนุกอะไรขนาดนั้น จริงๆ คือมันสนุกครับ มันเพลิน มันมีอะไรให้ติดตาม เพียงแต่พลังหรือความน่าสนใจของหนังนั้นถือว่ายัง “มากได้อีก” เท่านั้นเอง

เอาเป็นว่าถ้าชอบหนังแนวนี้ ผมก็อยากให้ลองครับ ^_^ ขอเพียงไม่ตั้งความหวังก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ได้อยู่

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)

 

Advertisements