รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Happening (2008) เดอะ แฮปเพนนิ่ง วิบัติการณ์สยองโลก

happening

M. Night Shyamalan ถือว่าโชคดีครับที่ได้เกิดระดับก้องโลกจากงานสยองอย่าง The Sixth Sense แต่ก็เหมือนสร้างกับดักให้ตัวเอง โดยเฉพาะการหักมุมช็อคโลกนั่นที่ทำให้ผู้ชมพากันคาดหวังว่าหนังของแกต้องใหม่ สด แปลกไปเสียทุกเรื่อง ทีนี้พอเรื่องต่อมามันไม่ได้หักมุมให้อึ้งมากมายหรือมีเนื้อหาธรรมดาๆ คนก็เลยพากันสับจนเป็นบะช่อ นึกๆ ไปก็สงสารพี่มาโนชอยู่เหมือนกันครับ

ผมนั้นก็ชอบ Signs นะครับ รองลงมาก็ Unbreakable แล้วก็ The Village หนังพี่แกนี่เด่นมากเรื่องการสร้างโทนแล้วก็บรรยากาศชวนผวา แต่ที่ผมชอบไปกว่านั้นคือสารที่เขาพยายามสื่อลงในหนังแต่ละเรื่อง สังเกตครับว่าทุกเรื่องแกจะมีธีมที่อยากบอกคนดูเสมอ อย่าง Unbreakable ก็เอาเรื่องซูเปอร์ฮีโร่มาเล่น, Signs ก็เอาประเด็นความกลัวและศรัทธาคนมาตั้งคำถาม เรื่อง The Village ก็สะท้อนภาพคนที่อยากปกป้องลูกหลานของพวกเขา ด้วยอดีต แม้แต่ Lady in the Water ก็ยังจับเอาประเด็นการเล่าเรื่องแบบเอเซียและฝรั่งมาวิพากษ์อย่างน่าสนใจ

พี่มาโนชมีเจตนาดีครับ แต่ปัญหาใหญ่คือบางทีพี่แกก็เล่าเรื่องออกมาได้ไม่ถูกปากคนดู ทีนี้พอเรื่องไม่น่าติดตาม สารแกจะดีแค่ไหนคนก็ไม่สนแล้วครับ เหมือนเข้าห้องเรียนที่อาจารย์สอนไปง่วงไป วิชาจะดีแคไหนก็หลับอยู่ดี

อีกหนึ่งปัญหาก็มาจากเรานี่แหละที่ไปหวังกับแกมากเกินไป ผมเลยขอกระซิบว่าการดู The Happening ให้ออกรสต้องอย่าไปหวังอะไร โดยเฉพาะความหักมุมที่ไม่มีหรอก แต่ผมน่ะชอบและอยากแนะนำให้ลองไปดูกันครับ

ตัวอย่างนับว่าน่าสนใจนะครับ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นจู่ๆ คนก็ล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุ วิธีการตายก็สยองสารพัดแบบ เริ่มจากนิวยอร์ก ลามไปฟิลาเดลเฟีย บอสตัน และแถบฝั่งตะวันออกของอเมริกาทั้งหมด ตัวเอกคือครูหนุ่มเอลเลียต มัวร์ (Mark Wahlberg) ที่พาภรรยา (Zooey Deschanel) กับเจส (Ashlyn Sanchez) ลูกสาวของเพื่อนซี้หนีไปยังเมืองอื่น แต่แล้วปรากฏการณ์สยองนี้ก็แผ่ซ่านไปทั่วทุกพื้นที่ที่พวกเขาย่างกรายเข้าไป

The Happening มาแนวทางเดียวกับ Signs ครับ ประเภทสยองกินบรรยากาศ เปิดมาด้วย Opening Title และดนตรีกดประสาท ก่อนจะเข้าเรื่องทันที ซึ่งหนังยาวแค่ 91 นาทีครับ เรื่องเดินไปข้างหน้าตลอด ทิ้งปมให้คนดูสงสัยว่ามันจะเกิดจากอะไรได้บ้าง พร้อมทั้งลุ้นว่าพระเอกจะรอดไปได้นานแค่ไหน บทสรุปจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าว่ากันในส่วนของการเล่าเรื่องผมว่าใช้ได้เลยนะครับ น่ากลัว ชวนผวา รู้สึกว่าโลกในหนังมันค่อยๆ หมดหวังขึ้นเรื่อยๆ คนก็ทยอยล้มตายอย่างสยดสยอง มีครบครับทั้งสยองแบบแหวะและสยองเชิงอารมณ์ อย่างที่บอกครับว่ามาทางเดียวกับ Signs จริงๆ จนคิดว่าหลายคนที่ชอบ Signs ก็น่าจะโอเคกับเรื่องนี้ (แต่ก็คงมีที่ไม่ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน)

อันที่จริงหนังก็เป็นแนวภัยพิบัติชนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้มาจากดาวหางหรือพายุถล่ม มันมาจากภัยชนิดใหม่ (เป็นอะไรต้องไปดูเอง) ซึ่งอยู่ที่คุณด้วยล่ะครับว่าจะเปิดใจเชื่อมันมากแค่ไหน บอกตามตรงว่าผมเองก็ยังอดผวาไม่ได้ เพราะไม่แน่ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และภัยตัวนี้ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์เรานี่แหละ ดังนั้นสารของพี่มาโนชประจำเรื่องนี้คือบอกเราดังๆ ว่ายิ่งเราทำลายโลกมันก็ยิ่งอันตรายเท่ากับเราทำลายชีวิตพวกเราเองนั่นแหละ ควรจะรีบหันมารักษาโลก ดูแลธรรมชาติกันดีกว่า ก่อนจะสายเกินไปกว่านี้ เพราะโลกจริงๆ ของเราตอนนี้ก็เสียวไส้นะครับ เกิดภัยธรรมชาติรายวัย โลกก็ร้อนขึ้น ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีกต่อไป

ทางเมืองนอกเห็นว่าก็ไม่ค่อยชอบเรื่องนี้เท่าไร รุมสับพี่มาโนชตามเคย เพราะคนดูไม่ค่อยเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง ก็คงต้องแล้วแต่ความคิด ความเชื่อและความชอบนะครับ ถ้าไม่ปลื้มพี่มาโนชก็คงเฉยๆ แต่ถ้าถูกคอหนังแกก็น่าลอง

ส่วนผม ถือว่าหนังเรื่องนี้สยดสยองพองขนตามสไตล์พี่แกเช่นเคย ทำให้ “เจ้าตัวการที่ทำให้คนตาย” กลายเป็นของชวนสยองขวัญได้ ขนาดทุ่งโล่งๆ ยังดูน่าสะพรึงขึ้นมาได้น่ะครับ นับถือพี่แกจริงๆ แต่ถ้าหวังอะไรแบบแหวะๆ ตัวบ้ามาไล่ฉีกเนื้อคนหรือชอบเอฟเฟกต์เยอะๆ ก็ทำใจไว้เลยครับ ไม่มีหรอก หนังมีแค่ภาพทุ่งนาและต้นไม้ใบหญ้าเท่านั้นเอง Wahlberg ก็สุดยอดครับ แสดงได้ดีจริงๆ อีกคนก็ John Leguizamo ในบทจูเลี่ยน เพื่อนของเอลเลียต ผมล่ะประทับใจพี่แกจริงๆ

จะชอบหนังหรือไม่ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ฟังพี่มาโนชหน่อยว่า ได้เวลารักษ์โลกและธรรมชาติแบบจริงจังแล้วนะครับ

สามดาวเต็มครับ

Star31

(8/10)

thehappening2

บทความต่อไปนี้เขียนขึ้นเป็นการอัพเดตความรู้สึกครับ ณ นาทีที่ผมเขียนนี้คือปี พ.ศ. 2561 (หรือ ค.ศ. 2018) ซึ่งเวลาผ่านไป 10 ปีเต็ม ผมก็ยังรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้อยู่ และอันที่จริงต้องบอกว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมกลับรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผมคิดว่า “อะไรก็ตามที่พี่มาโนชเล่าไว้ในหนังเรื่องนี้กำลังเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”

โอเคครับ ตัวหนังไม่ได้เป็นที่ชื่นชมของใครต่อใคร อันที่จริงต้องบอกว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบหนังเรื่องนี้เลย ซึ่งผมก็ยอมรับในความจริงข้อนั้น ในขณะที่ผมนั้นอาจจะถูกจริตกับหนังพอดี ชอบหนังสไตล์นี้ก็เลยรู้สึกชอบในบรรยากาศสยองที่หนังทำไว้

ในขณะที่หลายท่านอาจมองว่าความสยองที่พี่มาโนชพยายามทำไว้ในหนังเรื่องนี้ ช่างเป็นอะไรที่น่าเบื่อ หรือไม่น่าสนใจเอาเสียเลย ซึ่งนี่เป็นเรื่องของความชอบเฉพาะบุคคลครับ และผมก็เคารพในแง่นั้น ดังนั้นใครชอบก็ชอบ ใครไม่ชอบก็ไม่ชอบ เป็นเรื่องปกติ ผมเข้าใจดี และเราไม่มีความจำเป็นต้องเถียงกันในเรื่องนี้อีก

แต่ความชอบของผมไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังเท่านั้น ทว่ามันอยู่ที่ “สารในหนัง” มันอยู่ที่สิ่งที่พี่มาโนชต้องการสื่อ นั่นคือการเตือนภัยให้เราตระหนักถึงภัยที่จะอาจจะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติ เตือนให้เราระวังกันเอาไว้ ไม่ใช่มัวแต่หลงระเริงใช้ชีวิตไปแบบตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้สึกสนใจ

ถ้าถามว่าผมเห็นอะไรในหนัง The Happening ที่เป็นจริงในชีวิตจริง ก็ตอบได้เลยครับว่าผมเห็น “คนตายด้วยความประมาทกันมากขึ้น” มองบ้านเราได้ครับ ทุกวันนี้คนเราประมาทกันมาก ขับรถเร็ว ทำอะไรเร็ว มีเรื่องทะเลาะต่อยตีกันเร็ว พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่เสี่ยงต่อความตายมากขึ้น (ทั้งทำให้ตัวเองตายและทำให้คนอื่นตาย) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันคือ “ทุกคนยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติิ ไม่มีใครคิดจะสังเกตปรากฏการณ์พวกนี้เลย” อย่างมากก็แค่บ่นแป๊บๆ ตอนเห็นข่าว เม้าท์นิดๆ ในเฟซหรือไลน์ แล้วก็ปล่อยมันไป

โดยไม่ตระหนักเลยว่ารายต่อไปก็อาจเป็นคุณ หรือใครสักคนที่คุณรู้จัก

ในหนัง The Happening ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมจู่ๆ คนถึงลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายหรือทำให้ตัวเองตายโดยไม่ป้องกันชีวิตตน หากมองในแง่ทฤษฏีที่หนังพยายามบอกในตอนท้ายก็คือ ต้นไม้อาจผลิตสารอะไรบางอย่างที่ยับยั้งความสามารถหรือสัญชาตญาณในการปกป้องชีวิตตน แล้วก็กระตุ้นให้คนทำกิจกรรมที่ส่งผลถึงชีวิต ซึ่งอาจเกิดจากประชากรโลกเยอะเกิน จนธรรมชาติต้องมีกลไกในการควบคุมประชากร อันเป็นการควบคุมสมดุลย์โลก โดยหนังเทียบประเด็นนี้กับกรณีที่สาหร่ายบางชนิดจะผลิตสารออกมาทำให้ปลาตายเมื่อมีจำนวนปลาเยอะเกินไป

โอเคครับ ในหนังนำเสนอแบบสุดโต่ง อาจจะดูแฟนตาซีสักหน่อย มันอาจดูเหลือเชื่อที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันอาจดูเว่อร์ที่ต้นไม้จะผลิตสารออกมาฆ่าคนได้ หรือบางคนก็มองว่าหนังไม่ได้อธิบายอะไรสักอย่างเลย จนอาจรู้สึกว่า “นี่ฉันดูอะไรไปเนี่ย หนังไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรที่จับต้องได้เลย

จริงครับที่ตัวบทไม่ได้บอกว่ามันเกิดเรื่องอะไร หรือมันเกิดจากอะไร แต่ผมว่าสาระจริงๆ ของพี่มาโนชคือ “จงระวัง เบิ่งตาไว้ อย่าประมาท เพราะภัยพิบัติในภายหน้า มันอาจเกิดขึ้นในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง หรือภัยพิบัติบางอย่างที่เกิดขึ้นนั้น มันอาจมีคำอธิบาย แต่หากเราไม่สนใจมัน มัวแต่มองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องเล็ก ภัยพิบัตินั้นก็อาจจะก่อวิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ

พูดเข้าประเด็นเลยแล้วกัน ในหนังสื่อเหมือนว่า “ต้นไม้ผลิตสารที่ยับยั้งความสามารถและกลไกในการรักษาชีวิตคน” และสิ่งที่ผมเห็นก็คือ “ความสามารถและกลไกในการรักษาชีวิตคนของคนทุกวันนี้ มันลดลงจริงๆ

ขับรถเร็วมันอันตราย ผมเชื่อว่าคนทั้งโลกรู้ แต่ทำไมยังขับเร็ว?

ขับฝ่าไฟแดงก็อันตราย ขับแบบไม่ดูทางก็อันตราย คนตายออกคลิปให้เห็นประจำ ผมเชื่อว่าคนทั้งโลกก็รู้ แต่ทำไมยังทำกันจนต้องตายกันไปเรื่อยๆ แบบนี้?

สูบบุหรี่มันอันตราย ผมเชื่อว่าคนทั้งโลกก็รู้ แต่ทำไมยังสูบ? (ดีไม่ดีเราไปทัก ยังโดนด่าอีก)

การก่อสร้างอาคารต่างๆ ที่ไม่ได้คุณภาพก็อันตราย มันถล่มลงมาได้ ผมเชื่อว่าคนทั้งโลกก็รู้ แต่ทำไมยังทำกัน? (จริงที่ตัวเจ้าของโครงการอาจจะงกหรือโลภจนละเลยประเด็นนี้ แต่อะไรที่ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันละเลยจนปล่อยให้ตึกหรืออาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน มาทำให้คนตายกันครั้งแล้วครั้งเล่า)

มีพฤติกรรมอีกมากมายเลยครับที่คนเราทำ ทั้งที่จริงๆ ก็น่าจะรู้ว่ามันเสี่ยง แต่เราก็ทำกัน แล้วก็ตายกันไป บางคนตายออกจอด้วย

ผมมองว่ามันน่าสนใจนะว่า “อะไรที่ยับยั้งความสามารถและกลไกในการรักษาชีวิตคนของคนในทุกวันนี้” จนส่งผลให้สถิติการตายด้วยอุบัติเหตุของคนเรา พุ่งขึ้นเรื่อยๆ ทำลายสถิติอยู่เรื่อยๆ (ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย เพราะคนที่จะไปอยู่ในสถิติคนต่อไปอาจเป็นคุณ – นี่ไม่ใช่การแช่งครับ แต่มันคือความเป็นไปได้ และเจตนาที่ผมพูดเรื่องนี้ก็เพราะ ผมไม่อยากให้คุณหรือใครต้องมาตายแบบนี้ทั้งนั้น เลยรู้สึกว่าต้องพูดให้ใครสักคนได้ฉุกคิด ให้สิ่งที่ผมเขียนนี่รักษาชีวิตใครเพิ่มได้สักคนก็ยังดี)

ถ้าลองพิจารณาดีๆ ในสังคมทุกวันนี้ คุณจะพบว่าคนประมาทมากขึ้น เปิดโอกาสให้ตัวเองและคนอื่นตายมากขึ้น

จริงที่เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้ชัดเจนเหมือนในหนัง แต่มันไม่ใกล้เคียงหรือ?

เราพบเห็นการตาย “ที่จริงๆ แล้วสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้นก็ได้” ในข่าว ในจอ ในโลกโซเชียลทุกวี่วัน

เหตุการณ์ในหนังที่มันชัดก็อาจเพราะมันเป็นหนัง มันต้องทำให้ภาพเข้มข้นเพื่อที่เราจะได้เห็นภาพ แต่บางทีภาพมันก็ดูเว่อร์สำหรับคนทั่วไป ทั้งที่โดยพื้นฐานแล้ว มันก็คือการที่ตัวละครทยอยตายเพราะความสามารถในการปกป้องชีวิตหายไป (รวมถึงถูกกระตุ้นให้ฆ่าตัวเอง) นั่นแหละ

ประเด็นคือ มีคนตายครับ และตายมากขึ้นภายใต้หัวข้อ ประมาทเลินเล่อ หรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือมันกำลัง Happening แล้วน่ะครับ แต่เรากลับไม่สนใจที่จะช่วยกันระวังป้องกัน

และเชื่อไหมว่าในนาทีที่หลายท่านกำลังอ่านอยู่นี่ ก็จะมีอีกหลายท่านพยายามโต้ประเด็นพวกนี้ แย้งสิ่งที่ผมเขียน แต่กลับไม่พุ่งประเด็นไปที่เรื่องที่สำคัญจริงๆ คือ “ทำอย่างไรให้คนตายน้อยลง”

จะเถียงกับผมเรื่องนี้ก็ได้ครับ แต่เรามาหาทางปกป้องชีวิตเพื่อนมนุษย์กันก่อนดีไหมครับ ถ้าเราช่วยกันหาทางได้ ถ้าเราลดปริมาณความตายอันเนื่องจากเรื่องพวกนี้ได้ แล้วค่อยมาเถียงกันเรื่องปลีกย่อยก็ยังไม่สายครับ แต่ขออย่างเดียว คือเรามาช่วยกันปกป้องชีวิตเพื่อนมนุษย์กันก่อนเถิด

 

 

 

 

 

Advertisements