รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Law Abiding Citizen (2009) ขังฮีโร่ โค่นอำนาจ

8660_ALA_LAC_Quad_Lick.indd

บอกตรงๆ นะครับ… ผมเห็นใจไคลด์ เชลตัน (Gerard Butler) พระเอกของเรื่องอยู่เหมือนกัน

คิดดูครับ เขาใช้ชีวิตปกติเป็นพลเมืองดีมาตั้งนาน แล้วจู่ๆ ก็มีคนบุกมาฆ่าลูกฆ่าเมียต่อหน้า ครั้นพอจับฆาตกรขึ้นศาลเพื่อรับโทษได้ มันก็ดันรอดเงื้อมมือกฎหมายไปซะอีก แบบนี้พอเข้าใจว่าทำไมในเวลาต่อมาไคลด์ถึงได้ตัดสินใจวางแผนจัดการเจ้าฆาตกรชั่วแบบโหดสุดขีด

แต่แผนของไคลด์ไม่จบลงแค่นั้นครับ เพราะเป้าหมายของเขาไม่ได้ต้องการเล่นงานแค่เจ้าตัวร้ายที่ฆ่าลูกเมียเขา แต่หมายจะล้างกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ได้มอบความเป็นธรรมให้เขาจนหมดทั้งกระบวนทีเดียว

และเป้าหมายรายสำคัญที่ไคลด์จ้องจะเล่นงานให้รู้สำนึก คือ นิค ไรซ์ (Jamie Foxx) อัยการหนุ่มที่มีส่วนนิดๆ ต่อการที่เจ้าฆาตกรตัวร้ายนั้นรอดพ้นจากการลงโทษตามกฎหมายไปได้

ครับ ผมเห็นใจไคลด์ และเข้าใจที่ไคลด์ฆ่าเจ้าตัวร้ายนั่น ไหนจะการหมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมจนอยากกวาดล้างระบบที่เขาเห็นว่าไร้ประโยชน์นี้ไปให้หมดซะ… ทว่าถึงแม้ผมจะเห็นใจและเข้าใจในสิ่งที่ไคลด์คิด แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่ไคลด์ทำ ไปซะทั้งหมดหรอกครับ

จุดที่ผมเห็นด้วยกับไคลด์คือ ระบบกฎหมายบางทีมันก็ช่วยคนดี แต่บางทีก็ดันกลายเป็นช่องโหว่ช่วยคนร้ายไปแทน และบางครั้งมันก็เป็นช่องโหว่ที่ไม่น่าให้อภัยเลยครับ ถึงขนาดว่าทำให้ผู้ร้ายที่ผิดชัดๆ รอดพ้นจากซังเตไปได้ ซึ่งการที่เป็นแบบนี้ก็รังแต่จะำทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ลงเรื่อยๆ คนที่ทำผิดก็ได้ใจ คนที่หวังพึงกฎหมายก็ได้แต่คอตกและผิดหวัง

แต่หากมองอย่างกลางๆ แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่กฎหมายจะไม่สมบูรณ์แบบ เพราะมันถูกสร้างขึ้นโดยคน ซึ่งตัวคนเองก็มีจุดอ่อน จุดโหว่ทางการกระทำและอารมณ์อยู่แล้ว ดังนั้นกฎจึงเป็นเพียงแนวทาง แนวปฏิบัติ แต่ไม่อาจตัดสินชี้ขาดอะไรได้ซะทุกอย่าง แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับคนใช้กฎหมายด้วยล่ะครับ ว่าจะสามารถใช้กฎทั้งหลายมาบริหารสังคมสร้างความยุติธรรมได้หรือไม่

พูดมาพูดไป ก็อดคิดไม่ได้ว่า “พึ่งตัวเองและปกป้องตัวเองให้ได้” ท่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดแล้วล่ะครับ

สำหรับการแก้แค้นของไคลด์ ยอมรับว่าก้ำกึ่งครับ ส่วนหนึ่งก็เหมือนจะเห็นด้วยกับการลงมือกวาดล้างคนชั่วให้หมดไป เล่นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันไปเลย มันจะได้ไม่ไปก่อกรรมที่ไหนอีก

แต่อีกใจผมก็คิดเหมือน พี่แบทแมน อัศวินรัตติกาลที่ตัดสินใจไม่ฆ่าโจ๊กเกอร์ใน The Dark Knight ว่าการจะคร่าชีวิตใครสักคนหนึ่งลงไป ไม่ว่าจะดีชั่วแค่ไหน ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ตัวเราจะมาตัดสินเพียงลำพัง… เราจะำจัดการคนที่ล้ำเส้นด้วยการล้ำเส้นเสียเอง… มันถูกหรือเปล่า

ถ้าเรานั่งนึกเหตุผลที่จะฆ่าคนๆ หนึ่ง ผมเชื่อว่ามันมีครับ เหตุผลที่จะฆ่า ขณะเดียวกันหากเราจะนึกถึงเหตุผลที่จะไม่ฆ่าใครสักคน ผมเชื่อว่ามันก็มีเหมือนกันนั่นแหละ มันแค่อยู่ที่ว่าคุณจะมองในมุมไหนเท่านั้น… มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยครับ ไอ้เรื่องเกี่ยวกับชีวิตเนี่ย

ครับ ผมเข้าใจสิ่งที่ไคลด์คิด เข้าใจในการกระทำและการแก้แค้น และออกจะเห็นด้วยในส่วนนี้ แต่ที่รู้สึกว่าพี่แกทำหนักมือไปหน่อยก็คือการไล่สังหารคนในกระบวนการยุติธรรมซะเหี้ยนเต้ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็พลอยตายไปหมด ทั้งๆ ที่คนดี ที่ตั้งใจทำงานก็คงมีเหมือนกัน แต่พี่ท่านเล่นใส่หนักระเบิดทะลักกันเลยทีเดียว แม้จะทำเพื่อกระทุ้งระบบก็เถอะ แต่มันหนักมือจริงๆ เด้อ

แต่ด้วยความที่มันเป็นหนัง ก็เลยยังรับได้ครับ นั่นคือคนเขียนบทเขาสื่อผ่านหนัง ให้เราตระหนักถึง “ช่องโหว่ของกฎหมายและความหมายที่แท้ของความยุติธรรมให้ดี”

ถ้าเราจะมาพูดถึงสิ่งที่นายไคลด์ทำนั้น คงร่ายเรื่องผิดถูก เห็นด้วยไม่เห็นด้วยกันได้อีกยาวหลายหน้าล่ะครับ และมันก็ยากที่จะได้ข้อสรุปด้วย เพราะมันอยู่ที่มุมมอง ทัศนคติ และอะไรอีกหลายอย่าง ดังนั้นผมจึงขอโดดไปมองในฐานะที่มันเป็นหนังเรื่องหนึ่งดีกว่า

 

สิ่งที่ผมชอบมาตั้งแ่ต่ตอนก่อนดูคือคอนเซปต์ของหนังน่ะครับ ที่มันตั้งคำถามใส่คนดูได้อย่างดี ว่าระบอบหรือกระบวนการยุติธรรมที่มีช่องโหว่หรืออวยคนร้ายนั้น มันสร้างความเสียหายได้มากมายขนาดไหน การทำลายล้างหรือการฆ่าที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือไคลด์ก็คงเทียบได้กับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากเรายังปล่อยให้กระบวนการมีช่องโหว่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นั่นคือคนจะหมดศรัทธา และอาจออกมาตั้งศาลเตี้ยเรี่ยราดตามแต่ใจตน

หนังคงไม่ได้เจตนาจะบอกว่าไคลด์หรือนิค ใครถูกหรือผิด ซึ่งคงแล้วแต่เราจะคิด แต่หากคิดแค่หาเหตุผลว่า “ไคลด์ทำถูกเพราะ…” หรือ “นิคทำถูกเพราะ…” นั่นคงน่าเสียดายล่ะครับ ที่หนังอุตส่าห์ทำให้เราเห็นสิ่งที่สำคัญกว่าความถูกผิดของตัวละคร นั่นคือ ทำให้เรามองได้ว่าความแค้นมันทำให้คนคลั่งได้แค่ไหน (อันทำให้เราควรระงับ ไม่ให้ใครต้องเกิดความแค้น และถ้าจะให้ดี ตัวเราก็ต้องรู้จักระงับจิตใจ มีสติ ไม่หลงไปกับความแค้นด้วย) และช่องโหว่ของกฎหมาย มันทำร้ายชีวิตคนได้มากเพียงใด

หนังก็พยายามเตือนเราดังๆ ครับ ว่ารีบช่วยกันแก้จุดอ่อนก่อนจะมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นกันดีกว่า ทั้งฝ่ายที่มีหน้าที่ รวมไปถึงคนธรรมดาอย่างเราๆ ก็เหมือนกันครับ ช่วยกันสอดส่องอย่าปล่อยให้คนไม่ดีลอยนวล (แต่เราก็ต้องสอดส่องอย่างพอเหมาะพอดีครับ)

จริงๆ ถ้าคนเราช่วยกันปัองกันอาชญากรรม ดูแลทั้งคนในครอบครัวและคนข้างบ้าน มันคงช่วยยับยั้งเหตุร้ายได้เยอะน่ะครับ

มาว่าด้านตัวหนังดีกว่า ก็ถือว่าทำได้สนุกครับ น่าติดตาม พี่ Gerard Butler แกก็เล่นได้หล่อ เท่ห์ เป็นทั้งพระเอกและวายร้ายในคราวเดียว เล่นได้ดีครับ ทำให้คนดูรักและเกลียดไปพร้อมๆ กัน ส่วน Jamie Foxx แม้จะออกแนบทสมทบแต่ก็ทำได้ดีเช่นกัน พอๆ กับดาราเจ้าอื่นๆ นั่นแหละครับ เล่นได้ดี ทำให้หนังชวนติดตามได้เรื่อยๆ

ผู้กำกับก็คือ F. Gary Gray แห่ง The Negotiator หนังนักเจรจาที่กระผมชอบมาก พี่ท่านก็คุมหนังได้อยู่ครับ แต่รายที่ขอชมเยอะหน่อยคือพี่ Kurt Wimmer คนเขียนบทที่กลั่นบทออกมาได้ดีครับ มันส์และได้อะไรไปคิด ไปตั้งคำถามเล่นๆ เยอะดี ซึ่งรายนี้เขียนบทหนังเข้าท่ามาเยอะ อย่าง Equilibrium (ที่พี่แกกำกับเองด้วยครับ บอกได้เลยว่ามันส์มาก), The Recruit และ Street Kings

จัดเป็นหนังที่มันส์ ชวนคิด และกระทุ้งสังคมได้สาใจพอตัวครับ

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

 

Advertisements