Action

Priest (2011) นักบุญปีศาจ

1307949965

การกลับมาร่วมงานกันเป็นคำรบ 2 ของ Paul Bettany และผู้กำกับ Scott Charles Stewart ที่รอบก่อนแปะมือกันทำหนังสงครามเทวดา Legion ซึ่งผลลัพธ์ก็กลางๆ ดูได้แบบไม่ผิดหวัง

สำหรับ Priest นี้ตัวพล็อตหนังก็ออกจะคล้ายกับ Judge Dredd ผสมกับ Blade Runner โดยมีตัวร้ายเป็นแวมไพร์นั่นแหละครับ และ Priest คือกลุ่มนักรบที่มีหน้าที่ปกป้องมวลมนุษย์ให้พ้นจากพวกแวมไพร์

และเมื่อสงครามระหว่างคนกับแวมไพร์จบลง พวก Priest ก็หมดหน้าที่ และทางศาสนจักรก็ออกมาประกาศว่าแวมไพร์ได้พ่ายแพ้ไปจนหมดสิ้น แต่คงเดาได้นะครับ ว่ามันยังไม่หมดหรอก และล่าสุดมันก็บุกไปจับตัว ลูซี่ (Lily Collins) หลานสาวของนักบวชมือปราบระดับตำนาน ผู้ไร้นาม (Paul Bettany)

ทันทีที่เขาทราบข่าวก็รีบขออนุญาตเหล่าผู้นำศาสนจักรเพื่อออกไปช่วยเหลือและตามฆ่าพวกแวมไพร์ แต่ก็โดนปฏิเสธ จนหลวงพี่ต้องออกโรงลุยเดี่ยวไปช่วยหลานและกวาดล้างแวมไพร์อีกครั้ง

ตัวหนังจัดว่าดูเพลิน แม้เรื่องจะเดาได้ ซึ่งผู้กำกับ Stewart ก็สามารถใส่ฉากบู๊กับความระทึกมาดึงความสนใจอยู่เรื่อยๆ แล้วพี่ Paul แกก็ยังนำแสดงได้ดีอีกด้วยครับ ถือเป็นคาแรคเตอร์ที่ดู “มีอะไร” มากกว่าสมัยเล่นใน Legion ที่เรื่องนั้นแกจะออกแนวเทพไร้ใจที่มาเพื่อบู๊อย่างเดียว แต่กับเรื่องนี้ เขามีมาด มีจังหวะแห่งการเท่ห์เยอะขึ้นครับ อย่างก่อนจะออกโรงสู้นี่ก็จะมีการภาวนาบ้าง อ่านบทสวดบ้าง พูดกวนๆ บ้าง ไหนจะอาวุธสารพัดชนิดทั้งลับทั้งแจ้ง ก็ทำให้คนดูเชื่อได้ไม่ยากเลยว่า หลวงพี่เป็นมือปราบระดับตำนานจริงๆ

ถ้าว่ากันที่ตัวคาแรคเตอร์หลัก ถือว่าทำได้ไม่เลวครับ

งานด้านโปรดักชั่นก็ดูล้ำใช้ได้ ทั้งในและนอกเมืองเลย ได้อารมณ์ Blade Runner ผสม Mad Max ดีครับ ดาราสมทบก็เข้าท่า ที่ผมชอบมากหน่อยก็ Karl Urban กับบทวายร้ายแบล็คแฮท พี่แกดูเลือดเย็นกำลังเหมาะเลยล่ะครับ แต่ติดใจนิดหน่อยตอนบู๊ช่วงท้ายที่พี่ท่านฉะกับหลวงพี่ไม่ค่อยสะใจเท่าไร

หนังยังมาพร้อมประเด็นรอง (ที่แสนคุ้นเคย) อย่างปมเกี่ยวกับการพยายามคุมทุกอย่างของศาสนจักร ที่แม้จะมีตำแหน่งเป็นตัวแทนพระเจ้า แต่กลับตั้งท่าจะเป็นพระเจ้าซะเอง หรือตัวร้ายอย่างแบล็คแฮทก็ยังมีเหตุผลในการเป็นตัวร้าย ประมาณหันมาศรัทธาในจอมแวมไพร์ที่มอบความเป็นอมตะให้ ในขณะที่พระเจ้าไม่เคยให้โอกาสแบบนี้เลย เหล่านี้แหละครับ ปมแสนคุ้นเคยที่เราเจอบ่อยมากในหนังที่มีประเด็นเกี่ยวกับศาสนา

แต่ก็เป็นการกล่าวเกริ่นเปิดปมไว้อย่างนั้นล่ะครับ ในหนังก็ไม่ได้สานต่อให้ชวนคิดไปมากกว่านั้น (ก็มองในแง่ที่ว่า คนทำตั้งใจให้คนดูเอาไปคิดต่อเอง อะไรทำนองนั้น )

ถ้าถามว่า Priest กับ Legion อันไหนดีกว่ากัน ก็คงต้องขอตอบว่า “ใกล้เคียงกัน” เพราะมันมีดีมีด้อยไปคนละอย่างครับ แต่พอหักกลับลบแล้วก็รู้สึกว่ามันก็พอๆ กันน่ะแหละ

Priest นั้นถือว่าเด่นกว่า Legion ตรงคาแรคเตอร์หลักที่มีมิติมากขึ้น ลูกเล่นในการต่อสู้เยอะขึ้น (พวกอาวุธลับทั้งหลายน่ะครับ ถือว่าเยอะขึ้นนิดนึง) แล้วก็จังหวะการเดินเรื่องที่เปิดปมต่อเรื่องได้ค่อนข้างเร็ว จนทำให้คนดูพอจะมองข้ามจุดบอดไปได้บ้าง และงานด้าน Effect กับโปรดักชั่น พวกภาพเมืองหรือภาพแดนกลางทะเลทรายจัดว่าเข้าท่า

ทว่าจุดอ่อนคือ หนังยังแน่นกว่านี้ได้อีกเยอะครับ พวกปมต่างๆ หรือมิติตัวละครรายอื่นๆ นอกจากตัวเอก ยังไม่ค่อยมากเท่าไร ไม่เหมือนใน Legion ที่เหล่าตัวละครมีปมในใจให้คนดูเก็บไปคิดบ้าง ทำให้นอกจากตัวหลวงพี่มือปราบและแบล็คแฮทแล้ว ตัวสมทบเจ้าอื่นๆ จะไม่เด่นเท่าที่ควร

และจุดอ่อนที่ตกที่นั่งเดียวกับ Legion เลยก็คือ

ตัวร้ายเจ๋ง แต่ตอนตีกันช่วงไคลแม็กซ์กลับยังไม่เต็มอารมณ์ อันนี้เสียดายนิดๆ เพราะหลวงพี่น่ะลูกเล่นดี กำลังเหมาะ ส่วนแบล็คแฮทก็เก๋า ดูเก่ง แต่ด้านลูกเล่นหรือวรยุุทธ์กลับไม่ค่อยพิสดารเท่าไร

พล็อตรองที่น่าสนใจ ก็ปล่อยให้มันหายไปดื้อๆ พวกปมเกี่ยวกับคนของพระเจ้าและคนนอกรีต (แวมไพร์), การปิดหูปิดตาของเหล่าผู้นำ, การถูกลดชั้นอย่างไม่เป็นธรรมของพวก Priest หลังโดนปลดประจำการณ์ (สะท้อนถึงการถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือ มากกว่าจะเป็นนักรบผู้มีคุณค่า เป็นมนุษย์ผู้เสียสละ ซึ่งมีชะตากรรมคล้ายนักรบเทมปลาร์อย่างยิ่ง ซึ่งถ้าจุดนี้เล่นดีๆ นะครับ การเสียสละของเหล่าหลวงพี่ในเรื่องจะน่าสะเทือนใจขึ้นอีกเยอะ เพราะพวกเขายอมทำดีแม้ตัวจะตายและแม้จะไร้ซึ่งคำชมใดๆ) , แรงดลใจให้เปลี่ยนความศรัทธาของแบล็คแฮท เป็นต้น

ก็ถือเป็นก้าวต่อมาที่มีทั้งเข้าท่าและถอยหลังครับ แต่โดยรวมแล้วหนังก็ถือว่าดูได้พอเพลินครับ

สองดาว ประมาณนั้นครับ

Star21

(6/10)

Advertisements