รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Thank You for Smoking (2005) แผนเด็ดพีอาร์สมองเสธ

thank_you_for_smoking

ในหนังเรื่อง Amistad ของผู้กำกับ Steven Spielberg มีอยู่ฉากหนึ่งที่กระแทกใจผมเต็มๆ นั่นคือตอนที่ท่านอดีตประธานาธิบดีจอห์น ควินซี อดัมส์พูดในศาลเพื่อแก้ต่างให้เหล่าทาสผิวดำว่า “I realized after much trial and error, that in the courtroom, whoever tells the best story wins”

ความหมายโดนมากครับ “ในศาล หากทนายแก้ต่างคนไหนเล่านิทานได้น่าฟังที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะไป”

นั่นไม่เพียงแต่เป็นความจริงในศาลเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

ทุกวันนี้ใครก็ตามที่พูดเก่ง มีวาทศิลป์โน้มน้าวคนได้ถือเป็นคนที่มีชัยไปกว่าครึ่ง ทำอะไรก็สะดวกสบายซ้ำยังใช้มันหาอำนาจและผลประโยชน์ได้ด้วย

ยิ่งใครรู้จักพูดเพื่อกันจุดอ่อนของตนหรือไม่ก็พูดกลบเกลื่อนข่าวเสียหายขอให้คนลืมๆ ไปซะ จากนั้นก็ค่อยเอาข้อดีหรือสิ่งดีๆ ที่ตัวเองมีมาพูดเพื่อแก้เกี้ยว เบนประเด็นให้คนฟังคล้อยตามได้ ก็แทบจะไม่ต้องกังวลอะไรอีกต่อไป

คนลักษณะนี้ตามบริษัทห้างร้านหรือองค์กรต่างๆ ต้องการตัวอย่างยิ่ง เพราะหากมีคนแบบนี้มาเป็นพนักงานประเภทประชาสัมพันธ์หรือ PR ล่ะจะช่วยเป็นทั้งกันชนและเพิ่มผลกำไรได้อย่างดี

และนิค เนเลอร์ (Aaron Eckhart) ก็คือบุคคลลักษณะนั้น

Thank-You-For-Smokingarticle

นายนิคคนนี้ทำงานให้กับสถาบันวิจัยยาสูบซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าผู้บริหารบริษัทยาสูบนั่นแหละครับ หน้าที่คือการออกมาแก้ต่างปกป้องอุตสาหกรรมยาสูบ เช่น หากมีใครเชิญคนป่วยเป็นมะเร็งมาออกรายการทีวี นิคก็ต้องไปออกรายการแก้ต่างสรรหาเหตุผลสารพัดว่ามันไม่ใช่ความผิดของบริษัทยาสูบ พร้อมทั้งยกเอาความดีของบริษัทที่เคยทำหรือจะทำ เช่น การบริจาคเงินก้อนโตให้แต่องค์กรการกุศลหรือสถาบันโรคมะเร็งเป็นต้น

“เชื่อเถอะครับว่าทางเราต้องการอย่างยิ่งที่จะให้เหล่านักสูบ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่หายจากมะเร็ง เพราะพวกเขาคือลูกค้ารายใหญ่ จะได้กลับมาอุดหนุนเราอีก…”

หนังทั้งเรื่องอุดมไปด้วยลีลาร้อยเล่มเกวียนของนิคครับ ซึ่งเจตนาของหนังก็ไม่ได้จะสนับสนุนให้คนสูบบุหรี่หรอก แต่เป็นการจิกกัดเสียดสีอย่างสนุกสนาน แน่นอนว่าคนที่ไม่ชอบหนังที่เอาแต่พูดๆๆ และเล่นมุกแบบขำคิด (นั่นคือต้องคิดแล้วถึงจะขำแบบแสบๆ) ก็คงไม่ปลื้มหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าลองว่าชอบหนังตลกร้ายขายประโยคสนทนาชวนคิดล่ะก็ ขอบอกว่า “ต้องดู” เลยทีเดียวล่ะครับ จัดว่าห้ามพลาด

ตัวละครอย่างนิคนั้นทำให้ผมเข้าใจเหล่าพีอาร์ขององค์กรต่างๆ ที่พยายามสร้างความน่าเชื่อถือและคอยแก้ตัวให้สารพัดองค์กร นอกจากพวกเขาต้องมีสมองไวพูดเก่งแล้ว ยังต้องรู้จักหาเหตุผลอันควรมาสนับสนุนคำพูดของเขาเองด้วย เช่น ตอนที่นิคโดนโจมตีเกี่ยวกับบุหรี่คืออันตราย ยิ่งเสพมากก็ยิ่งสะสมโอกาสเป็นมะเร็ง นิคก็จะโต้ด้วยเหตุผลแบบตรงไปตรงมาอย่าง “แต่ก็ยังไม่มีการวิจัยใดๆ ที่ฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าบุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งนี่ครับ” หรือไม่ก็แถไปเรื่องอื่นอย่าง “พวกอาหารเปี่ยมไขมันทั้งหลายก็สะสมโอกาสการเป็นโรคร้ายให้คนเช่นกัน”

สำหรับนิคเขามีเหตุผลที่จะเข้าข้างผลิตภัณฑ์ตนเองเสมอ และเขาจะหาทุกเหตุผลมาช่วยพร้อมทั้งหักล้างเหตุผลโต้แย้ง ถ้าไม่ใช่ทางตรงก็ทางอ้อม

thank-you-for-smoking-1

ผมชอบตอนหนึ่งที่นิคสอนมวยในการโต้แย้งให้กับลูกชาย (Cameron Bright) โดยกำหนดว่าเขาคือตัวแทนของไอศกรีมวนิลา ส่วนลูกเป็นตัวแทนไอศกรีมช็อกโกแลต แล้วก็ลองให้ลูกโต้ให้ชนะว่าช็อกโกแลตดีกว่าอย่างไร ลูกก็พยายามโต้สารพัด แต่นิคหาทางตะล่อมกลับโดยการพูดในเชิงโน้มน้าวแทนที่จะใช้เหตุผล และที่สำคัญคือ คนที่นิคโน้มน้าวกลับไม่ใช่ตัวลูกชายครับ แต่เขาพูดเพื่อทำให้คนอื่นที่ฟังเรื่องนี้เชื่อเขา

จุดประสงค์ของพีอาร์อย่างนิค ไม่ใช่การชี้ถูกผิด แต่เป็นการโน้มน้าวคนส่วนใหญ่ให้เชื่อในสิ่งที่เขาพูด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสนามการค้าตอนนี้ บริษัทที่ครองตลาดได้ คือบริษัทที่กระตุ้นเร้าลูกค้าจนเกิดความอยากใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาให้มากที่สุด … อยากนะครับ แค่อยากเท่านั้น แต่จะจำเป็นหรือไม่แต่ละบริษัทก็มักจะไม่พูดถึง หรือต่อให้พูดถึงก็จะพูดแค่ในแง่ว่า “จำเป็นสิ จำเป็นมาก คุณจำเป็นต้องใช้สินค้าของเราเพราะ… ” อะไรก็ว่าไป (ซึ่งส่วนมากเหตุผลก็โคตรจะเข้าข้างตัวเองอย่างสุดโต่ง)

ไม่น่าแปลกใจที่ค่าตัวของนิคจะสูงและเป็นที่ต้องการตัว เพราะพี่แกมีเหลี่ยมคูสารพัด รู้จักพูดในสิ่งที่ควรพูด เงียบในสิ่งที่ควรเงียบ โต้ในสิ่งที่ควรโต้

เขาเปรียบเสมือนนักรบที่มีวาทะเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด พูดในสิ่งที่ก่อกำไรและตอบในสิ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่อยากฟัง

คนที่ติดบุหรี่ส่วนมากรู้ดีว่าสูบแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ลองว่าเขาเสพติดไปแล้ว สิ่งที่เขาอยากฟังไม่ใช่การแถลงของแพทย์หรือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาจะต้องการเพียงแค่ใครสักคนออกมาบอกกับพวกเขาว่า “สูบต่อไปเถิด อย่าคิดมาก”

เมื่อคนเราเลือกที่จะสูบจนเกิดการติด ขั้นตอนที่เหลือของนิค ก็แค่รักษาลูกค้าให้มั่นคงสูบต่อไปก็พอ ระหว่างนั้นก็หาลู่ทางเพิ่มลูกค้าใหม่ต่อไป

thank-you-for-smoking-7

“บุหรี่มันคือยาเสพติด หน้าที่เราคือทำให้คนเริ่มติด แล้วที่เหลือก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว” คำพูดเด็ดจาก บีอาร์ หัวหน้าของนิคที่ตรงจุดอีกเหมือนกัน

ตัวละครแบบนิคจึงมาพร้อมอีกหนึ่งสัจธรรมง่ายๆ ของโลก… โลกที่มีการโต้แย้งทางความคิดตลอดเวลา… การเถียงให้ชนะไม่จำเป็นต้องเถียงบนเหตุผลหรือเถียงจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมรับความพ่ายแพ้ ซึ่งแทบจะบอกได้เลยว่า คนสองคนที่เถียงกันย่อมไม่มีฝ่ายไหนอยากแพ้ ต่อให้แพ้ก็ไม่ยอมรับว่าแพ้ นิครู้ดีว่าการจะเถียงจนอีกฝ่ายแพ้มันเสียเวลา อย่างตอนที่ออกรายการทีวีโต้กับท่านวุฒิสมาชิกออร์โตลาน ฟินิสเตอเร่ (William H. Macy) ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอม ดังนั้นเขาจึงใช้ทางลัด แค่รู้จักจับจุดพูดให้คนส่วนมากถูกใจ แค่นั้นก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

ดังนั้นถ้าจะมองให้ลึก สังคมปัจจุบันของเราก็น่ากลัวไม่ใช่น้อยนะครับ เราอาจโดนคำพูดหวานๆ หรือคำโฆษณาเท่ห์ๆ ล่อลวงให้เสียเงินไปโดยใช่เหตุก็ได้ หากเราไม่รู้เท่าทัน ไม่ใช้สติกรองคำพูดโฆษณาทั้งหลาย

เสียเงินว่าแย่ แต่เสียสุขภาพของคุณและคนรอบข้างนี่ยิ่งแย่กว่าซะอีก

ดูหนังจบแล้วเกิดอาการปลงขึ้นมาทันที เพราะไม่ว่าจะบุหรี่ เหล้า และของฟุ่มเฟือยอีกสารพัด ไม่มีวันหมดไปจากโลกง่ายๆ ตราบใดที่พีอาร์และนักการตลาดพร้อมจะพูดเอาใจให้คนอยากใช้สินค้า พร้อมจะหาเหตุผลหลอกล่อให้คนคล้อยตาม

และลูกค้าก็พร้อมที่จะเชื่อ พร้อมที่จะเลือกจับจ่ายซื้อ “ความเท่ห์” “ความสบายใจ” และ “ความทันสมัย” ต่างคนต่างพร้อมแบบนี้ ก็มีกำไรไหลกระเป๋าแบบสบายๆ

thank-you-for-smoking-2

ถือเป็นงานกำกับชิ้นเยี่ยมจากฝีมือของ Jason Reitman ลูกชายผู้กำกับ Ivan Reitman แห่ง Ghost Busters และ Dave ก็ต้องยอมรับในความเยี่ยม สนุกสนานของเรื่องราวครับ แม้จะมีช่วงติดๆ บ้างแต่ก็ถือว่าน้อย ไม่ถึง 5% ของเรื่องด้วยซ้ำครับ นอกนั้นอีก 95% เล่นเนื้อหาได้ตรงเป้า เล่าแบบชวนคิดแบบแฝงอารมณ์ขัน

Eckhart พ่อทูเฟซของเราก็เล่นได้ลื่นครับ แถไปได้เรื่อยๆ ดูหัวไวดี ดาราเจ้าอื่นก็แสดงได้น่าปรบมือครับ ไหลไปกับหนังได้

ถือเป็นอีกหนึ่งงานสนุกๆ ขำคิดที่เพลินดี ดูจบแล้วผมก็ไม่คิดอะไรมากแล้วครับ โลกแห่งธุรกิจยาสูบมันก็คงเป็นเช่นนี้เอง ตราบใดมีคนผลิตและมีคนสูบ ลองว่าครบองค์ประชุมแบบนี้ต่อให้รณรงค์อย่างไร ก็คงได้ผลแค่ชั่วครั้งคราวเท่านั้นเอง

ได้แต่ทำใจสถานเดียว

แต่หนังก็ไม่ได้เชียร์ให้คนสูบบุหรี่หรอกนะครับ แค่เอามุมมองของคนขายบุหรี่ที่อยากจะขายบุหรี่ให้ได้มาบอกเล่าให้เราได้ทราบ ผมก็เข้าใจล่ะครับ

ประโยคที่ว่า “ก็คนมันต้องจ่ายค่าบ้านนี่” ก็เป็นคำอ้างของผู้มีอาชีพส่วนใหญ่ที่ยินดีประกอบอาชีพตัวเองให้เต็มที่ ทำทุกวิถีทางให้ได้เงินมาเพื่อประทังชีวิต ในโลกที่เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นหากจะเหลื่อมศีลธรรมหรือทำร้ายสังคมบ้าง หลายคนก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ เพราะปากท้องของตัวเองสำคัญกว่าอยู่แล้วล่ะครับ

อย่างไรก็อย่าลืมนะครับ ระวังไว้ คนสมัยนี้พลิกลิ้นจูงใจได้เก่งขึ้น ร้อยเล่มเกวียนยิ่งขึ้น โฆษณาขายของก็พยายามหาเอาเงินออกจากกระเป๋าคุณให้มากขึ้น ถ้าตามไม่ทันก็จะตกเป็นเหยื่อครับ อย่าลืมมีสติและไตร่ตรอง ต้องรู้จักคิดไม่ใช่เฉพาะมุมของเราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคิดไปถึงมุมอื่นๆ ด้วย

เอาเป็นว่าผมแนะนำนะครับ สำหรับคนชอบหนังขำคิด ดูเรื่อยๆ เน้นการกัดวงการยาสูบและคนทำพีอาร์ของเหล่านี้

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Aaron-Eckhart-in-Thank-You-For-Smoking-1

Advertisements