รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Z for Zachariah (2015) โลกเหงา… เราสามคน

14720372_1364735266890604_3570829999759661603_n

ด้วยความที่หนังว่าด้วยโลกซึ่งไร้ผู้คนหลังเกิดภัยพิบัติ อีกทั้งชื่อ Z ก็อาจทำให้หลายคนคิดไปถึงซอมบี้ ก็เลยต้องบอกกันก่อนครับว่าหนังไม่มีซอมบี้หรือปีศาจอะไรทั้งนั้น

ตัวละครในเรื่องมี 3 คนถ้วน คนแรกคือ แอนน์ (Margot Robbie) สาวสวยที่อาศัยอยู่เพียงลำพังมานาน แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้เจอกับจอห์น (Chiwetel Ejiofor) จากนั้นพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในโลกที่รกร้างไร้ผู้คน

แน่นอนครับว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มมีความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกันค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อมีชายอีกคนนามว่า คาเล็บ (Chris Pine) ปรากฏตัวขึ้น อันนำไปสู่เรื่องราวความรักที่ไม่อาจลงตัวได้

ฉากหลังจัดว่าหนังที่ได้อารมณ์ไซไฟหลังโลกล่มสลายที่ไม่เลวครับ บรรยากาศของโลกในหนังดูโล่งว่าง ไร้ผู้คนจริงๆ ดาราในเรื่องก็มีกันแค่เท่าที่บอกครับ ไม่มีฉากแฟลชแบ็คอะไรทั้งสิ้น เราเลยไม่ได้เห็นหน้าใครนอกจาก 3 ดารานำ

สิ่งที่ผมชอบคือโลเกชั่นที่ใช้มันดูสวยดีครับ ป่าก็ดูอุดม ทุ่งหญ้าเขียวขจี หรือกระทั่งน้ำตกที่แม้จะไม่ใหญ่แต่ก็ดูสวยงามไม่น้อย แต่มันก็เป็นความสวยที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์เปลี่ยวเหงา เพราะยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าโลกในหนังมันไร้ผู้คนจริงๆ

หนังเรื่องนี้จะเวิร์กหรือไม่ก็อยู่ที่ 2 จุดใหญ่ๆ ครับ จุดแรกคือพลังดาราที่หากแสดงกันได้ดีก็ช่วยหนังให้ไปรอดได้กว่าครึ่ง และผลที่ได้ก็ถือว่าน่าพอใจครับ เริ่มจาก Robbie ที่เล่นได้พอเหมาะ ดูเป็นหญิงสาวที่เก็บงำความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ ซึ่งพอดูเรื่องนี้แล้วก็ตระหนักนะว่าเธอคนนี้เล่นหนังได้หลายบทจริงๆ จะบทร้ายล้นๆ ก็ได้ จะบทแสบนิ่งๆ ก็ได้

ต่อมาก็คือ Ejiofor ที่รายนี้ก็ถนัดอยู่แล้วกับบทอมทุกข์ บทคนที่ต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึก หรือบทคนประเภทที่พยายามเจียมเนื้อเจียมตัว โดยที่เก็บกดอะไรบางอย่างไว้ในใจ ส่วน Pine ก็มาร่วมจอช่วงครึ่งหลังครับ รายนี้ไม่ต้องทำอะไรมาก พกหน้าตาดีๆ มาพร้อมกับบุคลิกเรียบๆ ก็สามารถสวมบทนี้ได้อย่างพอดี

พอลองมองดูดีๆ บทที่ดูจะซับซ้อนสุดในเรื่องก็คือบทของจอห์นที่มีหลากอารมณ์ หลายความรู้สึก แต่จุดหนึ่งที่หนังทำได้ดีคือ แม้จอห์นจะมีบทและอารมณ์ให้เล่นเยอะสุด แต่หนังก็สามารถนำเสนอบทของแอนน์และคาเล็บให้เราจดจำได้ไม่น้อยไปกว่ากัน

ครับ ในแง่ดาราน่ะไม่มีปัญหาเท่าไร ทีนี้มาถึงอีก 1 จุดใหญ่ที่สำคัญต่อความเวิร์กของหนัง นั่นคือตัวบทและการเดินเรื่องครับ ซึ่งก็ขอบอกตามใจคิดว่า จุดนี้ถือว่าออกมาโอเค แต่ก็ยังไม่เด่นจัดหรือเวิร์กจัดอะไรขนาดนั้น

ด้วยความที่หนังออกแนวดราม่าผสมกับเรื่องรักๆ ของคน เลยทำให้สิ่งดึงดูดสำคัญนอกจากสถานการณ์ต่างๆ ที่พวกตัวละครต้องเผชิญแล้ว ก็คือบทสนทนาครับ หากบทสนทนาเวิร์ก ชวนติดตาม มีอะไรชวนคิด หรือมีสีสันมากพอ ความน่าติดตามก็จะไหลมาเทมาทันที

หนังชวนให้คิดถึง Before Sunrise มาเจอกับ The Man From Earth น่ะครับ มันคือความรักที่มีกลิ่นอายของไซไฟผสม มีโลกที่ร้างเป็นฉากหลัง ในแง่อารมณ์และฉากถือว่าไม่เลว แต่ในแง่บทสนทนามันยังไม่มีจุดดึงดูดเท่าที่ควร แม้ดาราจะเล่นกันดีก็ตาม แต่พอบทสนทนาโอเคแค่ระดับหนึ่ง มันก็เลยยังไม่สามารถดันให้หนังไปสู่จุดที่เรียกว่าเจ๋งได้

ไปๆ มาๆ ฉากที่ตัวละครอยู่นิ่งๆ ฟังเสียงลมหรือมองท้องฟ้า ดูจะมีอะไรให้สนใจเยอะกว่าครับ แต่ก็อีกนั่นแหละ บทสนทนาเป็นตัวขับเน้นคาแรคเตอร์ตัวละครด้วย หากบทสนทนาก่อร่างสร้างคาแรคเตอร์ได้อย่างแน่นหนาแล้ว ฉากประเภทจ้องฟ้าหรือนั่งนิ่งๆ ก็จะดูมีอะไรมากขึ้น

สรุปว่าหนังออกมาน่าสนใจครับ แม้จะไม่ถึงระดับที่ห้ามพลาด แต่ก็ไม่เลว ยกเว้นใครไม่ชอบหนังนิ่งๆ หนังที่ไร้ความหวือหวา ก็อาจเบื่อเรื่องนี้เอาได้ง่ายๆ แต่หากใครชอบหนังไซไฟที่เล่นกับห้วงอารมณ์ของคนล่ะก็ เรื่องนี้ก็น่าลิ้มลองอยู่พอตัวครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements