รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Coyote Ugly (2000) โคโยตี้ อั๊กลี่ บาร์ห้าวสาวฮ็อต

1362163267

ว่ากันตามจริง Coyote Ugly ไม่ใช่ยอดหนังดีที่มีคุณภาพสูงส่ง มันอาจมีบ้างที่เนื้อส่วนยังไม่ลงตัว การแสดงอารมณ์ของดาราไม่ถึงขีด หรือความเข้มข้นก็ยังไม่มากมาย แต่รู้อะไรไหมครับ… ผมชอบหนังเรื่องนี่้จัง

โดยเนื้อหาแล้วก็คือหนังสูตรสำเร็จของสาวน้อยที่เดินตามความฝันน่ะครับ ในเรื่องนี้สาวคนนั้นมีนามว่าไวโอเล็ต (Piper Perabo) เด็กเสิร์ฟจากชนบทที่มาในเมืองใหญ่เพื่อหาแมวมองและขายผลงานเพลงของเธอ ว่าง่ายๆ คือมาเพื่อแจ้งเกิดในวงการนั่นล่ะน่ะครับ

แต่เมื่อเธอย่างเข้าเมืองมา ก็พบว่าทางสู่ฝันนั้น ย่อมต้องเจอทั้งคนดีและไม่ดี ไม่มีอะไรที่สำเร็จได้โดยง่าย และในวันที่เธอโดนคนขโมยเงินไปสิ้นไร้ความหวัง ทำให้เธอต้องมองหางานใหม่เพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีวิตต่อไป

งานที่เธอได้ก็คือการเป็นสาวโคโยตี้คอยชงเหล้าเสิร์ฟเบียร์ และสร้างความหฤหรรษ์ให้กับลูกค้าโดยเฉพาะหนุ่มๆ และที่แห่งนั้นเองคือจุดเริ่มที่ค่อยๆ เปลี่ยนเธอให้มีความกล้ามากขึ้น รู้ทันเมืองใหญ่มากขึ้น และเข้าใกล้ความฝันมากขึ้นด้วย

อย่างที่บอกครับ หนังมันไม่ได้สมบูรณ์ยอดเยี่ยม แต่มีครบทุกองค์ประกอบสำหรับการสร้างความบันเทิงเอาใจผู้ชม ทั้งดาราหนุ่มหล่อสาวสวย, ฉากรักโรแมนติกกิ๊กก๊าว, ดาราสมทบที่แย่งซีนได้, การเดินเรื่องฉับไว, เพลงประกอบดีๆ ดนตรีเพราะๆ พร้อมบทสรุปที่จบแบบแฮ้ปปี้เอนด์ดิ้ง และคนที่อยู่เบื้องหลังหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครครับ เขาคือ Jerry Bruckheimer ผู้อำนวยการสร้างที่ถนัดทำหนังเอาใจตลาดนั่นเอง และสูตรนี้ก็เขาก็เคยใช้จนได้ผลเป็นหนังฮิตในปี 1983 เรื่อง Flashdance มาแล้ว

อีกสิ่งที่ลืมไม่ได้คือเพลง Can’t Fight the Moonlight ที่ยังคงติดหูอมตะมาจนถึงทุกวันนี้

1362200736

ถ้าว่ากันถึงตัวหนังแล้ว ผมว่ามันมีองค์ประกอบดีๆ ครบครับ เพียงแต่การนำเสนอถ่ายทอดยังไม่สุดยอดเข้าเป้าเต็มที่ ส่วนหนึ่งก็อาจเพราะชั่วโมงบินของผู้กำกับ David McNally ยังไม่มาก (เพราะนี่คือหนังเรื่องแรกในชีวิตของเขา) จึงยังไม่สามารถดึงจุดเด่นออกมาเล่นได้อย่างลงตัว จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขามือแม่นๆ สักนิด หนังน่าจะเรียกความประทับใจได้แบบสุโค่ย เพราะเท่าที่เป็นนี่หนังก็สนุกและแฝงความประทับใจเอาไว้มากพอตัว

ใจความหลักของหนังที่ผมว่ามันมีพลังอยู่ในตัว คือการเดินทางไปให้ถึงฝันของสาวโนเนมคนหนึ่ง แต่ถึงเธอจะมีความฝันทว่าเธอกลับขาดความกล้า ไม่เชื่อมั่นในตนเอง ความสำเร็จจึงยังไม่ไม่ถึง และมันจะไม่มาจนกว่าเธอจะเติบโตพอ สามารถยืนต้านแรงลมได้เก่งพอ

และการที่เธอเข้ามาทำงานในโคโยตี้ อั๊กลี่ ก็คือการขัดเกลาให้เธอแกร่งขึ้นครับ บาร์แห่งนี้กระตุ้นความกล้า เปิดโอกาสให้เธอใช้ทักษะแก้ปัญหา แล้วสิ่งต่างๆ ที่เธอได้เผชิญในระหว่างทำงานที่นี้เปรียบเสมือนแรงผลักดันที่ทำให้เธอเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

เนี่ยครับ โดยเนื้อในใจความหนังมีสาระที่น่าสนใจ แต่ตัวหนังก็ยังไม่สามารถเล่นกับประเด็นพวกนี้ได้อย่างเต็มที่

ผมชอบเหล่าสาวโคโยตี้ในเรื่องนะครับ… เปล่าครับ ไม่ใช่ชอบในความงามความฮ็อต แต่ผมชอบภาพของสาวโคโยตี้ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ชงเหล้าหรือโชว์ทรวดทรง จริงๆ หน้าที่พวกเธอคือเอนเตอร์เทนลูกค้า พร้อมมีกฎชัดว่าขายหน้าตา ขายความเซ็กซี่ แต่ไม่ขายตัว

นอกจากนี้งานของสาวๆ ก็ไม่ได้ไร้สมองหรอกนะครับ เพราะพวกเธอต้องรับมือกับลูกค้าหลากประเภททั้งที่มาดีและมาหื่น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ลิล (Maria Bello) ตัดสินใจจ้างไวโอเล็ต หลังเห็นเธอใช้สมองยุติการต่อยตีในบาร์โดยละม่อม ไม่ต้องออกแรงหรือใช้กำลังหักหาญลูกค้าแต่อย่างใด

ภาพสาวๆ โคโยตี้ในเรื่องจึงออกแนวเท่ห์และเซ็กซี่ สวยแต่ไม่ไร้สมอง เพียงแต่การที่สาวๆ แต่ละคนต้องมาทำงานอาชีพนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะยังไปไม่ถึงฝัน หรือไปถึงฝันไม่สำเร็จ อย่างลิลเจ้าของบาร์ที่ก็เหมือนไวโอเล็ตนั่นล่ะครับ สาวจากบ้านนอกมาหาฝันในเมืองใหญ่ แต่ก็หมดแรงสู้ไปเลยหันมาทำอาชีพนี้เพื่อเลี้ยงชีพ… การเดินไปสู่ฝันต้องใช้พลังไม่น้อยจริงๆ ครับ

แต่ถ้าถามว่าพลังสำคัญที่ทำให้ไวโอเล็ตไปถึงฝั่งฝันได้โดยปลอดภัย ไม่ล้มลงและไม่หลงระเริงไปกับแสงสี ส่วนสำคัญก็ต้องยกให้คนใกล้ตัว

1362201984

คุณพ่อของไวโอเล็ต (John Goodman ที่แสดงบทพ่อได้น่ารักเสมอ) ที่รักลูกอย่างมาก และคอยให้กำลังใจลูก อาจมีบ้างที่ไม่เข้าใจกัน แต่คนเป็นพ่อก็พร้อมเสมอที่จะให้อภัยลูก

จริงๆ คุณพ่อห่วงไวโอเล็ตมากนะครับ ในใจลึกๆ เขาไม่อยากให้ลูกต้องจากไป การห่วงว่าลูกจะทำได้ไหมนั้นไม่เท่าไรครับ แต่ห่วงว่าลูกต้องไปเจออะไร ลูกจะรับไหวไหมกับโลกแห่งความจริงที่ไม่ได้สวยงามไปเสียทั้งหมด

แต่เมื่อลูกตัดสินใจจะไป พ่อก็เคารพการตัดสินใจนั้นเสมอ

อีกหนึ่งคนเคียงข้างไวโอเล็ตคือ กลอเรีย (Melanie Lynskey) เพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยเด็กที่ไม่เคยห่างกัน ครั้นพอเพื่อนต้องจากไกลก็อดอาลัยไม่ได้

กลอเรียเป็นตัวละครที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ครับ เธอน่ารักและเป็นคนตรงไปตรงมา เธอพูดเปรียบตัวเองกับไวโอเล็ตแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมว่าเธอภูมิใจในตัวเพื่อนแค่ไหน เธอเป็นคนพยายามสมานแผลใจแบบเนียนๆ ระหว่างพ่อกับไวโอเล็ต และประโยคที่ได้ใจผมมากๆ คือตอนที่เธอทราบว่าพ่อของไวโอเล็ตประสบอุบัติเหตุ แม้คืนนั้นจะเป็นคืนแต่งงาน แต่เธอก็ยังรีบตรงมาเพื่อดูอาการและให้กำลังใจไวโอเล็ต

“เธอมาทำไม นี่มันคืนแต่งงานของเธอนะ” ไวโอเล็ต พูดกับเพื่อนซี้

กลอเรียตอบว่า “แดนนี่เพิ่งจะเป็นครอบครัวฉันได้แค่ 5 นาที แต่เธอเป็นครอบครัวฉันมาชั่วชีวิตนะ”

ประโยคเดียว ได้ใจเต็มๆ!

1362202021

ดูไปก็คิดนะครับว่า… อะไรคือการมีชีวิตที่ดี อะไรคือก้าวย่างที่มั่นคงของชีวิต?

มันอาจไม่ได้หมายถึงการมีทุกอย่างครบทุกสิ่ง อาจไม่ได้หมายถึงพบเจอแต่สิ่งดีๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง และไม่ได้หมายถึงทุกขณะเวลาเต็มไปด้วยความสำเร็จ สุขสมหวัง

มันอาจหมายความแค่การมีพ่อที่ดีสักคนที่ไม่ได้ตามใจหรือเห็นด้วยกับเราไปเสียทุกสิ่ง มีโกรธบ้างหงุดหงิดบ้างตามแต่สภาวะ แต่พร้อมจะให้โอกาสเรา กอดเรา อยู่ข้างๆ เรา และให้คำแนะนำแก่เรา

มันอาจหมายความแค่การมีเพื่อนที่ดีที่ไม่จำเป็นต้องร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องมีเส้นสายหรือมีความคิดยาวไกลระดับปริญญาเอก ขอเพียงแค่เพื่อนคนนั้นรู้วิธีทำให้เรายิ้ม รู้ว่ายามใดเราต้องการกำลังใจ เมื่อไรที่เราอยากอยู่คนเดียว และรู้วิธีประคองสองขาของเราให้ยังยืนหยัดผ่านชีวิตไปอีกวันได้

หรืออาจหมายความว่า มีชีวิตที่ล้มเป็นครั้งคราว แต่พอกลับบ้านไปก็มีคนช่วยสอนวิธีลุก จากนั้นเราก็ออกไปเผชิญกับชีวิตใหม่ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ล้มบ้างลุกบ้าง แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้นเราจะแกร่งขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น ล้มคราวหน้าก็ล้มไป แต่เราจะลุกง่ายขึ้น

ชีวิตที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่างดี… แค่มีดีสักอย่างหนึ่งก็เพียงพอ

ชีวิตที่มั่่นคงอาจไม่จำเป็นที่ทุกอย่างรอบตัวต้องเป็นใจ… แต่ใจเรามั่นคงเสมอทุกฝนทุกหนาวก็น่าจะโอเค

เป็นหนังอีกเรื่องครับที่ผมชอบ สนุกที่จะดู บันเทิงที่จะรับชม มันอาจไม่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์ครบเครื่องเข้มคุณภาพแบบเต็มร้อย แต่สิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่ผสมอยู่ในหนัง ก็นับว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง

มีฉากง่ายๆ อีกหลายฉากที่ผมชอบครับ อย่างการปิดไฟแล้วค่อยๆ เปิดในตอนไคลแม็กซ์ที่ช่วยให้ไวโอเล็ตขึ้นเนื้อร้องเพลงได้สำเร็จ

จุดน่าสังเกตอย่างหนึ่งในหนังคือ คนจำนวนไม่น้อยชอบโห่ใส่นักร้องหน้าใหม่ (หรือคนหน้าใหม่ในทุกๆ วงการ) ยิ่งเขาหรือเธอทำพลาดก็ยิ่งโห่ซ้ำจนตัวนักร้องหมดกำลังใจหรือไม่ก็ตื่นเต้นจนร้องเพี้ยนไปหมด

ถ้าเราเริ่มด้วยการให้กำลังใจ… มันจะเปลี่ยนอะไรได้มากแค่ไหน

ผมว่าในฉากไคลแม็กซ์นั้นคือการสรุปเรื่องราวชีวิตของไวโอเล็ตได้อย่างดีครับ นั่นคือในตอนแรก เธอไม่กล้าร้อง โดนโห่ไล่ ความมั่นใจหาย แล้วไฟก็ดับลงเหมือนความหวังสลาย เหมือนความฝันหมดแรง มันคือจุดต่ำสุด

แต่ในจุดที่มืดมนที่สุด ถ้าเรายังไม่ยอมแพ้ เรายังเปล่งเสียงร้องออกมาฝ่าความมืด ไม่หยุดแม้ทุกสิ่งจะดูเหมือนจบลงแล้ว… ถ้าเราเปล่งเสียงนานพอ ไฟจะเปิดขึ้นอีกครั้ง และบทเรียนที่เราได้จากเวลาที่ไฟดับนั้นจะกล่อมเกลาให้เรากล้าเปล่งเสียงของตัวเองออกมา ไม่ว่ามันจะมืดแค่ไหน หรือสว่างแค่ไหน

อย่ารอที่จะสนุกแต่กับความสำเร็จ แต่จงสำราญไปกับการพยายาม บันเทิงไปกับการลุกหลังล้ม ถ้าเราสำราญได้บันเทิงได้ ความสำเร็จมักแวะมาหาโดยเราไม่ทันรู้ตัว

ผมรู้ว่าดาวที่จะให้อาจดูค้านกับคุณภาพที่หนังมี… แต่ขอทำตามใจสักครั้ง

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

maxre254245sdefault

Advertisements