รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Good Morning, Vietnam (1987) กู๊ด มอร์นิ่ง เวียดนาม

1371631502

ถือเป็นภาพยนตร์ฟีลกู๊ดรุ่นเก่าที่ชวนให้ยิ้มได้เสมอๆ ครับ แม้อายุหนังจะ 30 กว่าปีโดยประมาณผ่านมาแล้วก็ตาม

Robin Williams รับบทเอเดรียน โครเนอร์ ดีเจประจำกองทัพระดับยอดฝีมือที่จัดรายการได้สุดมันส์ สุดฮา สุดเพลิน จนได้รับเชิญให้มาจัดรายการที่สถานีวิทยุของกองทัพอเมริกันในเวียดนาม ด้วยลีลาสุดพริ้วของเขาก็ทำให้นายทหารทุกหมู่เหล่าพากันติดใจกันเป็นทิวแถว

แต่เอเดีรยนเขาก็เป็นศิลปินที่รักอิสระน่ะครับ หลายครั้งที่การจัดรายการของเขา แม้จะถูกใจคนฟังแต่ไม่สบอารมณ์ผู้ใหญ่ในกองทัพที่พยายามจะควบคุมทุกอย่างตั้งแต่ข่าวสารที่ต้องกรองก่อนทุกบททุกตอน มุขตลกบางมุขก็ห้ามเล่น แต่มีหรือที่เอเดรียนจะยอมใครง่ายๆ เขาเลยกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับผู้คุมกองอย่างจ่าคิดเกอร์สัน (J.T. Walsh)

นอกจากนี้เอเดรียนยังแอบสนใจสาวเวียดนามน่ารักอย่าง ตรินห์ (จินตหรา สุขพัฒน์) และผูกมิตรกับตวน (Tung Thanh Tran) น้องชายของตรินห์ด้วย โดยที่เขาไม่รู้เลยครับว่าการผูกสัมพันธ์กับชาวเวียดนามนั้นจะนำเหตุการณ์ชนิดใดมาสู่ชีวิตเขาบ้าง

ทีเด็ดของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การแสดงของ Williams ครับ สุดยอดมาก โดยเฉพาะยามที่จัดรายการนี่ทั้งฮาทั้งลื่นจนไม่แปลกใจเลยล่ะหากคนฟังจะติดใจกัน เพราะเขาร่ายได้สนุกมาก มีสาระด้วยนะครับ มุขตลกก็พอดี เสียดสีแบบขำๆ และกระตุ้นให้คนฟังใคร่ครวญวิเคราะห์ข่าวหรือเรื่องราวที่เขาอ่านด้วย ครั้นตอนอยู่นอกห้องส่ง Williams ก็ยังสวมวิญญาณหนุ่มอารมณ์ดีอันเป็นเครื่องหมายการค้าในสมัยนั้นของเขาได้อย่างน่าปรบมือ

หนังเรื่องนี้แค่ดูพี่แกแสดงก็คุ้มแล้วครับ คนเดียวเอาอยู่จริงๆ

ดาราสมทบรายอื่นก็เพิ่มสีสันได้ไม่น้อยเช่นกันครับ ไม่ว่าจะ Forest Whitaker ในบทเอ็ดเวิร์ด การ์ลิค นายทหารผิวดำแต่อุดมอารมณ์ขันที่คอยดูแลเอเดรียน, Robert Wuhl ในบทมาร์ตี้ ผู้จัดรายการที่ชอบลีลาของเอเดรียนเหมือนกัน, Tung Thanh Tran ก็ไปได้ดีกับบทตวนครับ ช่วงที่ต้องแสดงอารมณ์ถือว่าน่าพอใจจริงๆ และคุณจินตหรากับบทที่ถือว่าเป็นนางเอกของเรื่องก็ดูน่ารัก อ่อนหวาน มีเสน่ห์แบบสาวชาวบ้านนิสัยดีจริงๆ ครับ และยังดูเหมาะกับบทชาวเวียดนามอีกด้วย และอีกคนที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ Cu Ba Nguyen ในบทจิมมี่ หวา เจ้าของบาร์ที่ขโมยซีนได้ทุกรอบตอนปรากฏตัว

1372822031

อย่างที่บอกครับว่าหนังมันชวนใฟ้ฟีลกู๊ด แต่จะเป็นฟีลกู๊ดสมัยเก่าครับ การเดินเรื่องและลีลาลูกเล่นอาจไม่หวือหวาอะไรเท่าสมัยนี้ จุดขายสำคัญคืออารมณ์ขันไร้ขีดจำกัดของ Williams ด้านเนื้อหาก็ไม่ถึงกับลึกซึ้งมาก เพียงแค่บอกเล่ากล่าวถึงในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ลงลึกมากมายในเรื่องของอารมณ์ เพราะจริงๆ แล้วประเด็นในเรื่องมันจะมีการกล่าวถึง (กึ่งวิพากษ์) บทบาทของทหารอเมริกันในเวียดนาม

ในฟากอเมริกันนั้นก็พร่ำบอกว่าพวกเขามาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับเวียดนาม แต่ในความจริงแล้ว ทหารบางนายก็เอาแต่มั่วผู้หญิง ก๊งเหล้า ทำอะไรไม่งามกับสาวเวียดนาม เช่นทำเขาท้องแล้วก็จากไป แม้แต่สถานีวิทยุที่เอเดรียนทำงานก็ยังเอาแต่เสนอข่าวประเภท “ข่าวกรอง” ครับ ไม่ใช่กรองให้ชัดนะครับ แต่เป็นกรองเอาความจริงบางประการออกไป ออกแนวโฆษณาชวนเชื่อ ปิดหูปิดตาและพยายามควบคุมหลายๆ สิ่ง ซึ่งเอเดรียนเองก็ทนไม่ได้กับสิ่งเหล่านี้่ครับ และนั่นก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขากับเบื้องบนต้องมีปัญหากันร่ำไป

แต่สำหรับชาวเวียดนามแล้วที่ไม่ต้อนรับอเมริกันก็มีไม่น้อย ถึงขั้นมีขบวนการต่อต้าน เพราะในมุมของพวกเขาแล้ว นี่คือชาติเขาเมืองเขา ดังนั้นมันจึงไม่ใช่อะไรที่เหมาะควรเลยที่จะให้ชาติอื่นมาบงการ คือถ้าจะพาช่วยมาให้คำแนะนำมันก็เรื่องหนึ่งครับ แต่พอชาติอเมริกันออกแนวควบคุม ชวนเชื่อแบบนี้เลยมีคนอีกกลุ่มที่รู้สึกไม่ถูกต้องกับเรื่องนี้ ไหนจะผลงานด้านลบที่ทหารอเมริกันทำไว้กับคนเวียดนามอีก ไปๆ มาๆ ความแค้นและความขัดแย้งที่สะสมก็ค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น

เป็นหนังที่ตั้งคำถามที่น่าคิดครับ ว่าการไปเวียดนามของเหล่าทหารอเมริกันนั้นส่งผลชนิดใด ในทิศทางใดกันแน่ ซึ่งทุกวันนี้เมื่อเวลาผ่านมาเราก็ได้ข้อมูลในเรื่องพวกนี้กันมากขึ้นแล้วน่ะนะครับ ว่าผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้มันลงเอยเช่นไร

ผมชอบนายเอเดรียนนะครับ จริงๆ พี่แกก็ไม่ได้เป็นพระเอกที่มีความดีทุกประการทุกกระเบียด ก็มีมุมหลีสาวและใช้อารมณ์บ้าง แต่เขาก็ยืนหยัดทำอะไรที่มันถูก ที่มันเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ใครทำอะไรที่ดีเขาก็ชื่นชม แต่หากใครทำอะไรที่ก่อความเดือดร้อนเขาก็พร้อมจะแสดงความเห็นออกไปตรงๆ

1372822080

ในแง่หนึ่งหนังเรื่องนี้ก็มีแก่นว่าด้วยหนุ่มอารมณ์ดีคนหนึ่งไปพบไปเห็นความจริงในเวียดนามว่าที่นั่นมันเกิดอะไรขึ้น มันไม่ได้มีแต่ข่าวดีข่าวรื่นหูแบบที่ชาวอเมริกันได้รับฟัง แต่มันมีความขัดแย้งเกิดขึ้น มันมีช่องว่างและความไม่เข้าใจเกิดขึ้นจริงๆ และการเอาแต่ปิดข่าวแบบที่กองทัพทำก็เหมือนพยายามหลีกลี้หนีจากความจริงนั่นแหละครับ

หากเราไม่มองความจริงให้ชัดกระจ่าง ย่อมยากที่เราจะค้นหาทางออกได้

กระนั้นหนังก็ยังสร้างความรู้สึกดีๆ ได้ครับด้วยการที่เอเดรียนพยายามสายสัมพันธ์อันดีกับชาวบ้าน หรือการที่เอเดรียนไปสร้างเสียงหัวเราะให้เหล่าทหารก่อนเดินทางไกล ผมชอบฉากนี้ครับ ดูแล้วออกจะเห็นใจทหารทั้งหลายที่ต้องไปลงสนามรบ (อันเนื่องมาจากคำสั่งของเบื้องบน) เหมือนกัน เพราะพวกเขาหลายคนก็ไม่ได้อยากมาหรอกครับ พวกเขาก็อยากใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป อยู่กับครอบครัว อยู่กับคนรัก ยิ่งเรารู้ผลลัพธ์แห่งสงครามว่าในที่สุดแล้วก็ลงเอยแต่ความสูญเสีย ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้แล้วก็ยิ่งเห็นใจทุกฝ่ายครับ

ก็เป็นหนังตลกยุคเก่าที่ดูแล้วก็ได้ความรู้สึกดีๆ ผสมกับความจริงบางประการที่ชวนให้ไตร่ตรอง โดยเฉพาะเรื่องสงครามและการสร้างความร้าวฉานซึ่งกันและกัน ได้แต่หวังครับว่ามนุษย์สมัยนี้จะมีการเรียนรู้พัฒนา แบบที่จะช่วยนำพาโลกให้ห่างไกลจากเรื่องเหล่านั้นได้ ว่าง่ายๆ คือไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยอีกนั่นแหละครับ

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

la-1532033064-jpudicjpuf-snap-image

โฆษณา