รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Fahrenheit 9/11 (2004) ฟาเรนไฮท์ 9/11

51S0PSRWGSL._SY445_

“เป็นหน้าที่ของพลเมืองทั้งหลายที่จะต้องการปกป้องประเทศ จากรัฐบาลของตน”

ประโยคนี้ผมได้ยินครั้งแรกตอนดูหนังเรื่อง JFK ของ Oliver Stone ครับ หนังเรื่องนี้ก็โดนใจผมแบบป้ากๆ เพราะมีการถ่ายทอด บอกเล่าการสืบสวนทั้งความเป็นไปและ “ความน่าจะเป็น” เกี่ยวกับกรณีลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้

แม้หนังจะยาวสามชั่วโมงแต่ก็อุดมไปด้วยความสนุกน่าติดตาม และยังถือเป็นหนังเรื่องแรกๆ สำหรับผมที่ทำให้สมองเริ่มคิดอ่าน มองการบริหารของรัฐบาลและการทำงานของภาครัฐให้ลึกลงไปอีกระดับหนึ่ง

มองในมุมทั่วไป กับมองในมุมลึกกว่าเดิม… มุมที่อาจมีลับลมคมใน มีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง…

ผมเคยคิดแบบง่ายๆ ว่า ขนาดในบริษัทห้างร้านขนาดเล็กๆ ยังมีการแอบโกงจิ๊กเงินได้โดยที่เพื่อนร่วมงานยังไม่รู้ หรือไม่เพื่อนร่วมงานนั่นแหละที่ช่วยกันวางแผนโกงเงินร้านโดยที่เจ้าของเองก็ไม่รู้ตัว

แล้วคิดดูสิครับ เหล่าผู้บริหารระดับประเทศที่มีโอกาสกินเงินได้เยอะกว่า ซ้ำยังมีอำนาจปกปิดได้สบายกว่า หากเขาจะทำ ทำไมจะทำไม่ได้… จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเหล่านักการเมืองซึ่งอันที่จริงก็คือลูกจ้างของคนทั้งประเทศ ทำการยักยอกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนโดยที่เจ้าของประเทศไม่รู้

เรื่องการตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวของคนไม่กี่คนก็สามารถก่อความเสียหายได้ไม่น้อย แล้วคิดดูเถอะครับ ถ้าคนระดับประเทศตักตวงผลประโยชน์ความเสียหายจะมากมายแค่ไหน… ผมว่าตอนนี้เราๆ ท่านๆ คงจะเห็นความเสียหายนั้นกันแล้วล่ะนะครับ

บ้านเรามีลับลมคมใน แน่นอนครับอเมริกาก็มีเหมือนกัน

โดยทั่วไป เวลาเรารับรู้ข้อมูลความไม่ชอบมาพากลในการบริหารประเทศของผู้นำ เราก็มักเอามาคุยกันเล็กๆ น้อยๆ ในวงสภากาแฟหรือหมู่เพื่อน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและแบ่งปันสิ่งที่เรารู้ให้คนอื่นได้ลองเอาไปคิดดู…

แต่มีผู้ชายคนหนึ่งครับ ที่เอามาบอกเล่าแบ่งปันเหมือนกัน… เพียงแต่แกบอกอย่างดังให้คนทั้งโลกได้ยินได้รู้เท่านั้นเอง… เขาคือ Michael Moore ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีที่ได้ออสการ์ไปหนึ่งตัวจากผลงาน Bowling for Columbine งานสนุกๆ ที่แฝงแง่มุมเสียดสีวิพากษ์อเมริกันอย่างเจ็บๆ คันๆ เหมือนเรื่องนี้แหละครับ

Fahrenheit 9/11 คืองานชิ้นที่ท้าทายสุดๆ เพราะเอาเรื่องการเมืองและเรื่องของบุคคลที่ยังประจำตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงในตอนนั้นอย่าง George W. Bush มาตีแผ่เสนอแง่มุมแบบเต็มพิกัด ตั้งแต่เหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลตั้งแต่สมัยที่ Bush ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีใหม่ๆ เฉือนนาย Al Gore ไป

หมัดแรกของหนังคือนำเสนอข้อมูลจริงๆ เมื่อมีลับลมคมในตอนเลือกตั้งครั้งนั้น… แต่ผู้มีอำนาจเพิกเฉยที่จะสืบสวน Bush

หมัดต่อมาคือการจับเอาเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ปี 2001 มาถ่ายทอด พร้อมตัดภาพวินาทีที่ Bush ได้รู้เรื่องเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด ให้เราได้เห็นกันแบบจะๆ ตาว่าผู้นำสหรัฐทำอะไรเมื่อได้รู้… และทำอะไรต่อหลังจากได้รู้ข่าวไปตั้งเกือบ 10 นาที…

จากนั้นหนังก็เสนอข้อมูลที่น่าสนใจครับ ว่า Bush กับ Osama Bin Laden มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนจะตบท้ายด้วยการวิพากษ์สงครามที่ Bush เปิดฉากถล่มอิรักแบบย่อยยับ ส่งทหารจำนวนมากไปปฏิบัติการ และผลที่ได้คืออะไร หนังตั้งคำถามให้เราเอาไปคิดเล่นๆ ว่า ผลที่ได้คือ… ผลกำไรในทางธุรกิจ หรือเป็นการสร้างสันติภาพอะไรอย่างที่เอ่ยอ้าง… อันไหนกันแน่คือผลแห่งสงครามที่ว่านั้น

fahrenheit-911

หนังค่อนข้างโดนใจความรู้สึกผมนะครับ ประมาณ JFK เพียงแต่พลังอาจยังไม่มากเท่า ตัวหนังเองก็มีจุดอืดเอื่อยบ้างในช่วงที่เล่าถึงสงครามอิรักที่จังหวะความเร็วความเร้าลดดีกรีลงไป แต่เมื่อดูโดยรวม หนังสารคดีเรื่องนี้ก็มีคุณภาพน่าติดตามในระดับหนึ่ง แต่แนะนำว่าควรดู Soundtrack นะครับ เพราะพากย์ไทยพวกระบบเสียงต่างๆ อารมณ์จะไม่ได้สมจริงเท่า Soundtrack

สิ่งที่ Moore นำมายื่นบอกเล่าให้เรารับรู้ถือว่ามีอะไรหลายอย่างน่าคิดทีเดียว ไม่แปลกใจเลยครับที่จะมีคนสนใจดูหนังเรื่องนี้มาก จนทำให้นี่กลายเป็นหนังสารคดีเรื่องแรกที่ทำเงินเกิน $100 ล้านในอเมริกา การนำเสนอเป็นไปในแง่ให้เราชวนคิดตามว่าเหตุการณ์ 11 กันยามีเบื้องหลังอย่างไร และการบุกอิรักนั้นมีเบื้องหลังหรือไม่ และมันมีประโยชน์ตรงไหนที่อเมริกาต้องส่งระเบิดในฆ่าคนอิรักมากมาย ส่งทหารไปตายตั้งกี่ร้อย แล้วยังก่อผลกระทบลูกโซ่ในต้องมีการเชือดตัวประกันอีก… มันอะไรกัน… เพื่ออะไรกัน… เพื่อความสงบสุขจริงๆ เช่นนั้นหรือ…

แต่ทีเด็ดที่ผมยอมรับว่าเด็ดจริงๆ ของสารคดีนี้คือเรื่องของนาง Lila Lipscomb คุณแม่ที่ในตอนแรกสุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชายได้ไปรับใช้ชาติ ร่วมรบในอิรัก และสนับสนุนว่าการทำสงครามคือเรื่องถูกต้องเหมาะสม… แต่เมื่อเธอต้องพบกับข่าวร้าย… มุมมองของเธอก็เปลี่ยนไป… ทั้งน้ำตา… เป็นช่วงที่ผมพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ ครับ

อีกฉากเด็ดคือตอนที่ Moore นำเสนอเรื่องราวมาจนถึงจุดที่เขาตั้งคำถามว่า รัฐบาลอเมริกาส่งเด็กหนุ่มมากมายไปรบในอิรัก แต่คำถามคือ แล้วบรรดาลูกหลานของสมาชิกสภาล่ะ มีไปร่วมรบสักกี่คน… คำตอบคือ คนเดียว… ส่งลูกคนอื่นไปตายย่อมง่ายกว่าส่งลูกตัวเองไปรบ… เห็นจะเป็นเช่นนั้นล่ะกระมัง

Moore จึงปล่อยหมัดเด็ดโดยการไปดักสัมภาษณ์เหล่าสมาชิกสภาเพื่อขอให้ท่านๆ ทั้งหลายโปรดส่งลูกชายของท่านไปร่วมรบเพื่อชาติอย่างที่ท่านๆ ชวนเด็กหนุ่ม (ที่มีพ่อแม่เหมือนกัน) จำนวนมากไปรบ… และไปตาย… ภาพที่เห็นคือเหล่าสมาชิกสภาถ้าไม่ทำหน้าเจื่อนก็เดินหนี Moore ไปเลย… แบบนี้มันก็สื่ออะไรบางอย่างได้เหมือนกันนะครับ

 

แม้บั้นปลายของหนังจะทำเงินประสบความสำเร็จ แต่กว่าหนังจะได้ออกมาก็เจอตอเข้าไปหลายดุ้น ตั้งแต่จุดเริ่มที่จริงๆ แล้วทางค่าย Miramax ของพี่น้อง Weinstein ได้ตกลงมอบทุน $6 ล้านให้ Moore เอาไปทำหนังเรื่องนี้ เพราะ Harvey Weinstein หนึ่งในประธาน Miramax ชอบแนวทางของสารคดีนี้มาก แต่ปรากฏว่า Michael Eisner ซึ่งเป็นซีอีโอของค่าย Walt Disney ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Miramax ประกาศเลยครับว่าไม่ปลื้มและขอให้ระงับการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ไม่ออกทุนให้เด็ดขาด ได้ข่าวว่าพี่ท่านส่งจดหมายมาถึง Weinstein ถึงสองฉบับว่าห้ามสนับสนุนหนังเรื่องนี้เด็ดขาด แต่ทาง Weinstein ก็เสนอข้อต่อรองกับ Eisner ว่า เอางี้แล้วกัน ให้ถ่ายทำหนังออกมาก่อน แล้วหากไม่ชอบก็ค่อยว่ากัน แต่ Eisner ให้ตายยังไงก็ไม่ยอมครับ สั่งลั่นดาลห้ามสร้างเด็ดขาด

แต่ปรากฏว่า Weinstein ก็ยังสนับสนุนจน Moore ทำ Fahrenheit 9/11 ออกมาเรียบร้อย ทีนี้พอ Eisner ก็อึ้งไปเลยครับ พร้อมตำหนิมายัง Miramax ว่าทำไมยังดึงดันสร้างแบบนี้ เป็นการฝืนคำสั่งบริษัทแม่ทีเดียวนะ

ทว่า Weinstein ก็ยังใจเย็น ยื่นข้อเสนอให้เหล่าผู้บริหารลองมาดูหนังก่อนแล้วค่อยตัดสิน ตอนแรกทุกคนก็อิดเอื้อนไม่มาดูเด็ดขาด จนสุดท้าย Disney ก็ส่ง Brad Epstein รองประธานมารับชมหนังแทน ซึ่งพอดูจบปุ๊บ Epstein ก็แสดงอาการชอบทันที แต่ทว่าพอเขากลับถึง Disney ทางนั้นดันแจ้งสรุปมาว่า Epstein ไม่ได้ปลื้มหนังเรื่องนี้แม้แต่น้อย (เอาเข้าไป)… คือคนมันจะไม่ให้ฉายน่ะครับ

เมื่อ Disney ยืนกรานกันท่าขนาดนี้ สุดท้ายหนังเลยขยับลิขสิทธิ์ส่งต่อไปให้ Lions Gate Films แทนเพื่อตัดปัญหา

คุณว่าทำไม Disney และท่านซีอีโออย่าง Eisner ถึงไม่ยอมให้หนังได้ออกฉายครับ ขนาดออกฉายในวงจำกัดก็ยังไม่ยอม … ว่ากันว่ามันมีผลประโยชน์บางอย่างครับ แต่ Eisner พยายามอ้างว่าเพื่อกัน Disney ให้พ้นจากการมองว่ากำลังแสดงบทบาทหรือแสดงขั้วทางการเมือง แต่ถ้าพูดกันถึงสาเหตุจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นกรณีของ Walt Disney World สวนสนุกของ Disney ในฟลอริด้าที่ได้รับการอนุเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องยกเว้นภาษีจากผู้ว่าการรัฐฟลอริด้าอยู่…

ผู้ว่าการฟลอริด้าเขามีชื่อว่า Jeb Bush… คุ้นไหมครับ… ก็น้องชายของท่านประธานาธิบดี Bush นั่นปะไร

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหัวเด็ดตีนขาด Disney ก็ไม่ขอมีเอี่ยวกับหนังไม่ว่าทางใดๆ… เพื่อผลประโยชน์นั่นเอง

 

“เป็นหน้าที่ของพลเมืองทั้งหลายที่จะต้องการปกป้องประเทศ จากรัฐบาลของตน”

ผมพูดประโยคนี้ไว้เมื่อตอนต้น… มันก็จริงในระดับหนึ่งครับ ประชาชนคนในชาติก็มีหน้าที่ร่วมกันปกป้องประเทศยามที่ผู้บริหารประเทศทำไม่ถูกต้องหรือมีการดำเนินงานที่ผิดพลาด แต่โปรดทำความเข้าใจว่า การปกป้องนั้นหาใช่การใช้กำลัง หาใช่การก่อม็อบใดๆ หรือการวิ่งไล่กระโดดยันให้ใครต่อใครตกจากบัลลังก์เพียงอย่างเดียว… อย่างที่ผมเคยบอกครับ การใช้กำลัง ความรุนแรงหรือโทสะอารมณ์ มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี ตรงกันข้ามครับมันอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกด้วย

แต่การปกป้องที่ว่าคือการร่วมกันตรวจสอบผู้บริหาร พร้อมทั้งช่วยชี้แนะเสนอแนะทางออก ผู้บริหารก็ต้องรับฟังประชาชน ประชาชนก็ต้องรับฟังผู้บริหารเพื่อจะได้ร่วมมือกัน ช่วยเหลือกันอย่างถูกจุด ไม่ใช่นั่งคิดกันเองเสร็จสรรพแล้วมาบังคับให้อีกฝ่ายทำโดยปราศจากข้อแม้… เพราะแบบนั้นไงล่ะครับ ความข้ดแย้งถึงไหลมาเทมาตราบจนปัจจุบัน เพราะต่างฝ่ายเอาข้อมางัด เอาฟันมาถากกัน แทนที่จะใช้มือมาจับและร่วมกันจูงหรือลากประเทศให้รอดพ้นจากภัย

ส่วนสิ่งที่ Moore ทำ คือการนำข้อมูลมาเสนอให้ประชาชนลองพิจารณาไตร่ตรองกันดู… จะเชื่อหรือไม่ย่อมเป็นอีกเรื่อง

ถือเป็นสารคดีอีกเรื่องที่ดูแล้วสนุก สะใจ และสลดใจไปในเวลาเดียวกัน…

สองดาวครึ่งกว่าๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements