รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Dial M for Murder (1954)

Dial-M-for-Murder-1954-movie-poster

จะว่าไปผมรู้สึกว่าตัวเองพูดถึงหนังของ Hitchcock น้อยมากนะครับ มีแค่ที่ดังๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากไม่ได้ดูนั่นเอง ไม่รู้จะไปหาดูจากไหน นี่พูดถึงสมัยก่อนตอนที่มีแต่ VDO นะ จะหาดูทีนี่ยากเย็นแสนเข็ญ พวกหนังไร้สาระปัญญาอ่อนทำออกมาม้วนได้มากมาย แต่หนังดี ออกมาให้ดูทีนี่แทบจะวิ่งแก้บน

แต่ยุคนี้ค่อยยังชั่วครับ ของแบบนี้พอหาดูได้ โดยไม่ต้องไปคาดหวังกับผู้นำเข้าแล้ว เพราะรอมันตั้งนานก็ไม่ยอมทำออกมา ฉะนั้นก็หาดูควานเองเลยแล้วกันหมดเรื่องหมดราว

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งงานของ Alfred Hitchcock ราชาหนังเขย่าขวัญชื่อก้องเจ้าของงานอย่าง Psycho, the Birds หรือ Vertigo นะครับ พวกนีก้คลาสสิคทั้งนั้นผมยังไม่ได้พูดถึงเลย เอาไว้ว่างๆ จะเอามาเล่านะครับ สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นงานที่ Hitchcock กล่าวไว้ว่าคั่นเวลาครับ ประมาณว่าช่วงนั้นหนังเขาแป้กหลายเรื่อง ชื่อเสียงไม่ค่อยไหลมาเทมา ก็เลยต้องมีการทำงานแบบอะไรผ่านมาก็ขอทำไว้ก่อน และนี่ก็คืองานชิ้นนั้น

Dial M for Murder เป็นงานละครเวทีมาก่อนนะครับ เขียนโดย Frederick Knott เจ้าเดียวกับที่เขียน Wait Until Dark น่ะแหละ ส่วนเรื่องนี้ก็ว่าด้วยคู่สามีภรรยาที่ภายนอกดูดีครับ แต่ภายในนี่ง่อนแง่นสุดๆ (ประมาณว่ารักหมดอายุ ) คุณสามีก็คือ โทนี่ เวนไดซ์ (Ray Milland) นักเทนนิสที่เกิดจับได้ว่ามาร์โกต์ (Grace Kelly) เมียรักที่ทั้งสวยทั้งรวยกำลังแอบคบชู้กับ มาร์ค ฮัลลิเดย์ (Robert Cummings) แล้วมีทีท่าว่าเธอจะจากเขาไปพร้อมมรดกเงินทองอีกด้วย งานนี้เลยโทนี่เลยไม่ยอมครับ วางแผนฆ่าเมียตัวเอง เพื่อแก้แค้นหนึ่งล่ะ แล้วก็เพื่อให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเมียไม่หลุดจากมือของตนไป

แผนการของเขาก็คือไปแบล็คเมล์ ชาร์ลส อเล็กซานเดอร์ สวอนน์ (Anthony Dawson) เพื่อนนักเรียนเก่าที่มีประวัติไม่ดีมาปเนเครื่องมือ แล้วก็ข่มขู่ให้สวอนน์เนี่ยฆ่าเมียแทนเขา แต่แล้วพอถึงวันลงมือ ทุกอย่างกลับไม่ปเนไปตามแผนครับ มาร์โกต์รอดมาได้ ทีนี้โทนี่เมื่อทราบข่าวก็ต้องหาทางป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากความผิดอย่างเต็มที่ แล้วเรื่องราวจะลงเอยอย่างไรก็ดูต่อกันไปตามสะดวกครับ

ที่ผมทึ่งคือ นี่อ้ะนะ งานคั่นเวลา คือเท่าที่ทราบมา Hitchcock ไม่ได้ภูมิใจผลงานชิ้นนี้ของตัวเองเท่าไหร่หรอกครับ ตอนนั้นทำแบบให้มีเงินมาจุนเจือตัวเองและครอบครัว แล้วก็ทำแบบให้มีชื่อบ้าง เพราะตัวหนังมันมีดีอยู่ที่บทของ Knott อยู่แล้ว ตอนเปิดแสดงละครเวทีก็ดังสุดๆ ดังนั้นการจับเอามาทำหนัง Hitchcock เลยถือเป็นของตายที่ยังไงก็ดัง

แต่ไม่ว่าจะยังไงคนมันแน่น่ะครับ เก๋าเกมอย่าง Hitchcock ขนาดทำออกมา บ่นว่าตัวเองไม่ตั้งใจ แต่ออกมานี่ดีเลยนะครับ ไม่ใช่สุดยอดตลอดกาลแต่ก็ได้มาตรฐาน

ดีนี่ดีอย่างไร มีฉากแหวะเยอะเหรอ? เปล่าครับ นี่มันหนังยุค 50 นะครับ จะไปแหวะอะไรมากก็ไม่ได้ แต่ถ้าสำหรับคนยุคนั้น หนังหวาดเสียวเอาเรื่อง เอาแค่ฉากที่มีตัวละครรายหนึ่งโดนกรรไกรจิ้มปักเข้าไปกลางหลังจนมิดด้ามก็ทำเอาผู้ชมปิดตาซุกหน้าแทบไม่ทัน

4907_000018

ความดีของหนังมาอยู่ตรงบทจริงๆ อย่างที่ Hitchcock คิดแหละครับ แม้ตอนต้นๆ หนังจะดูเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ค่อยมีอะไรแค่บอกว่าชายคนนี้ปเนสามีของหญิงคนนี้ แต่หญิงคนนี้ไปมีชู้ ทุกอย่างดูเรียบเรื่อยเอื่อยเฉื่อยสุดๆ แม้แต่ตอนที่โทนี่นัดสวอนน์มาแบล็คเมล์ ตอนต้นๆ บรรยากาศยังสบายๆ เลยคุณ ผมก็สารภาพตอนดูนี่ โอเคกับจังหวะจะโคนของหนัง แต่รู้สึกว่ามันเรื่อยๆ จัง ไม่น่าจะมีอะไร แต่ทันทีที่โทนี่เดินแผนเท่านั้นล่ะครับ ตาผมงี้ลุกวาวทันที เพราะแผนการโทนี่มันเหนือชั้น ทุกการกระทำของเขานี่คิดมาดีแล้วจริงๆ ครับ เช่นการแกล้งทำจดหมายตกเพื่อให้สวอนน์ก้มลงไปเก็บ เพื่อจะได้ให้รอยนิ้วมือของสวอนน์ไปติดอยู่บนนั้น ส่วนโทนี่จับโดยใช้ผ้ากันรอยนิ้วมือตลอด

บางครั้งการดูหนังที่รู้จุดจบแล้วมันก็ไม่สนุกครับ แต่กับหนัง Hitchcock นี่แปลก แม้จะรู้ตอนจบแล้วแต่ความสนุกกลับไม่ได้อยู่ที่ไคลแม็กซ์ แต่มันอยู่ที่เทคนิคการเดินเรื่องต่างหาก

อย่างที่เขาว่ากันว่า จุดหมายปลายทางไม่สำคัญเท่าตอนเดินทาง ความสนุกมันอยู่ที่ระหว่างเดินทางครับ ถ้าเดินออกนอกบ้านปุ๊บถึงจุดหมายเลยแล้วมันจะไปมีสีสันอะไร เช่นกัน

จริงๆ ผมรู้ตอนจบ รู้โครงหมดเพราะเคยดู A Perfect Murder หนังฉบับรีเมคของเรื่องนี้มาก่อน ก็เลยรู้หมดว่ามันจะไปทางไหน แต่กับเรื่องนี้ รู้แล้วกลับมันส์กับการจับโน่นคิดนี่เสียอีก แบบนี้ไม่ธรรมดา

ตัวเด่นของหนังคือนายโทนี่ จอมวางแผน ท่าทางเขาดูดีนะครับ มีชาติตระกูบดูเป็นพระเอกแสนดีด้วยซ้ำ แต่การกระทำนี่ตรงกันข้าม จะว่าโหดเลือดเย็นหน้าตายก็ได้ครับ แต่ผมชอบพีแกจริงๆ ขอชื่นชม Milland เลยว่าเล่นได้ดี ท่าทางเยี่ยม แววตาตอนวางแผนหรือคิดอะไรนี่เด็ดสุดๆ จนเราอดลุ้นไม่ได้ให้แกรอดจากคดีนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกของหนัง Hitchcock เลยครับ แกชอบทำให้เราเห็นใจหรือผูกพันกับตัวละครที่ทำสิ่งผิดเสมอ ไม่ว่าจะแมเรียน เครนใน Psycho หรือตัวละครส่วนใหญ่ใน Dial M for Murder ก็ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้น

ส่วนนี้ก็น่าเอามาขบเหมือนกัน การที่ Hitchcock มีมุมมองต่อคนเหล่านี้ ชอบเอาคนที่ไม่ใคร่จะเป็นคนดีเต็มร้อยมาเป็นตัวเอก ในขณะที่สัญลักษณ์แห่งความดีอย่างตำรวจพี่แกกลับชอบเอามาทำเป็นคนที่น่าสงสัยไปเสียนี่ ซึ่งก็ไม่แปลกอีก เพราะ Hitchcock แกเคยมีประสบการณ์ไม่ดีกับตำรวจ มุมมองบางอย่างเลยสะท้อนออกมาในหนัง แกเลยชอบไว้ใจคนที่แม้จะดูไม่ใช่คนดีเต็มร้อยก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าพวกที่ดูดี น่าพึ่งพา แต่ที่ไหนได้กลับไม่ได้น่าเอาชีวิตไปฝากแม้แต่น้อย

ส่วนนางเอกของเรื่อง Kelly ก็สวยมีเสน่ห์ ครบสูตรสาวบลอนด์ตามสไตล์ Hitchcock ที่ต้องมีเสน่ห์และไม่ได้ผุดผ่องมาแต่ไหน มีทำความผิดติดตัวบ้างนิดหน่อย แต่ที่ออกจะธรรมดาไปนิดคือ Cummings ที่ดูเป็นชายชู้ที่นิ่งเนิ่บ ไม่ได้ดูเหมาจะเป็นชู้กับใครสักเท่าไหร่ ดูไปก็ไม่เข้าใจว่าชายคนนี้ไปแย่งเอาเมียมาจากชาวบ้านได้อย่างไร เพราะแกดูไม่เหมือนจะเป็นคนแย่งเมียใคร ขณะเดียวกันเมียใครก็ไม่น่าจะมาชอบคนที่นิ่งๆ ดูไม่มีอะไรเท่าไหร่แบบนี้

แต่พอมองจากอีกมุมหนึ่งก็คิดอะไรได้มาอีกว่า ไม่แน่ บางทีหนังทั่วไปชอบกำหนดให้ชายชู้ดูเป็นพวกกะล่อนลิ้นทองหลอกสาวไปเรื่อย แต่ Hitchcock อาจมีมุมมองเกี่ยวกับคนเป็นชายชู้เป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้ ประมาณว่าไม่ต้องเจ้าชู้ก็เป็นชู้ได้อะไรอย่างนั้น

ทุกสิ่งไม่เป็นอย่างที่เห็น และไม่จำเป็นต้องเป็นตามที่เราคิด หนัง Hitchcock บอกเราแบบนี้เสมอ

ได้ข่าวว่าตอนหนังฉาย มันเป็น 3 มิตินะครับ ตัว Hitchcock ก็บอกว่ามันไม่จำเป็นต้องสามมิติหรอก มันแค่หนังระทึกขวัญน่ะ อีกอย่างเจตนาหนังของ Hitchcock ส่วนมากมักชอบให้คนดูเป็นบุคคลที่สาม รับรู้ความสยอง ไม่ใช่ให้เป็นส่วนหนึ่งในหนัง เขาชอบดึงให้คนดูจมลงไปเฉพาะส่วนหัว (ความคิดและจินตนาการ) แต่ตัวน่ะอยู่ข้างนอก แต่ทางวอร์เนอร์ผู้สร้างต้องการใส่ลูกเล่นให้ผู้ชมจ่ายเงินเข้ามาดู Hitchcock เลยไม่ว่าอะไร บอกแล้วว่าตอนนั้นงานมีเข้ามาแกก็รับทำครับ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ

คอหนังรุ่นใหม่ที่ชมชอบความเร็วไว อาจจะหงุดหงิดครับ เพราะหนังรุ่นเก่ามันเดินช้า แต่ในความช้านี่มีดีให้ดูตลอด ไม่ว่าจะแผนของโทนี่ การกระทำ แนวความคิด และการนำเสนอมันน่าสนใจ แม้เราจะรู้ว่าใครทำอะไร แต่ครึ่งหลังหนังก็ดึงเราให้สนใจว่า แล้วนายตำรวจที่ชื่อ ฮับบาร์ด (John Williams) จะตามแผนของโทนี่ได้ทันหรือไม่ ใจหนึ่งก็อยากให้ฮับบาร์ดตามทัน แต่อีกใจก็ลุ้นเล็กๆ ให้โทนี่รอด

นั่นแหละครับความสนุก คือการดูรายละเอียด การเดินเรื่องที่เนิ่บแต่แน่น มีจังหวะน่าติดตาม แต่ถาพูดถึงความระทึกมันก็ไม่มากหรอกครับ มันสนุกตรงการตามแผนของโทนี่มากกว่า

เป็นอีกงานที่แม้ Hitchcock จะไม่ปลื้มนัก แต่เราๆ ท่านๆ นักดูหนังรุ่นหลังก็ประทับใจ เพราะภาษาหนัง การถ่ายทอดมันน่าสนใจ บทก็ดี ดาราก็ดี ไม่เร้าใจ แต่ไม่เบาหวิว

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements