รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Twilight (2008) แวมไพร์ ทไวไลท์

1228276781

ดูมาแล้วครับสำหรับแวมไพร์ ทไวไลท์ที่นำแสดงโดยคุณไตรภพ ฮ่าๆๆๆ

ล้อเล่นน่ะครับ แต่จริงๆ นะ ชื่อไทยใครตั้งเหรอครับ แวมไพร์ ทไวไลท์ ผมนึกทีไรต้องต่อคำว่า โชว์ลงไปทุกที จริงๆ ตั้งไปเลยว่า ทไวไลท์ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะครับ หรือตั้งว่า ทไวไลท์ แวมไพร์ ชื่อมันยังดูโอเคอ้ะ แต่จู่ๆ มาแวมไพร์ ทไวไลท์ แต่ก็เอาเถอะครับ ชื่อก็แค่ชื่อน่ะเน้อะ มาว่ากันถึงหนังดีกว่า… นี่นึกได้ว่าผมไม่ได้รีวิวหนังชนโรงมานานแล้ว ส่วนมากรีวิวปุ๊บก็ส่งตรงให้ MovieTime อย่างเดียวไม่ได้เลี้ยวมาลงบล็อกเลย ก็เอาซะหน่อยล่ะนะครับกับหนังแวมไพร์ ทไวไลท์ โชว์เรื่องนี้

โครงสร้างของหนังผมถือว่าแข็งใช้ได้เลยล่ะครับ เกี่ยวกับเรื่องรักๆ ของวัยรุ่น เพียงแต่เปลี่ยนจากคนรักคนเป็นคนรักกับแวมไพร์ เลยทำให้เรื่องราวมีสีสันและความน่าติดตามปนเข้ามา ก็ต้องชมผู้แต่งนิยายเรื่องนี้ล่ะครับ เธอคือ Stephenie Meyer ที่รู้จักผสมผสานเรื่องราวได้ดี ทั้งๆ ที่เรื่องก็ไม่ได้ใหม่สดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์ที่ลงตัวมาก แต่ก็ต้องขอออกตัวก่อนว่ายังไม่ได้อ่านนิยายนะครับ

… แต่พอดูหนังเสร็จแล้วอยากไปสอยนิยายมาอ่านทันที

ก่อนอื่นขอประกาศชัยชนะ เอ้ย ไม่ช่าย ประกาศตัวก่อนนะครับว่าผมเนี่ย ชอบอ่านการ์ตูนตาหวานแบบญี่ปุ่น ประเภทเรื่องรักหนุ่มสาวกุ๊กกิ๊กชวนฝันน่ะนะครับ ชอบอ่านมานานแล้ว เพราะมันเป็นการผ่อนคลายที่ไม่เลวเลยนะครับ หลังจากทำงานทำอะไรมานาน การได้อ่านการ์ตูนพวกนี้ทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้

ที่ต้องแจ้งก่อนว่าผมชอบแนวนี้ก็เพราะ มันเป็นเหตุผลหนึ่งล่ะครับที่ทำให้ผมชอบ Twilight เรื่องนี้ เนื่องจากแนวทางสไตล์เรื่องมันออกแนวการ์ตูนหรือนิยายหวานโรแมนติกที่สาวๆ มักจะชื่นชอบกัน มันไม่ได้เน้นแอ็กชันหรือความน่ากลัวครับ มันเน้นอารมณ์ลึกลับรัญจวนชวนฝันเสียมากกว่า

ดังนั้นบอกให้ทราบแต่เนิ่นๆ ใครคิดว่าหนังจะเป็นแวมไพร์แอ็กชันบู๊กันยันเตแบบ Blade หรือ Van Helsing ล่ะก็ผิดแล้วครับ หนังเป็นแนวโรแมนติกผสมลึกลับมากกว่า แอ็กชันก็มีเพียงนิดหน่อยในตอนท้ายเท่านั้นเองครับ ไม่ถึง 10% ของเรื่องด้วย เข้าใจแล้วนะครับ

1228273272

เรื่องราวใน Twilight เล่าถึงสาวน้อย เบลลา สวอน (Kristen Stewart) ที่ต้องย้ายมาอยู่กับพ่อ (Billy Burke) ซึ่งเป็นหัวหน้าตำรวจอยู่ที่เมืองฟอร์กส ในวอชิงตัน เมืองสงบที่ปกคลุมด้วยฟ้าฝนเกือบตลอดเวลา ในระยะแรกเธอก็เหมือนนักเรียนใหม่ทั่วไปที่ต้องปรับตัวเข้ากับโรงเรียนและเพื่อนใหม่ ซึ่งก็เป็นไปด้วยดีครับ จนเธอได้พบกับ เอ็ดเวิร์ด คัลเลน (Robert Pattinson) หนุ่มรูปงามผู้ทรงเสน่ห์แต่ลึกลับที่สาวๆ หลายคนแอบมอง พอดีว่าเบลลาได้นั่งใกล้กับเอ็ดเวิร์ดในคลาสเรียนชีววิทยา เธอก็ไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ แต่เอ็ดเวิร์ดกลับแสดงท่าทีแปลกๆ เหมือนจะรังเกียจเธอขึ้นมา นั่นจึงเป็นจุดเริ้มต้นให้เธอสงสัยว่านายคนนี้มีปัญหาอะไรกับเธอหรือเปล่า

แล้ววันหนึ่งขณะที่เบลลากำลังจะโดนรถชน เอ็ดเวิร์ดก็พุ่งเข้ามาช่วยไว้ ด้วยความเร็วระดับที่เกินมนุษย์มนาทั่วไปจะทำได้… เบลลาเริ่มเอะใจว่านายคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เห็นแน่นอน

พอเวลาผ่านไป ทั้งสองก็เริ่มใกล้ชิดมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเธอก็ได้รู้ความจริงว่าเอ็ดเวิร์ดคือแวมไพร์… แต่ลองว่าความรักมันเริ่มต้นแล้ว ก็ยากที่จะหักใจครับ เป็นตายก็ต้องขอรักดูสักที ส่วนเรื่องราวที่เหลือจากนี้จะเป็นเช่นไร… ลองไปดูในหนังได้นะครับ

อืมม์ โดยรวมๆ แล้วผมชอบกว่าที่คิดนะ ตอนแรกผมก็มีคำถามครับ ว่าหนังคนรักแวมไพร์นี่มันจะมีอะไรนักหนาทำไมคนชื่นชอบกันมากจัง แต่พอได้ดูได้ซึมซับก็เจอคำตอบครับ เพราะมันสนุกและคนเขียนเรื่องก็เข้าใจหยิบจับเอาประเด็นความรักมาผสมกับเรื่องแวมไพร์ได้อย่างลงตัวทีเดียว

ทีนี้หลายคนคงมีคำถามว่าหนังยืดหรือไม่ อืดแค่ไหน ก็ต้องถามตัวเองก่อนล่ะครับว่า “คุณมักจะเห็นฉากที่หนุ่มสาวแสดงความรักต่อกัน ทำความรู้จักกันว่าเป็นความอืดหรือไม่” หากมันคือฉากอืดสำหรับคุณ… หนังก็เต็มไปด้วยความยืดครับ

แต่หากคุณเข้าใจอารมณ์ และชอบฉากพวกนี้ หนังก็จะเต็มไปด้วยความหวานในระดับที่ไม่เลวเลยล่ะ

1228274104

จุดที่ผมประทับใจอย่างยิ่งคือความสัมพันธ์ของเบลลากับเอ็ดเวิร์ดที่ดำเนินไปอย่างน่าสนใจ และเหนืออื่นใดคือมันดูเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแวมไพร์จริงๆ เพราะบางท่านอาจสงสัยว่าทำไมไอ้คู่นี้มันรักกันแบบแปลกๆ แค่สายตามองกันก็พิลึกแล้ว ผู้ชายก็มองผู้หญิงยังกับอยากจะกินหรือไม่ก็ลากไปทำอะไรอย่างนั้นแหละ ส่วนผู้หญิงพอกัน มองผู้ชายแบบสนใจเสน่หา ราวกับจะอดใจไม่ได้อย่างนั้น คือถ้าเราเอามาตรฐานหนังรักทั่วไปหรือความสัมพันธ์แบบคนกับคนมาเป็นที่ตั้ง ท่าทางที่พระนางในเรื่องนี้แสดงออกมันก็ดูขัดตาพิลึกล่ะครับ ดูจะออกแนวหื่นมากกว่า… แบบนี้มาครับ มาอ่านที่ผมจะเขียนสักหน่อยจะได้เข้าใจหนังได้มากขึ้น ดูหนังได้ออกรสมากขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจนะครับว่านี่เป็นความเข้าใจจากคนที่ยังไม่ได้อ่านนิยาย แต่ชื่นชอบหนังแวมไพร์มานานแสนนาน

หากดูอย่างเข้าใจ “ความเป็นแวมไพร์” แล้วล่ะก็ คุณจะเห็นว่านี่แหละคือความสัมพันธ์ที่สมจริงอย่างแรง (สำหรับกรณีคนรักกับแวมไพร์น่ะนะครับ)

เพราะแวมไพร์นั้นคือปีศาจหรือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่บริโภคเลือดเป็นอาหารครับ สำหรับแวมไพร์ส่วนใหญ่ การดูดเลือดจากคอเหยื่อก็เป็นการแสดงถึงความต้องการ เหมือนจูบสำหรับมนุษย์นั่นแหละ ดังนั้นการที่เอ็ดเวิร์ดมองเบลลาแบบแปลกๆ จนดูเหมือนหื่นกระหายนั่นไม่ได้แปลว่าเขาอยากทำไม่ดีไม่ร้ายกับเธอ แต่เนื่องจากเขาสนใจเธอ และเธอก็ไม่เหมือนใคร เขาจึงเกิดสัญชาตญาณอยากแสดงออกซึ่งความต้องการออกมา… กล่าวคือ เขาอยากจะกัดคอแล้วก็ดูดเลือดเธอนั่นเอง

ตามธรรมชาติของแวมไพร์ สัญชาตญาณตัวนี้จะแรงครับ แรงมาก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องโอเวอร์หรอก เพราะมนุษย์เราก็เป็นเช่นกัน เวลาเจอสาวถูกใจ มือไม้จะไปไม่เป็น แววตาจะไม่กล้าสบกับเธอ หรือไม่ก็พูดจาผิดๆ ถูกๆ ซึ่งมนุษย์จะแสดงออกเช่นนั้น ส่วนแวมไพร์จะแสดงออกแบบอยากจะกัดแบบนี้แหละ

ดังนั้นการที่หลายท่านบอกพระเอกดูหื่นจัง จริงๆ ก็ไม่เชิงหรอกครับ มันเป็นการแสดงออกถึงความสนใจใคร่ใกล้ชิดแบบรุนแรงของแวมไพร์ต่างหาก แล้วถ้าถามว่าทำไมแกทำท่าเหมือนจะเกินเธอ… ก็เอ็ดเวิร์ดอยากกินเธอจริงๆ นี่ครับ… ก็แวมไพร์ไง

อ้ะ กรณีเอ็ดเวิร์ดจบไป ทีนี้ก็กรณีของเบลลา บางคนก็สงสัยอีก… โอเค เอ็ดเวิร์ดมองเบลลาแบบอยากกินก็เพราะอยากกิน แต่ทำไมนางเอกซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาก็มีบางช่วงที่มองเอ็ดเวิร์ดแบบแปลกๆ ประมาณว่าอยากกินเหมือนกัน หรือเธอติดโรคแวมไพร์มา… เปล่าหรอกครับ มันก็มีคำอธิบายอยู่

เนื่องจากแวมไพร์คือสิ่งมีชีวิตรัตติกาลที่อยู่ได้ด้วยเลือดสัตว์ มันจึงมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งคือ เสน่ห์ครับ ถ้าคุณจะสังเกตจะพบว่าแวมไพร์โดยมากจะหล่อ หรือต่อให้ไม่หล่อก็จะแปลงร่างให้หล่อให้สวย เพื่อล่อหลอกให้เหยื่อมาติดกับแล้วก็ตกเป็นอาหาร แบบเดียวกับที่สิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดมีสีสันสวยงามหรือมีกลิ่นหอม เพื่อล่อเหยื่อนั่นแหละ

เบลลาก็ไม่อาจหนีพ้นกฎนี้ครับ เธอสบตาเอ็ดเวิร์ด เข้าใกล้เอ็ดเวิร์ด เอ็ดเวิร์ดก็ปล่อยเสน่ห์บางอย่างออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเคลิบเคลิ้มหลงใหลในตัวเอ็ดเวิร์ด… ด้วยเหตุนี้ท่าทีของเธอเลยดูอยากเข้าใกล้พระเอกอย่างมากกว่าปกติไงครับ… ด้วยมนต์เสน่ห์แห่งแวมไพร์ ด้วยรูปลักษณ์อันหล่อเหลา แบบนี้แหละ

จากที่ผมเฉยๆ กับหนังก็เริ่มชอบ เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมาก และคนเขียนก็ยังจับเอาธรรมชาติของแวมไพร์มาเล่าได้อย่างถึงเครื่อง ไม่ได้จับโน่นแปะนี่แบบมั่วๆ

ด้วยความที่มันเป็นหนังน่ะนะครับ ผมเลยเชื่อว่ารายละเอียดหลายอย่างคงหายไปเยอะ อย่างบทเพื่อนของนางเอกที่ชื่อจาค็อบ แบล็ก (Taylor Lautner) ที่คนอ่านนิยายคงรู้ดีว่าพี่ท่านจะมีบทบาทยังไงต่อไป ซึ่งหนังก็ทิ้งเชื้อไว้ดีครับ แต่ก็ไม่ได้เน้น หลักๆ หนังจะเน้นปูพื้นความสัมพันธ์ของเอ็ดเวิร์ดกับเบลลามากกว่า ซึ่งผมว่าก็ดีนะ เพราะการจับหลายประเด็นเกินไปอาจทำให้หนังเยิ่นเย้อและหาทิศทางไม่เจอก็ได้ (แค่นี้ก็ยาวสองชั่วโมงแล้วครับ หนังน่ะ)

แต่แม้หนังจะเน้นเรื่องรักๆ ทว่าการแจกแจงความเด่นตัวละครก็ไม่เลวนะครับ คนอื่นแม้จะโผล่ไม่เยอะ แต่ก็ทำให้คนดูจำคาแร็คเตอร์ได้ อย่าง Burke ในบทพ่อของเบลลาที่ดูเป็นพ่อที่ดีน่ะครับ บางช่วงผมยังสงสารเขาเลย ตอนที่โดนเบลลาล่าแบบแทงใจดำ (ซึ่งเบลลาก็ไม่ได้อยากว่าครับ มันจำเป็นน่ะ ต้องไปดูในหนังครับ) หรือตอนฮาๆ ก็มีเยอะ อย่างฉากที่พี่ท่านกระชากกระบอกปืนตอนเอ็ดเวิร์ดจะเข้ามาแนะนำตัวน่ะ ฮาดีออก

อีกหนึ่งตัวละครที่ผมชอบคือ ดร.คัลเลน (Peter Facinelli) คุณหมอผู้อุปถัมภ์เด็กๆ แวมไพร์อย่างเอ็ดเวิร์ด ท่าทางเขาดูเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เท่ห์มากอ้ะครับ เวลายิ้มเวลาจัดการอะไรดูใจดีและสุขุมมาก หรือฉากที่พวกเขาเผชิญหน้ากับแวมไพร์สามตัวร้ายเป็นครั้งแรก พี่แกก็ยังวางท่าแบบคุมสถานการณ์ได้ดีทีเดียว เท่ห์น่ะครับ เท่ห์จริงๆ ส่วนแวมไพร์พี่น้องของเอ็ดเวิร์ดแม้จะไม่ได้มีบทมาก แต่ก็พอจะทำให้คนดูจำหน้าค่าตาได้ครับ โดยเฉพาะคุณพี่แจสเปอร์ (Jackson Rathbone) แวมไพร์หน้าเอ๋อนั่นก็ดูแล้วขำดีเหมือนกัน แล้วก็บทเพื่อนๆ ของเบลลาอีก เห็นหน้าไม่เยอะ แต่บทก็พยายามเกลี่ยดีแหละครับ แต่ก็คิดอยู่น่ะแหละว่าคงต้องไปทำความรู้จักกับพวกเขาให้มากกว่านี้ในนิยายแล้วล่ะ

ในขณะที่วายร้ายอย่างเจมส์ (Cam Gigandet) ก็ดูร้ายดีจริงๆ ครับ เสียแต่ตอนท้ายแกน่าจะแรงฤทธิ์มากกว่านี้อีกหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร โอเคน่ะ

ว่ากันคร่าวๆ ผมว่าดาราโอเคเลยนะครับ พระนางก็ไม่เลว แล้วผมก็แอบดีใจด้วยที่ Stewart ที่ผมแอบปลื้มมาตั้งนานตั้งแต่ Panic Room นั่น ในที่สุดก็ดังซะที เรื่องนี้เธอสวยน่ารักดีครับ ผมชอบแววตาตอนที่เธอมองเอ็ดเวิร์ดช่วงท้ายๆ จัง ดูออกเลยครับว่าเธอปิ๊งหนุ่มคนนี้แบบยอมถวายชีวิตให้เรียบร้อย ส่วน Pattinson ก็มาหล่อมาเท่ห์ แต่ผมก็รู้สึกนิดๆ ว่าถ้าพี่แกดูสุขุมกว่านี้อีกนิดคงเท่ห์มากขึ้นอีกเยอะ แต่ก็นั่นแหละครับ ยังวัยรุ่นนี่เน้อะ (แม้จะอายุร้อยกว่าขวบแล้วก็ตาม) สองคนดูเข้ากันได้ดีน่ะครับ แม้จะยังไม่เต็มร้อยแต่ก็น่าพอใจ

1228280464

จุดที่ชอบต่อมาคือบรรยากาศในหนังครับ มันอึมครึมทึมทะมึน สมชื่อ Twilight จริงๆ แต่ก็เป็นความอึมครึมที่แฝงเสน่ห์อันน่าค้นหาไว้ ที่ชอบอีกอย่างคือ ฉากมันจะมืดๆ ขมุกขมัวตลอดใช่ไหมครับ แต่ฉากไหนมีแสงแดดลอดลงมาล่ะก็ มันจะดูเป็นประกายงดงามดีแท้ๆ เข้าใจคิดดีครับ

แม้หนังจะมีการแหวกขนบแวมไพร์ไปบ้าง เช่น โดนแดดได้ แต่ผมว่าก็ดีครับ เป็นการปรับที่ทำให้หนังสนุกและลงตัวขึ้น เพราะขืนให้เอ็ดเวิร์ดกับพวกโผล่แต่ตอนกลางคืนหนังก็คงจะขาดสีสัน บรรยากาศดีๆ หมอกลงงามๆ ใน ตอนกลางวันไปเยอะเลยล่ะ

ชอบครับ บอกได้เลยว่าชอบ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะชอบเหมือนผมเมื่อไรกัน อันนี้ต้องลองไปพิสูจน์ดูเองนะครับ ผมน่ะชอบเรื่องราวหวานๆ ชวนฝันกึ่งแฟนตาซีแบบนี้อยู่แล้วเลยชอบได้ไม่ยาก หลายคนบอกผู้หญิงน่าจะชอบเรื่องนี้มากกว่าผู้ชายก็อาจจริงล่ะครับ เพราะมันออกแนวโรแมนซ์น่ะ ไม่ได้เน้นแอ็กชัน สืบสวนตามปมแต่อย่างใด ก็อยู่ที่คุณล่ะนะครับ ลองพิจารณาดูว่าตัวเองจะโอเคกับแนวนี้แค่ไหน ถ้าอยากลองผมว่าก็น่าลองล่ะครับ ดูได้เรื่อยๆ สนุกไม่เลว ยิ่งคนชอบแวมไพร์ก็น่าจะสนุกกับมุมมองแวมไพร์มุมใหม่ที่ว่าด้วยความรักเป็นหลัก

หนังโกยเงินไปขนาดนี้ มีภาคต่อแน่นอนครับ ผมก็อยากดูนะ ท่าทางจะมันส์เพราะมันทิ้งปมต่อเรื่องไว้แล้ว ก็รอดูกันต่อไปครับ คาดว่าน่าจะสนุกน่ะ

แม้หนังจะว่าด้วยเรื่องแวมไพร์เต็มไปด้วยแฟนตาซี แต่สาระดีๆ ก็มีใช่น้อยนะครับ มันทำให้เราใคร่ครวญถึงตนเองได้เหมือนกัน… ดูแวมไพร์สิครับ สิ่งมีชีวิตกระหายเลือดยังรู้จักคุมตนเองได้ ก็เหมือนเป็นการเตือนสติให้คนดูอย่างเราๆ (โดยเฉพาะน้องๆ วัยรุ่นทั้งหลาย) รู้จักฝึกฝนให้ตนมีสติ ใจเย็นและสุขุมรอบคอบ เพราะลักษณะสุขุมแบบนี้เป็นแล้วเท่ห์นะครับ คุณจะดูดีไม่ว่าจะในสายตาเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะคุณเป็นคนมีวุฒิภาวะ รู้จักอะไรควรไม่ควร รู้จักระงับโทสะ โมหะ หรือความกระหายบางประการของตัวเราได้

โลกเราที่วุ่นวาย เด็กมากมายที่แว้นท์กันก็มีสาเหตุหนึ่งมาจากการลืมที่จะใช้สติ ลืมคุมความกระหายบางประการในตัวเรานั่นเอง

อย่าครับ อย่ากลายเป็นคนขาดสติ อย่ากลายเป็นคนจอมโทสะเจ้าอารมณ์

ผมมองว่าแนวคิดเกี่ยวกับแวมไพร์เจริญเติบโตไปพร้อมๆ กับยุคสมัยและความคิดอ่านของคน… สมัยก่อนตอนที่แวมไพร์ปรากฏตัวใหม่ๆ ไม่ว่าจะในนิยายหรือโลกภาพยนตร์ แวมไพร์และแดร็กคูล่าถูกตีความว่าเป็นเสมือนการ “ปลดปล่อย” ความกระหายและตัณหาของมนุษย์ เหมือนเวลาเราโมโหแล้วก็ไป “ปลดปล่อย” โทสะด้วยการเตะเก้าอี้ ถีบต้นไม้อะไรเป็นต้น

ตัวละครแวมไพร์จึงเป็นเหมือนมุมหนึ่ง หลืบเร้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของมนุษย์ เป็นมุมที่คนหลายคนอยากเป็นแต่เป็นไม่ได้

ดูความสามารถของแวมไพร์สิครับ… มีเสน่ห์ล่อลวงเพศตรงข้ามได้ ซ้ำยังแปลงกายเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ ได้สารพัด เข้าไปห้องนอนผู้หญิงสวยก็ได้… จินตนาการเหล่านี้หลายคนชื่นชอบและหลงใหล เพราะมัน “ปลดปล่อย” ด้านมืดในใจเราออกมา มันมีหน้าที่ทำสิ่งต่างๆ ที่เราทำไม่ได้แทนเรา

แวมไพร์จึงเป็นเหมือนตัวแทนกิเลสตัณหาและอาจจะความถึงราคะของมนุษย์…

แต่ลองสังเกตสิครับ ระยะหลังๆ แวมไพร์เริ่มเป็นอะไรที่มากกว่าปีศาจดูดเลือดยามราตรี… มันเริ่มมีสติ

สมัยก่อนถ้าพูดถึงแวมไพร์ มันจะเป็นตัวแทนของความชั่วเลยครับ เพราะใครโดนกัดเป็นผีดูดเลือดเมื่อใด ก็จะกลายเป็นอีกคนไปเลย จากคนดีใจงามก็กลายเป็นผีร้ายโหดเหี้ยม ฆ่าไม่เลือกทั้งญาติและคนรัก

แต่ระยะหลังๆ เราเริ่มเห็นแวมไพร์ชั่วน้อยลง แต่คุมตัวเองได้มากขึ้น ดั่งในซีรี่ส์ Buffy: The Vampire Slayer ที่มีตัวละครอย่างแองเจิ้ล พระเอกแวมไพร์ที่มีหัวใจและมีสติ (แม้สตินั้นจะได้มากเพราะคำสาปก็ตาม) ก็ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า แวมไพร์เริ่มจะคุมตนเองได้ ด้วยวิธีการต่างๆ ตามแต่คนเขียนบทจะกำหนดมา แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งมันก็เข้าได้กับการศึกษาทางจิตวิทยาที่พยายามสอนให้คนรู้จักคุมโทสะ พัฒนา EQ เสริมความฉลาดเหมาะสมทางอารมณ์อยู่เหมือนกัน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมยิ้มได้เหมือนกัน เพราะทั้งคนเขียนบทหนังทั้งคนเขียนนิยายก็เริ่มพัฒนาตัวตน “แวมไพร์” ให้กลายเป็นพระเอก แม้สัญชาตญาณดิบจะยังไม่ไปไหนก็ตาม แต่พวกเขาก็เริ่มมีพัฒนาการควบคุมมันได้ทีละน้อยๆ

มันทำให้ผมคิดนะ… ถ้าแวมไพร์ยังคุมได้ ทำไมมนุษย์เดินดินจะคุมไม่ได้

เหมือนสมการผกผันครับ สมัยก่อนคนอยู่ในกฎอันมากมาย โดนจำกัดจนต้องปลดปล่อยออกมาทางหนังและนิยาย แต่ระยะหลังๆ เมื่อโลกเปิดกว้าง คนเริ่มมีอิสระมากขึ้น ทำอะไรได้อย่างใจมากขึ้น หนังกับนิยายก็เริ่มบอกกับคนดู ให้อย่าเริงร่ากับอิสระนั้นจนทำให้ใครต้องเดือดร้อน ต้องรู้จักบริหารจัดการอิสระที่ได้มาอย่างพอเหมาะพอดี ใช้มันในทางก่อประโยชน์ มิใช่ใช้มันตามอำเภอใจ

ดังนั้นที่เขามักว่ากันว่านักเขียนและนักทำหนังคือนักคิดกลุ่มหนึ่ง… ผมว่าจริงนะ คิดที่ว่าไม่ใช่แค่คิดๆๆ ทำๆๆๆ โกยเงินๆๆๆ แต่ยังรู้จักคิดปรับเรื่องราวในผลงานของพวกเขาให้มีอะไรดีๆ ตอบแทนสู่คนอ่านด้วย … แต่ก็อยู่ที่คนอ่านกับคนดูหนังน่ะแหละครับ ว่าจะตักตวงสาระดีได้แค่ไหน

ทุกวันนี้ แวมไพร์ยังคงเป็น “ตัวแทนแห่งการปลดปล่อยด้านกิเลสตัณหาราคะของมนุษย์” มันไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน ธรรมชาติของมัน สัญชาตญาณของมันยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย เหมือนเกลือที่รักษาความเค็มเสมอ … แต่ “ตัวแทน” ที่ว่านี้ก็เริ่มปรับปรุงตนให้เขาสมัย เริ่มปรับตัวให้เดินไปบนวงโคจรของโลกได้ แทนที่จะปล่อยด้านมืดของมันแบบเต็มที่ ก็มีการใช้สติและความคิดดีๆ ไปควบคุมด้านมืดเอาไว้ เริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติ…

นับวันถ้าดูในโลกภาพยนตร์และโลกนิยายคุณจะพบ “แวมไพร์” มีหัวคิดเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ…

น่าลองหันมามองโลกแห่งความจริงนะครับ ว่า “มนุษย์” เราล่ะ… ตอนนี้เป็นอย่างไร ไปถึงไหนกันแล้ว

“แวมไพร์” ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีความดีเพิ่ม ความกระหายด้านร้ายลดลงไปบ้าง… แล้ว “มนุษย์” อย่างเราๆ จะน้อยหน้าได้อย่างไร… ว่าไหมครับ

1228278834

สำหรับ Twilight ถือเป็นหนังที่ทำได้ไม่เลวครับ โรแมนติกพอประมาณ (ถือว่ามากแล้วสำหรับหนังอเมริกาน่ะครับ มันไม่ลึกซึ้งเรียกน้ำตาได้เท่าเกาหลีหรือญี่ปุ่นหรอก) ดูสนุกและยังสร้างเรื่องราวของแวมไพร์ขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ ไหนจะบรรยากาศในเรื่อง และดนตรีดีๆ ของ Carter Burwell เจ้านี้ผมก็ชอบมาตั้งแต่หนัง Conspiracy Theory แล้ว ทำนองเขาจะไม่เหมือนใคร สนุกได้ วัยรุ่นด้วย แต่ก็ไม่เลอะเทอะครับ

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกถ้าหนังเรื่องนี้จะแน่นไปด้วยความเป็นหนังสำหรับผู้หญิง เพราะนอกจากคนเขียนนิยายจะเป็นผู้หญิงแล้ว คนดัดแปลงบทภาพยนตร์ก็คือ Melissa Rosenberg ผู้ผ่านงานอย่าง Step Up มาก่อน แล้วคนกำกับก็คือ Catherine Hardwicke ผู้กำกับหญิงที่ผ่านงานหนังหนักหน่วงมาเยอะ ตั้งแต่ Thirteen, Lords of Dogtown และ The Nativity Story แม้หนังเรื่องนี้จะไม่ใช่งานที่ดีที่สุด แต่ก็ถือได้ว่าเป็นงานตลาดที่ทำออกมาได้สนุกครับ แต่อย่าเอาไปเทียบกับนิยายเลยนะครับ ความลึกซึ้งย่อมต่างระดับกันอยู่แล้วล่ะ

ลองว่าหนังได้สามหญิงฝีมือดีมาแท็กทีมกันแบบนี้ หากหนังจะเหมาะกับสาวๆ มากกว่าหนุ่มๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด

อย่างไรก็ดี เมื่อดูหนังเรื่องนี้แล้ว หนุ่มสาวทั้งหลายครับ การมีความรักนั้นเป็นสิ่งสวยงาม ผมอยากให้ลองดูเอ็ดเวิร์ดกับเบลลาให้ดีนะครับ ทั้งสองรักกันปานจะกลืนกิน (จะกินจริงๆ ครับ อิอิ ) การแสดงออกหลายอย่างอาจดูเป็นตะวันตก แต่หลายอย่างก็อยู่บนความเหมาะสมอย่างตอนที่เอ็ดเวิร์ดเกือบจะเลยเถิดกับเบลลา (อ้ะๆๆ มีสปอยล์หน่อยนะครับ ข้ามไปอ่านดาวเลยก็ได้) เขาก็รีบผลักตนเองออกมา ก่อนจะตั้งสติ แล้วดูฉากต่อมาสิครับ… เขาอยู่ในห้องเดียวกันและนอนคุยกัน โดยไม่ต้องโรมรันพันตูแต่อย่างใด

นี่เป็นอีกอย่างที่ผมชอบนะครับ เราจะเห็นพระนางนอนคุยกัน มากกว่าจะเห็นนอนกอดซุกไซร้ (ผมไม่รู้ในนิยายเป็นอย่างไรนะครับ แต่ว่าเฉพาะของหนัง) ผมเลยไม่แปลกใจอีกเช่นกันว่าทำไมสองคนถึงดูรักกันดี… เพราะเขาไม่ได้หลงเฉพาะรูปกายภายนอกเท่านั้น โอเคครับ ตอนแรกอาจหลงด้วยความหล่อความสวยและเสน่ห์แบบแวมไพร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อพวกเขาก้าวข้ามช่วงหลงไปได้ ทั้งสองก็รู้จักกันมากขึ้นผ่านทางคำพูด รู้จักตัวตนของอีกคนผ่านทางการสนทนา… น่ารักดีออกนะครับ

การแสดงความรักความเข้าใจหาใช่ต้องแสดงออกผ่านเรื่องทางกายเท่านั้นไม่… จริงๆ แล้วการแสดงออกทางกายและเพศนั้นไม่ได้ทำให้ความรักยั่งยืนหรอกครับ ต้องคุยกันสิ ทำความเข้าใจตัวตนของกันและกันสิ ถึงจะสร้างรากฐานรักให้มั่นคงยาวนาน นานน๊านนาน

นอกจากนี้ฉากเต้นรำก็ยังสื่ออะไรดีๆ ในตัวเอ็ดเวิร์ดได้เหมือนกัน… เขาไม่ยอมให้เบลลาต้องเป็นแบบเดียวกับเขา แม้เบลลาจะยินยอมพร้อมใจ แบบนี้สิครับรักแบบสุภาพบุรุษ … คุณผู้ชายครับ เมื่อเรารักผู้หญิงสักคน และเธอตอบตกลงรับรักเรา ย่อมแสดงว่าเธอได้ให้เกียรติอันแสนมีค่ามากที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมอบให้กับผู้ชายอีกคนหนึ่งได้… เราควรถนอมเกียรตินั้นให้ดีนะครับ เราต้องให้เกียรตินั้นตอบกลับเธอไปด้วย นอกจากเราต้องดูแลเธอแล้ว เรายังต้องคิดถึงคนรักให้ดี คิดล่วงหน้าไปด้วยว่าการกระทำใดๆ ของเราจะส่งผลเสียต่อเธอหรือไม่

อย่างการที่เบลลาขอให้เอ็ดเวิร์ด กัดเธอ เธอจะได้เป็นแบบเขาและอยู่ด้วยกันตลอดไป.. แต่เอ็ดเวิร์ดปฏิเสธ เพราะเขารู้ว่าการเป็นแวมไพร์ไม่ใช่ความสุขเลย มันทรมานกว่าที่เบลลาคิด แม้เขาจะอยากอยู่กับเธอตลอดไปแค่ไหน แต่การที่จะให้อารมณ์ชั่ววูบมาครอบงำเช่นนี้เขาทำไม่ได้… นี่แหละครับอีกหนึ่งสิ่งที่คู่รักควรตระหนักไว้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสติเริ่มเลือนหาย อีกฝ่ายก็มีหน้าที่ดึงสติให้กลับมา เพื่อคุณทั้งคู่จะได้ไม่ตัดสินใจกระทำในสิ่งที่พวกคุณอาจเสียใจในวันข้างหน้า…

ดูแล้วเข้าใจให้ดี… รักให้ถูกทางนะครับ

ปล. อันนี้ขำส่วนตัวนะครับ ฉากที่เจมส์โดนพวกตระกูลคัลเลนรุมสหบาทานั้น ดูแล้วผมขำยังไงก็ไม่ทราบครับ เหมือนหนังตลกน่ะครับ ฉากข้างหน้าเอ็ดเวิร์ดกำลังเครียดเรื่องเบลลาว่าจะรอดหรือไม่ แต่ฉากหลังเป็นภาพพวกคัลเลนรุมกระทืบเจมส์ครับ … นึกแล้วฮาน่ะ เหมือน Scary Movie หรือพวกการ์ตูนญี่ปุ่นยังไงก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆๆๆ

1228279625

ได้เวลาสรุปซักที… ผมชอบครับ ไม่ได้มีหนังแวมไพร์ผสมรักแบบนี้ออกมาเท่าไร เรื่องนี้อาจไม่ใช่ดีที่สุด แต่ก็ดูเพลิน ไม่เครียดเกินไป ซ้ำยังได้อะไรนำมาคิดติดปลายนวมอีกมากมาย

ผมอยากดูภาคสองจัง… จริงๆ นะครับเนี่ย แต่ตอนนี้คงไปหานิยายมาอ่านก่อนดีกว่า…

ผมอยากให้ลองดูครับ ไปดูกับแฟนก็ได้ คิดซะว่าเป็นหนังรักเรื่องหนึ่งที่ผสมเอาเรื่องแวมไพร์ลงไป เป็นรสชาติใหม่ที่ไม่เลวครับ… แต่ไม่ต้องเชื่อผมมากก็ได้นะครับ เพราะผมรู้ตัวดีว่ามีอคติเชิงบวกค่อนข้างมากอยู่ครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements