รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Killing Ground (2016) แดนระยำ

25348311_1864194570278002_7064509261069770133_n

หนังเรื่องนี้ก่อให้เกิดความรู้สึก 2 ห้วงขึ้นมาในหัวของผม ห้วงแรกเกี่ยวกับตัวหนัง อีกห้วงหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ในเรื่องที่หนังพาเราไปสำรวจ (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชวนอึดอัดและไม่อยากให้เกิดกับใครทั้งนั้น)

เริ่มที่ห้วงแรกก่อนครับ หนังก็เป็นแนวระทึกขวัญ+สยองขวัญ ว่าด้วยคู่รักที่ไปพักผ่อนด้วยการตั้งแคมป์ในป่า แต่พอไปถึงจุดปักหมุดพวกเขาก็พบว่าที่ตรงนั้นมีเต้นท์ตั้งอยู่ ว่าง่ายๆ คือความฝันที่จะได้ไปโรแมนติกกลางป่ากันสองต่อสองนั้นมลายไปต่อหน้า

แต่พวกเขาก็พยายามคิดในแง่ดีว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยก็มีเพื่อนมาตั้งแคมป์ด้วย ทว่าพอเวลาผ่านไปกลับไม่มีใครกลับมาที่เต้นท์เลย… หรือมันเกิดเรื่องไม่ดีอะไรกับคนที่มาตั้งแคมป์ก่อนหน้าพวกเขากัน?

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับหนังในความคิดผมคืออะไรรู้ไหมครับ ผมว่าคือสารพัดคำชมเชิงบวกที่หนังเอามาใส่ในโปสเตอร์นั่นแหละ คือคำชมสวยงามประหนึ่งว่ามันเป็น The Sixth Sense หรืออะไรแบบนั้นเลย

ซึ่งสำหรับคนที่ดูเหล่านั้นอาจคิดแบบนั้นจริงๆ ก็ได้ครับ แต่ปัญหาคือคนอื่นอาจไม่คิดแบบนั้น และคำชมเหล่านั้นก็ทำให้คนดูอีกจำนวนหนึ่งตั้งความหวัง ทำให้พอได้ดูจริงๆ แล้วมันไม่ตอบโจทย์เท่าที่พวกเขาตั้งไว้ มันก็เลยกลายเป็นความผิดหวังไป

ว่าตามจริงหนังทำออกมาได้ไม่เลวครับ มันคือหนังระทึกขวัญคล้ายๆ Eden Lake ที่คู่รักไปพักในป่าแล้วเจอคนร้ายตามรังควาน เพียงแต่เรื่องนี้เพิ่มชะตากรรมของคนไปตั้งเต้นท์คนอื่นๆ ใส่ลงไป ซึ่งในแง่การสร้างความฉงน ก็ถือว่าทำได้ไม่เลวในตอนต้นครับเพราะเราก็สงสัยเหมือนตัวเอกว่าคนในเต้นท์ข้างๆ หายไปไหนกันหมด

แต่ครั้นพอหนังเดินไปครึ่งเรื่อง คำถามที่มีก็ได้รับคำตอบครับ แล้วเรื่องที่เหลือก็คือต้องมาลุ้นว่า 2 ตัวเอกจะรอดพ้นเรื่องร้ายๆ ไปได้ไหม คนร้ายจะได้รับผลกรรมไหม ซึ่งพอถึงจุดนี้เราก็คาดเดาอะไรได้ไม่ยากแล้วล่ะครับ มันไม่ได้มีอะไรหักมุมชวนอึ้งหรอก

ดังนั้นตัวหนังก็ถือว่าเรื่อยๆ ครับ ระทึกขวัญเขย่าขวัญได้โอเคในระดับหนึ่ง แต่มันไม่ได้สุดยอดอะไร โดยส่วนตัวแล้วหากว่ากันถึงหนังแนวเดียวกัน ผมว่า Eden Lake ยังลงตัวกว่า มีชั้นเชิงกว่า และสร้างความระทึกขวัญ กดดันกดจิตได้ดีกว่า

แล้วก็มาถึงความรู้สึกอีกห้วงหนึ่งครับ คือความรู้สึกที่มีต่อสถานการณ์ ซึ่งบอกตรงๆ ว่ามันอึดอัดนั่นแหละ มาระยะหลังๆ ก็ตระหนักได้เลยครับว่าผมไม่ชอบหนังที่ตัวละครหลักจนตรอกหนักๆ ดูแล้วมันเกิดอารมณ์เดือดเล็กๆ และรู้เลยว่าตัวเองทนเห็นอะไรแบบนี้ไม่ค่อยได้

ย้อนไปถึงตอนดู IT ผมเคยบอกว่าอยากลากเพนนีไวส์มากระทืบเพราะทนไม่ได้ที่เห็นจอร์จี้โดนทำร้าย ซึ่งกรณีนี้ก็คงเหมือนกรณีนั้นน่ะครับ ส่วนหนึ่งอาจเพราะเราโตขึ้น เจออะไรมามากขึ้น มีความรับผิดชอบหลายอย่างจนเกิดต่อมบางอย่างขึ้นมา ต่อมที่ว่านี้มีไว้โต้ตอบรับมือกับสถานการณ์ทำนองนี้

มันอาจเป็นต่อมฮึดนะ ประมาณว่า “เราจะไม่ทน” เพราะโลกทุกวันนี้กลายเป็นว่าเราต้องทนมากขึ้น เรารู้น่ะครับว่ามันมีการเอารัดเอาเปรียบ เรารู้น่ะครับว่ามันมีพวกอันธพาลกร่างไปทั่ว เรารู้น่ะครับว่าบางทีเราทำถูกกฎ แต่หากคู่กรณีมีอิทธิพล มีสี มีพรรคพวก เราก็ต้องก้มหน้ายอมรับ

การดูหนังแบบนี้มันเลยเกิดความรู้สึกโกรธต่อสถานการณ์ที่ตัวเอกไปเจอ มันทำให้เราอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดเรื่องบ้าๆ พวกนี้ แต่บอกตรงๆ ว่ามันเป็นสังเวียนที่ไร้ความเป็นธรรม (อยู่แล้วล่ะ) เพราะโลกของคนที่ทำตามกฎ เราจะมีกฎ มีอะไรหลายๆ อย่างจำกัดเป็นกรอบไว้ (อย่าทำแบบนั้น – มันไม่ดี, ใช้ความรุนแรง-ไม่ได้ ฯลฯ) ในขณะที่คนทำเรื่องไม่ดีเขาเตะกรอบกระจุย เขาทำให้กฎมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าได้

คนที่พยายามทำตามกฎมักจะสรรหาเหตุผลมาขีดเส้นสร้างกรอบจำกัดให้ตัวเอง ในขณะที่คนที่พยายามแหกกฏจะสรรหาเหตุผลมาระเบิดกรอบให้สลาย มาทำให้การกระทำของพวกเขาสมเหตุสมผล (เข้าข้างตัวเองน่ะครับว่าง่ายๆ)

เราจะเอาดอกลาเวนเดอร์ ไปสู้กับมีดพร้าด้ามปืนได้อีกนานแค่ไหน

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements