รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Night of the Living Dead (1968)

MV5BMjRjZjE3OGUtYzIyYy00NGRkLTliYTUtYmI1ZjQ3YmZjYTZiXkEyXkFqcGdeQXVyMTQxNzMzNDI@._V1_SY1000_SX656_AL_

บอกไว้ก่อนนะครับว่าบทความนี้มีสปอยล์เจือปนอยู่ ถ้าไม่อยากทราบก็พึงระวังไว้หรือไม่ก็ข้ามไปอ่านดาวสรุปความเห็นเลยครับ

นี่คือหนังชุดเจ้าตำรับที่ปลุกกระแสผีดิบหน้าซีดที่ชอบสวาปามเนื้อคนเป็นเมนูหลัก จนทำให้ผู้ชมสยองพองขนไปทั่วเมื่อได้ยินนามของมัน … ซอมบี้ (Zombie)

คอหนังแนวสยองขวัญสั่นประสาท (Horror Film) คงไม่มีใครไม่รู้จักปีศาจที่ถูกเรียกว่าซอมบี้เหล่านี้หรอกจริงไหมครับ (ต้องเรียกลักษณะนามเป็น “เหล่า” เพราะมันไม่เคยมาเดี่ยวซักที!)

ยุคหลังๆ มีหนังเกี่ยวกับซอมบี้ผีลืมหลุมออกมาเพียบ แม้แต่ในวงการเกมส์ก็ยังมีซอมบี้ไม่ซ้ำหน้า (หรือจะซ้ำก็ไม่ทราบ จำหน้าไม่ได้หรอก) พากันไปร่วมแสดงอย่าง Bio Hazard หรือ Resident Evil ขนาดเพลงยังมีคำนี้เป็นเนื้อเลย ทำให้เห็นล่ะครับ ว่าซอมบี้ขึ้นหิ้งเป็นปีศาจคลาสสิก ระดับเดียวกับ แดร็กคูล่า, แฟรงเกนสไตน์ หรือ มนุษย์หมาป่า รวมถึงกระทบไหล่เฮียเฟรดดี้กับพี่เจสัน ได้สบายแฮ ประมาณว่าพูดปุ๊บเก็ตปั๊บว่ามันคือตัวอะไร

และถ้าว่ากันถึงระดับความหน้าด้านหน้าทน ไม่ยอมตายก็ถือว่าไม่แพ้ใคร ซ้ำเรื่องความสามัคคีต้องยกนิ้วให้แบบไม่มีใครสู้ได้ มากันทีก็หมดหวังได้เลย รอดยาก แม้มันจะเดินช้าๆ แต่มาทีละเป็นร้อย หากพลาดท่าโดนมันกัด ถ้าไม่ถูกรุมทึ้งฉีกร่างต่อก็ต้องกลายเป็นพวกมันอีก แล้วเหยื่อจะหนีไปไหนได้ล่ะครับ ขืนไปเจอตรงปากซอยหน้าบ้านแล้วไม่มีที่ถอย ก็กลั้นใจตายเถอะครับ ไปสบายกว่าโดนมันจู่โจมเยอะ

ว่ากันตามต้นตำนาน (ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง) แล้ว ซอมบี้ คือศพที่ถูกหมอผีวูดูผู้ทรงอำนาจปลุกชีพขึ้นมา เพื่อทำงานเป็นข้าทาสรับใช้ ตั้งแต่รับใช้ในบ้านไปจนถึงรับคำสั่งไปฆ่าศัตรูให้สิ้นชีพ สำหรับในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์หากพลิกค้นดีๆ จะพบว่ามีหนังหลายเรื่องที่กล่าวถึงซอมบี้ก่อนหน้าหนังชุด The Living Dead ซึ่งหนังเรื่องแรกที่ได้ชื่อว่าเอาซอมบี้มาขึ้นจอ คือ White Zombie (1932) ที่ได้ Bela Lugosi ผู้รับบทแดร็กคูล่าคนแรกบนแผ่นฟิล์มมาสวมบทหมอผีที่ปลุกศพให้คืนชีพได้และใช้มันในทางชั่วร้าย

แต่หนังในระยะแรกๆ นั้นซอมบี้ยังไม่มีพิษสงอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ซอมบี้ยุคเก่าจะอิงตามตำนานนั่นคือเป็นเพียงศพที่เดินอย่างช้าๆ อาจฆ่าคนแต่ก็ไม่โหดเหี้ยมขนาดฉีกแขนขาให้ขาดกระจุย และไม่ได้นิยมฉีกเนื้อคนรับประทานเป็นนิจ ส่วนมากจะฆ่าอย่างเดียว

จุดเปลี่ยนที่ถือได้ว่าเป็นทั้งการปฏิวัติและเป็นหลักหมุดกำหนดมาตรฐานใหม่ของซอมบี้คือการมาของ Night of the Living Dead (1968) ที่สร้างสรรค์ได้อย่างเสียวไส้โดยชายชื่อ George A. Romero และมือเขียนบท John A. Russo

Night of the Living Dead Wallpaper 02b

Night คือ ต้นตำนานรูปแบบซอมบี้ที่เราคุ้นกัน ซึ่งแรกเริ่มเดิมที Romero ไม่ได้ระบุว่าปีศาจในเรื่องคือ ซอมบี้ เขาเพียงหยิบเอาลักษณะของผีพันธุ์ดุทั้งหลายมารวมกัน อันได้แก่ ความกระหายหิวที่ต้องบริโภคเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตอื่นมาประทังชีพ อันเป็นเอกลักษณ์ของผีดูดเลือด (Vampires) ตามด้วยการที่มันเป็นศพซึ่งฟื้นจากความตาย เดินได้อย่างช้าๆ อันนี้คือสัญลักษณ์ของซอมบี้ขนานแท้ อีกทั้งยังมีลักษณะชอบเขมือบ บริโภคเหยื่อด้วยการกัดแทะ แบบที่ปีศาจเขมือบศพ (Ghouls) ชอบทำ

อันที่จริง Romero เรียกเจ้าปีศาจนี้ว่า Ghouls ด้วยซ้ำเนื่องจากเลือกไม่ถูกว่าจะเรียกเป็นซอมบี้ดีหรือเปล่า เพราะปกติซอมบี้จะไม่แทะไม่กัดกิน แต่ Ghouls ต่างหากที่มีพฤติกรรมการแทะกินศพ แต่ผู้ชมและนักวิจารณ์พากันขนานนามว่ามันคือซอมบี้ เขาก็เลยพิจารณาไอ้ตัวร้ายนี่ใหม่ จนยอมเรียกว่ามันเป็นซอมบี้ในที่สุด

เชื่อไหมครับว่าก่อนที่ Night จะกลายเป็นหนังสยองสุดคลาสสิกตลอดกาล มันเคยเกือบจะเป็นหนังตลก เพราะบทแรกเริ่มที่ Romero และ Russo ร่วมกันร่างมีชื่อว่า Monster Flick ที่มีพล็อตว่าด้วยเอเลี่ยนจากต่างดาวมายังโลก แล้วก็เจอกับวัยรุ่นหนุ่ม ทั้งสองเลยเป็นเพื่อนรักต่างมิติกัน ซึ่งตอนแรก Romero และ Russo ก็คิดว่าบทสนุกดี แต่พออ่านไปกลับรู้สึกว่ามันเกร่อๆ แปร่งๆ ยังไงก็ไม่รู้ เลยจัดการเปลี่ยนเป็นบทร่างที่สอง

บทร่างที่สองนี้ว่าด้วยเด็กหนุ่มคนหนึ่งต้องหนีตายสุดชีวิตจากฟาร์มของเขา เมื่อพบว่ามีมนุษย์ต่างดาวมาทำให้ศพคืนชีพ แต่จนแล้วจนรอดบทก็ไม่โดนใจคนทำอยู่ดี Romero คิดเสมอว่างานมันต้องออกมาเยี่ยมกว่านี้ เพราะนี่คืองานชิ้นแรกในชีวิตการเป็นคนทำหนัง เขาเลยอยากให้มันเป็นที่จดจำและแจ้งเกิดได้เต็มที่ที่สุด

จนกระทั่งในปี 1967 Romero ตัดสินใจเก็บตัวเพื่อจะสร้างผลงานที่สมบูรณ์เสียที ระหว่างนั้นก็ลองคิดจนได้แรงบันดาลใจจากนิยาย I Am Legend ของ Richard Matheson (เรื่องเดียวกับที่ Will Smith แสดงนำ) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายคนหนึ่งผู้ต้องต่อสู้กับชาวโลกที่เหลือซึ่งติดเชื้อโรคร้ายกลายเป็นสิ่งมีชีวิตกระหายเลือด

Romero ผูกเรื่องใหม่โดยใช้เวลาเพียงสามวัน จนได้พล็อตมาเป็นหนังไตรภาคว่าด้วยเรื่องของซอมบี้ที่น่ากลัวกว่าสมัยเก่าหลายเท่า และตอนแรกของพล็อตคือ Night of the Living Dead ที่เริ่มฉากแรกด้วยนางเอกที่ชื่อ บาบรา (Judith O’Dea) ต้องเห็นพี่ชายโดนศพเดินได้ฆ่าต่อหน้าต่อตาขณะไปเยี่ยมศพญาติที่สุสาน เธอจึงต้องเอาชีวิตรอด วิ่งไปจนถึงบ้านร้างหลังหนึ่งที่ภายในมีแต่ศพ ขณะที่เธอกำลังสิ้นหวัง ก็โชคดีที่ได้พบกับ เบน (Duane Jones) ชายผิวดำและคนอีกกลุ่มหนึ่งพากันมาหลบภัยจากพวกศพเดินได้ไล่กินคน แต่พวกเขาก็ต้านได้ไม่นาน เมื่อศพทั้งหลายพากันมาล้อมบ้านเพื่อรุมกินโต๊ะทุกคนในนั้นโดยเฉพาะ

livingdeadcover.0

 

Night สร้างด้วยทุนที่จำกัดอย่างยิ่ง ราว 114,000 เหรียญเท่านั้น การถ่ายทำเลยค่อนข้างจำกัดหลายอย่าง ฉากก็มีหลักๆ แค่สองฉากคือ ที่หลุมศพตอนแรก จากนั้นที่เหลือล้วนเกิดขึ้นในบ้านร้าง อุปกรณ์ก็รุ่นเราสู้ครับ เช่นเลือดก็ไม่ต้องผสมสี ใช้น้ำเชื่อมรสช็อกโกแลตยี่ห้อบอสโก้ ราดตามตัวนักแสดง เสื้อผ้าก็ขอหยิบขอยืมไม่ก็ไปซื้อมือสองมาใช้ คนที่จัดหาข้าวของ, คนทำเอฟเฟกต์ทั้งหลาย และเมคอัพล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของ Marilyn Eastman ผู้เป็นนายทุนนั่นเอง (เธอยังร่วมแสดงเป็นเฮเลน คูเปอร์ คุณแม่ของลูกสาวที่โดนซอมบี้กัดด้วย)

การที่ทุนจำกัดนี้เองทำให้ Romero จำต้องใช้กล้อง 35 มิล กับฟิล์มขาวดำ ซึ่งกลับเป็นเรื่องดี เพราะช่วยเพิ่มดีกรีความวิเวกวิโหวงเหวงได้อย่างเฉียบขาด โดยเฉพาะฉากที่ซอมบี้ค่อยๆ เดินมาจากเงามืด ใครได้ชมย่อมนึกภาพออกครับ สยองจริงๆ Romero ก็เคยบอกไว้ว่า “ผมตั้งใจทำหนังโดยเริ่มต้นกระชากอารมณ์ให้ผู้ชมรู้สึกหมดหวัง หดหู และจบลงอย่างไร้ความหวังยิ่งกว่าตอนแรก”… เขาทำได้จริงๆ

แต่ปัญหาใหญ่ของหนังคือเกือบหาผู้จัดจำหน่ายไม่ได้ เพราะเจ้าของค่ายหนังพากันส่ายหน้าเป็นแถบๆ เมื่อเห็นฉากสยดสยองอาทิ คนกัดกินเนื้อคนด้วยกัน ภาพคนถูกลากไปฉีกทึ้ง และภาพคนเป็นแม่ถูกลูกตัวเองงับเข้าตามด้วยการแทะกินอย่างน่าขนลุก!

ค่าย Columbia และ American International Pictures ก็ตัดสินใจไม่รับจัดจำหน่ายทันทีที่ Romero ปฏิเสธที่จะถ่ายทำตอนจบใหม่ให้แฮ้ปปี้ เอนดิ้ง “พวกเราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ” เขาให้สัมภาษณ์ “เราคิดภาพตอนจบที่แฮ้ปปี้ของหนังไม่ออกจริงๆ … ทุกๆ คนต้องการตอนจบสไตล์ฮอลลีวู้ด แต่เราก็ยืนกรานที่จะนำแบบเดิมออกฉายให้ได้” จนในที่สุดพี่แกก็ดิ้นรนจนมีคนยอมให้ฉาย แม้จะไม่ได้ฉายวงกว้างขวางตอนแรกก็ตาม

แต่เรื่องก็ยังไม่หมดครับ พอหนังได้ลงโรงในวันที่ 1 ตุลาคมปี 1968 ก็มีคนพากันไปตีตั๋วเข้าชมมากมาย โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น เพราะเยาวชนสมัยนั้นกำลังชื่นชอบหนังสยองเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดบุกเมืองกันพอดี อีกทั้งยังไม่มีระบบการจัดเรตของ MPAA ในตอนนั้นด้วย มันระบบจัดเรคเริ่มใช้จริงเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน หรือหนึ่งเดือนหลังจาก Night ออกฉายครับ ส่วนหนึ่งก็ด้วยอานิสงส์ความโหดและแรงจัดของหนังเรื่องนี้แหละ

Roger Ebert นักวิจารณ์ปากกล้าแห่งชิคาโก้ ซันไทม์เคยกล่าววิพากษ์การที่เจ้าของโรงและผู้ใหญ่ปล่อยให้เด็กเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ไว้ “ผมว่าเด็กๆ ไม่รู้เลยครับว่าพวกเขากำลังเจอกับอะไร ไม่มีผู้ใหญ่บอกกล่าว ไม่มีคำเตือนใด แม้พวกเด็กๆ จะเคยดูหนังสยองมานักต่อนัก แต่มันไม่มีเรื่องไหนเหมือนเรื่องนี้เลย…” ในความหมายเขาก็คือ มันสยองสุดขีด ขนาดผู้ใหญ่ยังมีข่าวว่าพากันเป็นลมจนต้องหามออกมาจากโรง ส่วนเด็กๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง บ้างก็ร้องไห้ ไม่ก็นั่งนิ่งเกาะเก้าอี้ติดไม่กล้าขยับไปไหน ที่หนักสุดคือถึงกับมีเด็กผู้หญิงปีนเก้าอี้เพื่อจะหนีออกจากโรงหนัง … ของเขาแรงจริงๆ ให้ตายเถอะ

ก็ไม่แปลกใจล่ะครับ หนังมันสยองมาก โหดมากสำหรับยุคนั้น แม้ยุคนี้เอามาดูยามค่ำพร้อมปิดไฟให้มืดก็เรียกอารมณ์ขนพองสยองหัวตั้งได้ง่ายๆ

george-a-romero-night-of-the-living-dead-b

กระแสคำวิจารณ์ก็แตกออกเป็นสองทางอย่างชัดเจน พวกหนึ่งระดมด่าหนังไม่เหลือดีเพราะมักจะมองแต่ประเด็นความรุนแรง นิตยสารวาไรตี้ออกมาตีตราว่า “นี่คือหนังที่ทำเพื่อปลดปล่อยความลุ่มหลงในเรื่องซาดิสม์แท้ๆ” อีกทั้งยังตั้งคำถามใส่ทีมผู้สร้างว่า “มีสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมหรือเปล่า ที่ทำหนังโหดร้ายเช่นนี้ขึ้นมา” ส่วน นิวยอร์กไทม์สยกให้ Night เป็น “หนังขยะ” แบบเต็มพิกัด

แต่ฝั่งที่ชื่นชมนี่ก็เอาซะคนทำลอยเลยนะครับ อย่าง Pauline Kael ชมหนังว่า “เป็นหนังสยองสุดขนลุกที่สุดที่เคยมี รับรองว่าคุณต้องภาวนาให้ลืมทุกอย่างที่เพิ่งชมไป เพราะมันจะหลอนคุณอีกนานแสนนาน” ส่วนหนังสือฟิล์ม เดลี่ ก็จำกัดความว่า “นี่คือมุขเม็ดงามแห่งหนังสยองขวัญ”

แต่ที่ชมหนักสุดต้องยกให้ Rex Reed ที่เขียนว่า “ถ้าคุณอยากเห็นหนังเกรดบีที่เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นงานคลาสสิก … คุณต้องชม Night of the Living Dead!”

แต่เมื่อเวลามาถึงตอนนี้ทุกคนก็เข้าใจว่าที่คนด่ากันในยุคนั้นก็เพราะไม่ชินและรับไม่ได้กับความสยองระดับนั้น พอมายามนี้ต่างคนก็พากันยกให้ Night เป็นหนังสยองติดอันดับต้นๆ ตลอดกาล และเป็นอันดับหนึ่งสำหรับหนังซอมบี้ทั้งมวล เพราะมันบุกเบิกความสยองแบบถึงเครื่อง

อีกทั้งยังสะท้อนแนวคิดวิพากษ์โลกกลมๆ ใบนี้ ชำแหละโรคร้ายในสังคมแบบไม่ยั้ง ไม่ว่าจะการตำหนิที่รัฐบาลสหรัฐทำสงครามเวียดนามจนก่อให้เกิดการฆ่าและทำร้ายอย่างทารุณ (ผ่านทางฉากการฆ่าที่โหดร้ายแบบไร้เหตุผลของพวกซอมบี้), การวิจารณ์ระบบทุนนิยมและความโลภของคน (ผ่านฉากคนเขมือบคนด้วยกันเองอย่างเอร็ดอร่อย), ด่าพวกที่เอาแต่หาผลประโยชน์ใส่ตนโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น (ผ่านทางการที่ซอมบี้พากันรุมทึ้งมนุษย์ตาดำๆ โดยที่ไม่สนว่าเขาจะต้องตาย แต่ขอให้พวกมันรอดเป็นพอ), วิพากษ์ความผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยวของธรรมชาติที่เกิดจากมือของมนุษย์ ผลที่ได้คือการที่ซอมบี้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อใกล้วันสิ้นโลกหรือวันพิพากษา คนที่ตายจะฟื้นคืนชีพมาเป็นจำนวนมากและการชำระล้างโลกจะบังเกิด หนังเลยได้ตำแหน่งเป็นภาพยนตร์จำพวกทำนายวันสิ้นโลก (Apocalyptic Vision)

ยังไม่หมดครับ ยังมีประเด็นว่าด้วยการเหยียดเพศ เพราะตัวละครหญิงในเรื่องมักโดนผู้ชายที่จิตใจคับแคบ ชอบดูถูกสตรีเพศข่มอยู่ตลอด ซ้ำยังมีเรื่องการเหยียดผิว ผ่านทางฉากสำคัญในตอนท้าย ที่พระเอกของเรื่องหนึ่งเดียวที่เหลือรอด ซึ่งก็คือ เบน ซึ่งมีผิวดำและไม่ได้เป็นซอมบี้กลับถูกคนขาวยิงหน้าตาเฉย แล้วก็ลากศพไปเผาทิ้งพร้อมซากซอมบี้เสียอย่างนั้น เป็นการบอกโดยนัยว่าหลายคนยังมองว่านิโกรกับซอมบี้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันนักหรอก! … มีบางคนถึงกับเทียบว่าไม่ต่างจากการที่คนผิวดำผู้ทำแต่ความดีอย่าง Martin Luther King, Jr และ Malcolm X ที่โดนเก็บโดยพวกคนขาวใจแคบ… ว่ากันขนาดนั้นเลยครับ

แม้ว่า Romero จะไม่ได้ออกมายืนยันว่าพยายามแฝงประเด็นเอาไว้หรือไม่ (บางอันก็ปฏิเสธเลยว่าไม่ได้แฝง เช่น เรื่องเลือกนิโกรมาเป็นดารานำ) แต่ผู้ชมก็มองว่านี่คือหนังสะท้อนสังคมชั้นหนึ่งไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม

 

ด้วยประเด็นที่อุดมขนาดนี้ดีกรีความเยี่ยมของหนังเลยเพิ่มเข้าไปอีกหลายระดับ ติดอันดับหนังสยองยอดเยี่ยมในหลายสถาบันมาตราบจนทุกวันนี้ (ไปดูได้เลยครับ ทุกที่ต้องมีหนังเรื่องนี้ติดทำเนียบ ไม่งั้นเชย) สำหรับเรื่องรายได้นั้นก็ต้องบอกว่าไม่ทำให้คนทำต้องน้ำตาตก เพราะในอเมริกาแม้จะมีทั้งด่าทั้งชมก็กวาดมาได้ราว 15 ล้านเหรียญ จากนั้น Night ก็ออกไปประกาศศักดาอีกกว่า 25 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะแถบยุโรป, ออสเตรเลีย และแคนาดา โดยเฉพาะยุโรปที่สามารถรั้งตำแหน่งหนังทำเงินสูงสุดแห่งปี 1969 ไปได้ ส่วนรายได้นอกอเมริกาก็สรุปอยู่ที่ 30 ล้านเหรียญ ถ้าคิดจากทุนแค่แสนกว่าๆ งานนี้ก็กำไรใช่หยอกนะครับ ซ้ำชื่อของ Romero ยังเกิดเต็มที่สมความตั้งใจ กลายเป็นผู้กำกับหนังสยองแถวหน้าในบัดดล

จากวันนั้นในปี 1968 ถึงวันนี้ก็ถือว่าเข้าสู่ปีที่ 40 แห่งการครบรอบของ Night of the Living Dead ต้นตระกูลหนังซอมบี้ผีเดินได้ไล่กินคน ที่ไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ซ้ำยังเป็นหลักยึดให้คนทำหนังสยองพากันเจริญรอยตาม แม้ปัจจุบันซอมบี้จะพัฒนาไปไกล เช่น วิ่งกระโจน ตีลังกา พูดจายังได้เลยครับ ก็ได้แนวทางมาจากหนังเรื่องนี้ทั้งสิ้น

แต่ยังครับ ยังไม่หมด ผมบอกไว้แล้วใช่ไหมว่า ในปี 1967 Romero ใช้เวลาสามวันคิดพล็อตหนังไตรภาคเกี่ยวกับซอมบี้ขึ้นมาได้ และ Night เป็นเพียงปฐมบทของเรื่องราว ยังมีอีกสองตอนที่เขาวางเรื่องไว้ และหมายมั่นอย่างยิ่งที่จะสร้างมันขึ้นมาให้ได้ หลังจากความสำเร็จของ Night เขาก็เวียนว่ายทำหนังอยู่เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ทั้งหนังตลก (เช่น There’s Always Vanilla) และสยองขวัญ (เช่น The Crazies) พร้อมหาเงินหาแหล่งทุนไปในตัว แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่ทำให้เขาได้รับคำชมเท่าสักกระผีกของ Night เลย

จนกระทั่งราวปี 1977 Romero ถึงมีงานระดับดังกับเขาบ้าง ได้แก่หนังเรื่อง Martin ที่หยิบเอาตำนานแวมไพร์มาเล่าใหม่ ตัวเอกคือ มาร์ติน (John Amplas) ที่คิดเสมอว่าเขาคือแวมไพร์ จนกระทั่งเขาได้ย้ายไปอยู่กับลุงและหลานชายในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ แบรดด็อก, เพนซิลเวเนีย ที่นั่นเองที่เขาต้องพบกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

Romero เองเคยบอกว่ารักผลงานชิ้นนี้อย่างมาก และในกองถ่ายหนังก็ทำให้เขาได้พบกับ Tom Savini มือเมคอัพเอฟเฟกต์ระดับพระกาฬที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานคู่บุญในเวลาต่อมา ซ้ำยังเป็นอีกหนึ่งบุคลากรที่คลุกคลีกับหนังสยองขวัญ (โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับซอมบี้) มากที่สุดคนหนึ่งของวงการ

แล้วเขาทั้งคู่ก็จับมือกันทำตอนต่อของหนังครับ ซึ่งไว้ผมจะเอามาเล่าต่อไป

สรุปสำนวนล่ะนะครับว่าหนังเรื่องนี้คือต้นแบบความสยองของหนังซอมบี้ที่ให้อะไรมากกว่าความน่ากลัว แน่นอนครับ เรื่องสยองน่ะใช้ได้ ตื่นเต้น น่าติดตาม พร้อมด้วยแง่คิดสารพัดที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นต้นตำรับอย่างแท้จริง

แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนสำหรับคอหนังรุ่นใหม่ว่า มันไม่ใช่เรื่องแปลกครับหากเราดูแล้วจะนิ่งๆ หรือคิดว่าไม่เท่าไร หรือมองว่า Effect ไม่เนียน (เหมือนที่หลายคนบอกว่า Suspiria เป็นหนังตลกนั่นแหละครับ) ของแบบนี้มันนานาจิตตังครับ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าดูแล้วเฉยก็ดีกว่ายังไม่ได้ดูนะครับ จะได้ลอง จะได้รู้ เผื่อว่าเราอาจมีหนังสยองในดวงใจเพิ่มอีกเรื่องก็ได้

ส่วนผม ชอบครับ รอบแรกดูสารภาพเหมือนกันว่าไม่ได้อะไรมาก แต่พอดูแบบบิ้วอารมณ์หน่อย ประเภทปิดไฟดู… แหม มันน่ากลัวดีเหมือนกันนะครับ ไปๆ มาๆ ก็เลยชอบจนได้

หนังระดับนี้ ก็ต้องมีสามดาวล่ะครับ

Star31

(8/10)

Advertisements