Drama

The Woman in Green (1945) เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ตอน สะกดจิตสังหาร

maxre5524sdefault

ตอนแรกผมนึกว่าจะเกี่ยวกับแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ซะอีกนะครับ เพราะเนื้อหามันว่าด้วยการฆาตกรรมต่อเนื่องในกรุงลอนดอน เหยื่อก็เป็นหญิงสาว แต่พอดูแล้วก็พบว่าไม่ใช่ครับ มีแค่การพูดอ้างอิงถึงแจ็ค เดอะ ริปเปอร์นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น

แต่ผมรู้สึกนะ ว่าการที่ช่วงต้นๆ มีการกล่าวถึงรูปแบบการฆ่าของแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ก็เพื่อจะสื่อสารกับคนดู ประมาณว่าการฆาตกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในเรื่องนั้น เจ้าฆาตกรอาจร้ายกว่าแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ซะอีก ฮ่า ก็ถือว่าเปิดเรื่องได้น่าสนใจอีกแล้วล่ะสิทีนี้

เชอร์ล็อค โฮล์มส์ (Basil Rathbone) และหมอวัตสัน (Nigel Bruce) ต้องลงออกตะลุยถนนในกรุงลอนดอนอีกครั้ง เพื่อไล่ล่าหาฆาตกรโหดที่ฆ่าหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ไปหลายต่อหลายคน

ขณะเดียวกันก็ได้เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้น เมื่อจู่ๆ ท่านเซอร์จอร์จ เฟนวิค (Paul Cavanagh) สุภาพบุรุษนักรักผู้สุภาพกลับเชื่ออย่างแรงกล้าว่าตนนี่แหละ เป็นฆาตกรที่สังหารหญิงสาวเหล่านั้น โดยที่เขาจำอะไรไม่ได้เลย ทำให้ลูกสาวเขาคิดว่าต้องเกิดอะไรบางอย่างกับเขาอย่างแน่นอน… แต่มันคืออะไรล่ะ… อะไรที่ทำให้คนคิดว่าตนคือฆาตกร ทั้งๆ ที่เขาอาจไม่ได้ทำ…

ยิ่งเกิดเรื่องซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร โฮล์มส์ก็ยิ่งสงสัย ว่าผู้อยู่เบื้องหลังแผนการนี้ ต้องไม่ใช่คนทั่วไป… เป็นไปได้ว่าเขาอาจเผชิญกับศัตรูคู่อาฆาตเจ้าเก่าที่กลับมาพร้อมแผนเขย่าลอนดอนครั้งใหม่… ศาสตราจารย์ มอริอาตี้ (Henry Daniell) ที่น่าจะเสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง

จริงๆ โฮล์มส์ภาคนี้มีเนื้อหาซับซ้อนใช้ได้เลยนะครับ แล้วก็มีการเอาเรื่องอำนาจแห่งการสะกดจิตมาผูกเป็นเรื่องเป็นราว และยังทำให้ตอนท้ายหนังมีลุ้นมากกว่าตอนก่อนๆ ด้วย เพราะโฮล์มส์ก็เจออำนาจแห่งการสะกดจิตเข้าไปเหมือนกัน

แต่ทว่าครับ แต่ทว่า การเดินเรื่อง การคลายปมออกจะช้าไปสักหน่อย ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจาก หนังใช้เวลาไปกับฉากสะกดจิตเยอะครับ เพราะประมาณว่าในเรื่องเนี่ย จะมีตัวร้ายคอยสะกดจิตคนใช่ไหมครับ ทีนี้ขั้นตอนการสะกดจิตน่ะ มันออกจะดึงเรื่องให้ช้าลง รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของคนที่ถูกสะกดจิตก็จะช้าๆ แบบที่เรามักเห็นในหนังน่ะครับ ทำให้จังหวะหนังมันเอื่อยไปพอสมควร ยิ่งมาเจอคนเคลื่อนไหวช้าๆ อารมณ์ก็เลยเอื่อยไปกันใหญ่

อาจเพราะส่วนมาก ตอนที่ผ่านๆ มา มันมีความฉับไวน่ะครับ ประมาณว่าโฮล์มส์จะคิดๆๆๆ แล้วก็พูดๆๆๆๆ ทำให้เรื่องมันต่อเนื่องกันไปตลอด แต่มาภาคนี้มันมีจังหวะช้าๆ มาแทรกเยอะ ทำให้อะไรๆ มันไม่เร้าใจไวเท่าตอนก่อนๆ ซึ่งก็พอเข้าใจล่ะครับ ว่าฉากสะกดจิตมันก็ต้องให้สมจริงหน่อย จะให้ดีดนิ้วปุ๊บ ก็ตกอยู่ในภวังค์ปั๊บมันอาจจะเว่อร์ไป ถ้าเป็นสมัยนี้เราคงจะเชื่อได้ไม่ยากล่ะครับ แต่สำหรับสมัยก่อน คนทำคงกลัวว่ามันจะทำให้หนังโฮล์มส์ขาดความน่าเชื่อถือไปน่ะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าทำให้หนังอ่อนไปหน่อยคือ Henry Daniell ที่มารับบทมอริอาตี้ ผมว่าแกดูไม่ค่อยร้ายลึก ไม่เหลี่ยมจัดน่ะครับ ดูไปดูมาให้อารมณ์เหมือนซึเนโอะด้วยซ้ำ (หน้าเขาออกแนวนั้นจริงๆ นะ) ท่าทางหลุกหลิก ไม่ค่อยกล้า ไม่ค่อยมั่นใจ ไม่เหมือนมอริอาตี้คนก่อนๆ เลยครับ ที่โผล่มาก็รู้แล้วล่ะว่าไม่หวังดีต่อโฮล์มส์แน่ๆ แต่กับคนนี้ ดูแล้วยังไงโฮล์มส์ก็เหนือกว่าเยอะ

อย่างฉากตอนที่ทั้งสองเผชิญหน้ากัน จริงๆ ออกแบบ วางตำแหน่งการเผชิญหน้าได้ดีนะครับ โฮล์มส์กับมอริอาตี้ เอาเก้าอี้มาประจันหน้ากันแล้วคุย ห่างแค่ไม่ถึงเมตร ดูเด็ดดีอ้ะ ดูเจ๋งนะครับ คู่อาฆาตมาประจันหน้าแบบประจันจริงๆ แต่ฉากที่ว่าก็ดูไม่ค่อยมีพลังเท่าไร เพราะมอริอาตี้ของเราดูไม่สารพัดพิษ จนไม่ค่อยเกร็ง ไม่ค่อยลุ้นเท่าที่ควร

ส่วนบทลิเดีย (Hillary Brooke) นักสะกดจิตผู้ร่วมมือของมอริอาตี้ ก็ไม่ดึงกับขโมยความเด่นดังคาดครับ ไปๆ มาๆ ดันกลืนไปกับลูกน้องของมอริอาตี้ซะอีก งงเหมือนกันครับ ทั้งๆ ที่บทน่าจะเด่น ดันไม่เด่นเท่าไร

ก็ถ้าไม่คิดมาก โฮล์มส์ตอนนี้ก็ไม่เลวครับ เรื่อยๆ มีลุ้นบ้างแต่ก็ถือว่าดีกรียังไม่เท่าตอนก่อนๆ อย่างน้อยก็ได้การแสดงดีๆ ของ Rathbone ช่วยหนังให้รอดมาได้น่ะครับ แล้วก็ได้บทที่ซับซ้อนมาช่วยอีกนิดหน่อย โดยตอนนี้สร้างจากเรื่องสั้นตอน The Adventure of the Empty House ครับ

สนุกระดับปกติ ไม่ได้พิเศษนักสำหรับตอนนี้

สองดาวยังได้ครึ่งอยู่ครับ

Star22

(7/10)