รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Dawn of the Dead (1978) ซอมบี้ คนกัดคน

220px-Dawn_of_the_dead

คราวก่อนผมได้นำท่านย้อนไปปี 1968 เพื่อเป็นสักขีพยานว่า Night of the Living Dead เริ่มต้นเปิดตำนานซอมบี้ ผีเขมือบคนได้อย่างสวยงามแค่ไหน มาวันนี้ก็ขอเชิญพบกับเรื่องราวบทต่อมาของฝูงผีดิบอำมหิตที่คิดแต่จะกินมนุษย์เป็นอาหารหลัก ในตอนต่อที่สานตำนาน The Living Dead

ตำนานแห่ง The Living Dead เริ่มอีกครั้งราวปี 1974 ช่วงที่ George A. Romero ลองทำหนังหลายแนวทั้งตลกและสยอง แต่ก็ไม่มีงานไหนกู้ชื่อเขาได้เลย จนวันหนึ่ง Romero มีโอกาสไปเที่ยวห้างมอนโรวิลล์มอลล์ (Monroeville Mall) ในรัฐเพนซิลวาเนีย

ระหว่างนั้นเจ้าของห้างก็พาทัวร์ไปทั่ว ตั้งแต่ตามร้านค้าไปจนถึงโกดังเก็บของชั้นบน ซึ่งมีขนาดใหญ่โตจน Romero จินตนาการภาพตรงหน้าไปไกล “มันมีเนื้อที่เหลือเฟือในห้างนะครับ” เขากล่าว “ราวกับว่าผมอยู่ในคลังแสงแน่ะ” ประจวบเหมาะกับเจ้าของห้างพูดเล่นมุกขึ้นมาว่า “ใช้เป็นที่หลับภัยได้เลยนะถ้าเกิดเรื่อง มีของทุกอย่างพร้อมสรรพ”

สำหรับเจ้าของห้างมันเป็นแค่เรื่องขำๆ แต่สำหรับ Romero … มันคือการจุดกำเนิดแห่ง Dawn of the Dead

ต่อจากนั้น Romero ก็เดินทัวร์ต่อครับ ปรากฏว่ายิ่งทัวร์ ไอเดียยิ่งฟู ระหว่างที่ลุงแกเดินดูผู้คนที่พากันเข้าห้างมา จู่ๆ ก็รู้สึกได้ว่า ลูกค้ากับซอมบี้มีส่วนเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ ต่างก็ใช้ชีวิตตามแรงขับภายใน ในขณที่คนอยากได้ของเลยมายังห้างที่เต็มไปด้วยสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการ ส่วนซอมบี้ประสงค์เนื้อคนเลยมายังที่ใดก็ตามที่มีมนุษย์อันเป็นอาหารที่พวกมันต้องการที่สุด… แนวคิดบรรเจิดที่ว่าก็เริ่มก่อร่างสร้างลำต้นในสมองของเขา

แล้วไอเดียของ Dawn ก็มาผลิดอกออกผลกลางกองถ่าย Martin หนังแวมไพร์แนวใหม่ปี 1977 ของลุงเขาที่ไม่ทำเงินแต่ได้คำชมไปอักโข ลุงแกได้พล็อต Dawn แบบลงตัว จากเดิม Romero กำหนดเหตุให้เกิดกลางทุ่ง ก็ย้ายซอมบี้มาเข้าห้างแทน

แต่บทชุดใหม่ก็สุดโต่งไม่ใช่เล่น เพราะกำหนดให้ตัวเอกคือผู้หญิงที่กำลังท้อง หนีภัยไปหลบในห้างพร้อมสามี แล้วพออยู่ๆ ไป ร่างกายจิตใจก็ทรุดโทรม เสื้อผ้าก็ไม่มีจนต้องเปลือยกายใช้ชีวิตแบบมนุษย์ถ้ำ “เรื่องมันหนักมากครับ” Romero ยังบอกไว้เช่นนั้น

แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงก็เกิด เมื่อ Martin ไม่ทำเงิน ทำให้บริษัทออกทุนของ Romero ไม่สามารถสานต่อถ่ายทำ Dawn ได้ ลุงแกเลยต้องหาทุนยังต่างแดน ที่ชะตากรรมชักนำพาบทหนัง Dawn ไปอยู่ในมือของ Dario Argento เจ้าพ่อหนังสยองแห่งอิตาลีอย่าง Suspiria (คอหนังสยองห้ามพลาด!) ที่ประกาศตัวว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้หนัง Night of the Living Dead พอดี งานนี้ Argento เลยไม่รอช้า สองเจ้าตำนานหนังสยองมาเจอกัน มันต้องร่วมงานกันหน่อย

Dawn of the Dead 34

Argento เชิญ Romero ไปโรมเพื่อสานต่อบทหนังให้จบ จนได้พล็อตที่ยังคงเรื่องราวของนางเอก (Gaylen Ross) ที่กำลังตั้งท้องและต้องหนีซอมบี้ฝูงใหญ่ไปพร้อมกับแฟนหนุ่ม (David Emge) ระหว่างนั้นก็ได้พบกับสองมือปราบหน่วย SWAT เข้า (Scott H. Reiniger และ Ken Foree) ก็เลยพากันไปหลบในห้างตั้งป้อมรับมือกับซอมบี้จำนวนมหาศาลที่หาทางเข้ามาเขมือบพวกเขา พร้อมทั้งตัดส่วนเรื่องราวสไตล์มนุษย์ถ้ำออกจนหมด

อันที่จริง Romero ต้องการจะเพิ่มเรื่องส่วนที่ซอมบี้ทั้งหลายเริ่มถูกจับมาสอนและทำเป็นทาสใส่ลงมาด้วย แต่ Argento เสนอว่าหากใส่ลงมาทันทีในภาคนี้ จะทำให้พัฒนาการของซอมบี้มันเกิดเร็วไปหน่อย ภาคที่แล้วเพิ่งมาไล่งับคน ภาคนี้ถูกฝึกเป็นทาสซะแล้ว อาจไม่ถูกปากคนดู อีกทั้งแฟนๆ รอชมความโหดของซอมบี้มากกว่าจะมาดูสารคดี Learning of the Dead ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ Romero ตัดสินใจโยกพล็อตส่วนนี้ไปใส่ใน Day of the Dead ภาคต่อตอนที่สามของหนังชุดนี้แทน

เมื่อการถ่ายทำเริ่มต้น Romero ก็ไปตาม Tom Savini มือเอฟเฟคท์พระกาฬที่ร่วมงานกันมาแล้วใน Martin (จริงๆ เกือบได้ร่วมงานกันใน Night ด้วย แต่ตอนนั้น Savini ต้องไปสงครามเวียดนามเลยชวด) มาผนึกกำลังกันสร้างความสยอง ส่วนสถานที่ถ่ายทำก็ไม่ใช่ที่ไหน คือที่มอนโรว์วิลล์ มอลล์ ห้างที่จุดประกายจนเขาได้พล็อตหนัง Dawn ขึ้นมานั่นเอง ซึ่งห้างนั้นก็ได้รับการแวะเวียนจากแฟนหนังจวบจนปัจจุบัน อีกทั้งยังถูกอ้างถึงในนิยายรถผี Christine ของ Stephen King ด้วย (กลายเป็นห้างเพื่อการท่องเที่ยวไปเลยครับ)

หนังภาคนี้ได้รับการโปรโมตว่าทุนสร้างถึง 1.5 ล้านเหรียญ แต่เอาเข้าจริงมีการเปิดเผยภายหลังว่าล้านกว่านั่นเป็นทุนราคาคุย ทุนจริงแค่ 500,000 เหรียญเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าใช้ทุกดอลลาร์ไปอย่างคุ้มสุดขีด เพราะมันทำให้เกิดหนังสยองในตำนานที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยมกว่าภาคแรก อีกทั้งยังได้รับการขนานนามว่าสุดยอดในบรรดาหนังซอมบี้ทั้งมวล จวบจนปัจจุบัน

เหตุผลที่ว่าเยี่ยมก็เพราะเรื่องราวขยายวงมาจาก Night ได้อย่างกลมกลืนและสยดสยองยิ่งขึ้น เราจะได้เห็นภาพซอมบี้บุกกัดคนตามตึกรามบ้านช่อง ได้เห็นหน่วยรบรับมือกับพวกมัน ตามด้วยการแถลงข่าว สารพัดเหล่านี้สร้างภาพโลกที่ถูกซอมบี้รุกรานได้อย่างสมจริงและใกล้ตัวจนน่าขนลุก จนคนดูอดระแวงไม่ได้ว่าถ้าออกประตูไปจะเจอกับพวกอมนุษย์กินคนรออยู่หรือเปล่า

นอกจากนี้ยังมีประเด็นลุ่มลึกที่แตกหน่อจากไอเดียตอน Romero เดินห้าง ที่บอกว่าคนกับซอมบี้ก็มีจุดเหมือนในเรื่องการทำสิ่งต่างๆ เพื่อนำเอาสิ่งที่ต้องการมาเป็นของตน (สำหรับคนคือวัตถุ สำหรับซอมบี้คือเนื้อคน) แต่จุดที่ต่างคือมนุษย์เรามีสติสัมปชัญญะที่จะยับยั้งไม่ให้ทำเรื่องเลวร้าย มีความคิดไตร่ตรองได้ ในขณะที่ซอมบี้ได้แต่หาสิ่งที่ตนต้องการอย่างขาดสติ ไม่คิดถึงใครนอกจากตนเอง จนทำให้หลายคนมองว่าซอมบี้ในหนัง Romero เป็นเหมือนตัวแทนพวกวัตถุนิยมที่เห็นทุกอย่างเป็นเพียง “สิ่งของ’” (Things) ไม่เว้นแม้แต่คนด้วยกัน

ยังไม่พอครับ ช่วงท้ายหนังยังมีแก๊งสิงห์มอเตอร์ไซค์ที่มาอาละวาดจนในที่สุด ห้างพัง พวกซอมบี้บุกเข้ามาได้ เจ้าพวกบ้านี่ก็เลวร้ายหนักกว่าซอมบี้อีก เพราะซอมบี้แม้จะกินคนแต่ก็เนื่องด้วยไร้สติไปแล้ว แต่ไอ้พวกนี้เป็นคนแท้ๆ กลับไม่คิดจะทำดี ก่อแต่เรื่องเอาแต่ประโยชน์ตนจนทำให้เกิดเรื่องสลดขึ้นจนได้

ย้ำเตือนแนวคิดที่ว่า ซอมบี้กินคน ไม่ร้ายเท่าคนกินคนด้วยกัน!

tumblr_ot7f1gzUeq1qggs8po8_1280

ฉากช่วงที่มีการวิจารณ์กันหนักหนาสุดคือตอนที่พวกตัวเอกสี่คน ใช้ชีวิตในห้างไปวันๆ เดี๋ยวก็หาเสื้อมาเปลี่ยน เดี๋ยวก็สลับกันทำหน้าที่เป็นบ๋อยเสิร์ฟอาหาร เล่นเอาคนดูไม่น้อยพากันเบื่อห่าวหวอดๆ เพื่อนผมก็หาวไปหลายคน แต่ถ้าพิจารณาดีๆ ฉากที่ว่านี้แสดงถึงความเป็นไปในชีวิตคนเราได้อย่างดี ว่าอันที่จริงแล้วคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าอาหาร ที่อยู่ และเสื้อผ้า อยู่กันแค่นี้ก็ได้ไม่จำเป็นต้องไปรุกรานใคร (นี่ก็ไพล่ด่าไปถึงสงครามสารพัดที่เกิดอย่างไม่สมควรจะเกิดเลย)

แต่ที่สังคมโลกมันวุ่นวายก็เพราะ คนเราคิดจะไปรุกรานเขา หรือไม่ก็เพราะคนอื่นมากรุกรานเรา หากไร้การรุกรานซึ่งกันและกัน โลกจะน่าอยู่อีกแค่ไหน… แนวคิดง่ายๆ เสนอเรียบง่าย แต่จริงอย่างที่สุด

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด อันนี้ถือว่ากัดคนได้ฮามาก นั่นคือพวกซอมบี้ที่พากันเดินตรงมายังห้าง ก็มาเพื่อหาของกิน ขณะเดียวกันก็มาจากจิตใต้สำนึกของตนตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ว่า “ไม่รู้จะไปไหน เข้าห้างนี่แหละดีที่สุด” ซึ่งกัดวิถีชีวิตคนอเมริกันยุคนั้นได้อย่างดี (ผมว่าบ้านเราก็โดนนะ)

ความที่หนังทำได้อย่างน่าติดตาม สยองเอาเรื่อง ตื่นเต้นก็มี ซ้ำยังมีประเด็นชวนให้คิดต่อยอดอีกนิด และตอนจบที่น่าสนใจ (เพราะแทนที่มันจะจบอย่างโหดร้าย กลับกลายเป็น… ความหวัง) ตามด้วยการผสมอารมณ์ขันลงไปอีกหน่อย เลยกลายเป็นหนังสยองที่ไม่ได้สยองล้วนๆ แต่ยังมีหลากหลายมุมชวนให้มอง หนังเลยโดยรายได้ทั่วโลกราว 55 ล้านเหรียญ กำไรบานล่ะครับ

ซ้ำยังก่อให้เกิดกระแสซอมบี้ฟีเวอร์ไปทั่วโลก โดยเฉพาะแถบยุโรปที่ Argento เป็นคนถือสิทธิ์เอา Dawn ไปฉาย โดยเพิ่มฉากสยองหนักหน่วงลงไปอีก (เพราะฟากโน้นเขาไม่เข้มงวดเรื่องการเซ็นเซอร์เท่าไร) และเปลี่ยนชื่อเป็น Zombie ผลคือผู้ชมชื่นชอบและกระหายจะดูหนังซอมบี้อีก

ทำให้ Lucio Fulci ผู้กำกับจอมนองเลือดแห่งแดนสปาเก็ตตี้ปิ๊งไอเดีย ทำหนังซอมบี้ต่อมาอีกหนึ่งชุด อันได้แก่ Zombie 2 (ใช้ชื่อเดิมพ่วงตัวเลขเพื่อเกาะกระแสไงครับ) ในปี 1979 และ Zombie 3 (1988) ซึ่งเน้นสยองอย่างเดียว ประเด็นสาระไม่มี เหมือนดูซอมบี้ในงานบุฟเฟ่ต์เนื้อคนน่ะครับ ไม่อิ่มไม่เลิก แต่ก็ไม่เลวสำหรับคอหนังสยอง หลังจากชุดนี้ก็มีคนพยายามทำต่อจาก Fulci โดยเอาซอมบี้ผสมกับตำนานหมอผี เวทย์มนต์และหนังสือแห่งความตายแบบ The Evil Dead ผลออกมาคือมั่วมาก ในชื่อ Zombie 4: After Death (ผมดูแล้วแทบจับไข้ มั่วสุดขีดขั้นจริงๆ เรื่องนี้ไม่แนะนำครับ)

ด้วยกระแสความดังทำให้ชื่อของ Romero กลับมาอีกครั้งแบบดังกว่าเดิม นับจากนั้นเขาก็ทำหนังด้วยความระมัดระวัง ไม่ระดมเอาแต่จำนวนเหมือนแต่ก่อน ทำให้งานอย่าง Knightriders (1981) และ Creepshow (1982) ที่ทำกับ Stephen King ออกมาน่าพอใจ รายได้ไม่ขี้ริ้ว Romero เลยตั้งหลักได้ จึงเอาเวลาว่างมาคิดตอนจบของหนังชุดนี้อย่างสบายๆ ตั้งชื่อไว้ว่า Day of the Dead ซึ่งก็จะเอาไว้พูดในรอบต่อไปนะครับ

มาตอนนี้ขอสรุปสำนวนหนังเรื่องนี้ก่อน ก็จัดว่าเป็นหนังซอมบี้ชั้นดีครับ มีมุมมีประเด็นให้คิด เดินเรื่องอาจจะช้าเชื่องไปบ้าง ถ้าคอหนังสมัยใหม่อาจเห็นว่ามันอืดไปนิดตอนฉากในห้าง แต่สำหรับคอหนังซอมบี้ที่อยากได้อะไรมากกว่าฉากโหดประเภทซอมบี้ไล่งับคนอย่างเดียว ก็จะเห็นครับว่ามันมีความใหม่สำหรับหนังซอมบี้แฝงอยู่

จัดว่าไม่น่าพลาดสำหรับคอหนังซอมบี้ครับ

สามดาวเท่าภาคแรกครับ

Star31

(8/10)

maxresdefault1

 

Advertisements