Action

The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor (2008) เดอะ มัมมี่ 3 คืนชีพจักรพรรดิมังกร

Wallpaper0011

ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากตั้งแต่ตอนดูหนังตัวอย่างแล้วครับ มันไม่น่าจะมีอะไรเลย ที่แน่ๆ คือลงสูตรเดิมๆ มัมมี่ฟื้น มัมมี่บุก และกระทืบมัมมี่กลับนรก แต่เปลี่ยนตัวมัมมี่เท่านั้นเอง

ครั้งนี้ริค โอ คอนเนลล์ (Brendan Fraser) ผู้เคยปราบมัมมี่มาแล้วสองรอบ ต้องมาเจอมัมมี่ตัวใหม่ที่เป็นถึงจักรพรรดิจีน จิ๋นซีฮ่องเต้ผู้เรืองอำนาจ (หลี่เหลียนเจี๋ย) และมีเป้าหมายจะนำกองทัพทหารออกมาครองโลก แน่นอนครับริคยอมไม่ได้ ต้องปะทะสู้กับมันให้ตายกันไปข้างหนึ่งก่อนล่ะ

พูดคร่าวๆ เลยนะครับว่าหนังดูเอาเมามันส์เป็นหลัก สู้กันบู๊กัน Effect ก็ดี แต่ความมันส์ไม่เยอะเท่าไรทั้งๆ ที่แอ็กชันมีเกือบตลอด เพราะมันก็เดิมๆ แบบที่เราเคยดูกันมาแล้ว และที่สำคัญคือเนื้อเรื่องมีโครงเป็นหนังผจญภัยครับ แต่ขาดลูกเล่น คนละแบบกับสองภาคก่อนที่แม้เนื้อหาจะอ่อนพอกัน แต่ระหว่างเดินเรื่องมันมีมุกฮา มีบุคลิกตัวละครที่เด่นๆ ดึงความสนใจคนดูไปตลอด ที่สำคัญคือจินตนาการครับ มันล้ำกว่ากันเยอะ เนรมิตฉากได้อลังการงานสร้างและแปลกตาแบบที่ไม่ค่อยเห็นในหนังผจญภัยเรื่องอื่นๆ แต่ภาคนี้โลเกชั่นธรรมดามากครับ มีแต่ทะเลทรายหรือไม่ก็ภูเขาหิมะ พวกแดนลึกลับชวนตะลึงกลับไม่ค่อยมี จริงๆ มันก็มีน่ะครับ แต่หนังกลับไม่ใช้ประโยชน์จากแดนที่ว่านี่เลยอ้ะ ไว้มาลงลึกอีกทีครับ อันนี้ผมพยายามสปอยล์ให้น้อยที่สุดอยู่น่ะครับ

ถ้าว่ากันในระดับไม่สปอยล์ หนังมันก็เหมือนแนวบู๊ดาดๆ แบบที่เจอกันมานักต่อนัก ผมดูไปแล้วนึกถึง ดร.ไว คนใหญ่สุดขอบโลก หนังแนวผจญภัยของอาเจี๋ยเนี่ยแหละ เรื่องนั้นแกก็รับบทนักล่าสมบัติที่ต้องตามหาคัมภีร์ไร้อักษรไปจนถึงกำแพงเมืองจีนเหมือนกัน แนวทางคล้ายกันครับ แต่เรื่องนั้นมันยังมีบู๊ในกำแพงเมืองจีน มีการไขความลับ และพลังแห่งคัมภีร์ไร้อักษรก็นับว่าน่าสนใจไม่แพ้สมบัติในหนัง Indiana Jones เลย แต่กับ The Mummy อะไรๆ มันนิ่งมากครับ นี่ยิ่งมาฉายตามหลัง Indy 4 ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะลูกเล่นความสนุกห่างชั้นกันเยอะ ผมอาจไม่ได้ชอบ Indy 4 นัก แต่บอกได้เลยครับว่าสนุกและมีอะไรให้เพลินมากกว่า The Mummy 3 เยอะ

ผมชอบ The Mummy สองภาคแรกมากครับ ภาคแรกมันสนุกแบบได้มาตรฐาน ส่วนภาคสองก็ต่อตำนานจากภาคแรกได้ดี แม้จะโม้และมั่วมากขึ้น แต่ก็ยังรู้จักเอาฉากผจญภัยดีๆ เอาลูกเล่นสนุกๆ มาใส่ อย่างเรือเหาะ หรือป่าปิ๊กมี่ กับพีระมิดอีก รวมถึงพลังดาราที่แต่ละคนก็สร้างและเขียนมาเพื่อให้คนดูรักและจำได้เต็มๆ แต่กับภาคนี้มันไม่ใช่น่ะครับ ทุกอย่างดูกระด้าง ไม่ลื่นไหลเหมือนภาคแรก

อีกจุดที่สำคัญคือภาคก่อนๆ นั้นเรื่องราวมันเล่นกับคำสาปไอยคุปต์และตำนานอียิปต์โบราณ การออกแบบฉากและการเล่าถึงเรื่องราวมันเข้าถึงเนื้อใน เข้าถึงตำนานและวัฒนธรรม มันทำให้คนดูคล้อยตาม ดูแล้วเชื่อเป็นตุเป็นตะไปกับมัน ดูแล้วเชื่อเลยว่าคนเขียนบท (Stephen Sommers ไงครับ) ต้องศึกษาและจมไปกับเรื่องของตำนานมัมมี่ถึงได้ผูกผสมกันได้ขนาดนี้ และออกมาเนียนด้วย

แต่กับภาคสาม เหมือนสองนักเขียนบทแห่ง Smallville อย่าง Alfred Gough และ Miles Millar จะทำได้ไม่ดีเท่าไร คือโจทย์เบื้องต้นนะตีแตกครับ นั่นคือการเขียนหนังผจญภัยขึ้นมาสักเรื่อง อันนี้เขาทำได้ โครงเรื่องมันลงสูตรมาตรฐานหนังผจญภัยแบบเต็มร้อย ขึ้นต้นลงท้ายใครดูหนังแนวนี้บ่อยๆ ถึงกับเดาได้เลยล่ะครับ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะมันเป็นสูตรสำเร็จ ชื่อก็บอกแล้วครับว่าสูตรนี้มันสำเร็จแน่นอน แต่มีข้อแม้ว่าสูตรมันต้องครบเครื่อง

วิธีการที่สูตรจะครบเครื่องก็ได้แก่ มีโครงแล้วต้องมีองค์ประกอบอื่นมาชูรสหนังด้วยถึงจะดี อย่างภาคแรก หนังใช้บุคลิกตัวละครที่เด่นๆ มาเพิ่มความน่าสนใจ แล้วก็ใส่ฉากแอ็กชันดีๆ ใส่โลเกชั่นแปลกๆ พวกวิหารและสมบัติ กับหน้าผาหุบเหวต่างๆ ไหนจะวิชาเวทย์มนต์ของตัวร้ายที่วิจิตรพิสดาร ตามด้วยการปราบมัมมี่ที่ไม่ใช่แค่เอาอะไรทิ่มแทงแล้วก็จบ ต้องมีการร่ายเวทย์ปราบมัน ส่วนภาคสองก็มีโลเกชั่นแปลกๆ เพียบไปหมด ซ้ำยังมีพัฒนาการของตัวละครมาทำให้คนที่ชอบภาคแรกอินไปกับบทด้วย ไหนจะมีพล็อตรองเป็นเรื่องโรแมนติกของพระเอกนางเอก และตัวร้ายนางร้าย แหม รายละเอียดมันเยอะจริงๆ

แม้ภาคสองใครจะบอกว่าไม่ค่อยมีอะไร แต่ถ้าเป็นในแง่เรื่องบท ลูกเล่น การลงดีเทลนี่ผมว่ามีเยอะเลยนะครับ มันมีมุกมีประเด็นมีตำนานเยอะไปหมด ผมยังประทับใจเลยที่หนังผูกไปจนถึงตำนานของเนเฟอติริ ยิ่งแกโม้ได้ดีเท่าไร ยิ่งสนุกน่ะ ทำให้หนังไม่โล่งโถง และคนทำยังวาดภาพสร้างโลกแห่งหนังมัมมี่ออกมาได้ชัดเจน คนดูเลยจมลงไปกับหนังได้ไม่ยาก

แต่พอมาภาคนี้ เฮ่อ มันไม่มีอะไรเลยน่ะครับ ตำนานก็ผูกแบบงั้นๆ เหมือนคนเขียนบทแกไม่ลงลึก สองภาคแรกอาจโดนค่อนขอดว่าหนังมันออกแนว “ยำ” แต่อันว่ายำเนี่ยมันมีการคลุกเคล้าครับ มีการกวนผสมให้เข้ารสเข้าเนื้อ ปรุงน้ำตาลน้ำปลาและมะนาวลงไป แต่หนังภาคนี้จำกัดความได้เลยว่าเข้าข่าย “ยัด” นี่คือนึกอะไรได้ใส่ลงมาหมด แต่ดันไม่กวนไม่ผสม ไม่เขย่าให้มันเข้าที่

ของหลายอย่างที่ปรากฏขึ้นมาในหนัง เหมือนจะมีตำนาน แต่หนังก็ไม่เล่าที่มาที่ไปเลยครับ ตั้งแต่ตำราอมตะตอนต้นเรื่อง หรือมีดวิเศษที่ใช้ปราบมัมมี่ฮ่องเต้ได้ ไหนจะผลึกแห่งเชียงกริล่าอีก ทุกอย่างน่าจะมีการเล่าถึงตำนานหรือผูกมันมาผสมกันหน่อย แต่นี่เหมือนว่าแปะๆๆๆ ลงมา พอหมดฉากนั้นเจ้าของสิ่งนั้นก็หมดคุณค่าไปเลย

เอาล่ะครับ ต่อไปจะเริ่มลึกๆ ล่ะนะ ไม่อยากทราบหรือกลัวสปอยล์ไปอ่านดาวข้างล่างได้ตามเคยครับ

สิ่งที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งสำหรับหนังคือ หนังมันไม่สามารถเอามนต์ขลังแห่งตำนานจีนมาเล่นได้เลยน่ะครับ เหมือนคนทำไม่ได้ศึกษาหรือลงรายละเอียดเท่าคนทำสองภาคแรก เพราะภาคก่อนๆ นี่ ดูแล้วให้อารมณ์เลยครับว่า “เอ้ย ไอยคุปต์นะ ได้กลิ่นอายอียิปต์” แต่ภาคนี้ดูแล้วคิดในใจ “อืมม์ นี่อารมณ์จีน … เหรอวะ” ช่วงอยู่ในทะเลทรายมันไพล่อารมณ์ไปนึกถึงหนังสงครามหรือไม่ก็แรมโบ้ภาคสามมากกว่า ยิ่งตอนขึ้นเขาหิมะ … มัน The Golden Compass รึเปล่าฟะ ทำไมมันไม่จีนเท่าไร ออกแนวทิเบตมากกว่า (Seven Years in Tibet น่ะครับ)

แต่ก็เกือบครับ เกือบมีช่วงเป็นจีนในตอนที่เจอแดนเชียงกริล่า ช่วงที่ว่านี่ผมมีความหวังขึ้นมาเลยนะครับ ว่าเอาแล้วเว้ย มันมีแดนนี้ ซึ่งอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม้ ป่าไผ่ ลำธาร มันจีนน่ะครับ ให้อารมณ์จีน เพราะถ้านึกถึงจีนเนี่ยเรามักนึกถึงภาพวาดที่มีความเขียวขจี มีถ้ำ มีความชุ่มชื้น ธรรมชาติที่สวยงาม ผมก็คิด เอาล่ะเว้ย มันต้องมีผจญภัยในนั้นบ้างล่ะว้า …

แต่ที่ไหนได้! มันให้ผมเห็นแดนนี้แบบห่างๆ แค่ 5 วินาทีแล้วจบกัน ไม่ให้เห็นอีกเลย! เหยยยยยย ทำไมเป็นเช่นนี้อ้า

มันเสียดาย อันนี้อาจจะส่วนตัวไปหน่อยนะครับ แต่มันรู้สึกอ้ะ ว่าแหม ถ้าตีกันในนั้นหรือให้พวกฮ่องเต้ต้องไปชิงอะไรในนั้นมันน่าจะเข้าท่า และผมว่ามันแปลกใหม่ด้วยนะครับ เท่าที่ดูๆ มาน่ะหนังแนวผจญภัยไปจีนยังไม่ค่อยมีเรื่องไหนฝ่าดงเข้าไปผจญภัยในป่าเขาของจีนแบบหาสมบัติหรือความลับเท่าไรเลยอ้ะ น่าสนใจออก แต่นี่พี่ดันข้ามไปดื้อๆ เฮ่อ กลับไปตรงทะเลทรายแทน เฮ่อ (อันนี้ส่วนตัวครับไม่ต้องเอามาเป็นประเด็นประกอบการดูก็ได้)

จริงๆ ครับ ภาคก่อนดูแล้วมันผจญภัยไอยคุปต์แบบให้อารมณ์นั้นๆ แต่ภาคนี้ไปตีนแต่ไม่ให้อารมณ์จีน ไม่อิน ไม่เห็นมีตำนานน่าสนใจเท่าไร กล่าวง่ายๆ คือไม่สามารถดึงเสน่ห์ของตำนานจีนออกมาได้เลย (ไปๆ มาๆ ผมว่า Kung Fu Panda ยังจีนกว่าเยอะ) จริงๆ ผมออกจะแปลกใจด้วย เพราะ Gough กับ Millar เคยเขียนบท Shanghai Noon มาก่อน เรื่องนั้นผมว่าหนังมีการผสมและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกได้อย่างน่าสนใจ จริงๆ ตอนแรกผมนึกว่าบทของอเล็กซ์ (Luke Ford) ลูกของริค กับหลิน (Isabella Leong) สาวสวยชาวจีนน่าจะมีการพูดถึงความต่างทางมุมมองและขนบบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรครับ

ในภาคก่อนนั้น พวกริคไปผจญภัยแล้วก็ได้รู้ เข้าใจเรื่องคำสาปว่ามีจริง สิ่งเหล่านี้คืออะไรที่ไม่ควรลบหลู่ มาภาคสองก็เล่นกับความเชื่อเรื่องชะตากรรม การกลับชาติ และพรหมลิขิตโดยเฉพาะประโยคเด็ดที่ว่า “เพื่อนเอ่ย เส้นแบ่งระหว่างความบังเอิญกับพรหมลิขิต มันบางมาก” ซึ่งเป็นการพบกันทางความเชื่อระหว่างแนวตะวันตกแบบฝรั่งที่เน้น Logic แบบริค กับความเชื่อเรื่องภพชาติการเกิดใหม่ของอียิปต์ นั่นคืออะไรที่ภาคสามไม่มีครับ เหมือนพวกริคมาจีนแล้วก็ปราบมัมมี่แล้วก็จบกันไป

จริงๆ เกือบจะเข้าท่าแล้วล่ะตอนที่ริคเริ่มพูดเรื่องศักดิ์ศรีของฮ่องเต้ แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้นแค่ท้าทายกันเท่านั้นเอง จริงๆ ประเด็นพวกนี้ถ้าเอามาเล่นจะน่าสนใจมากนะครับ เพราะในเรื่องฮ่องเต้คือนักปกครอง แต่หากนักปกครองทำผิด ไม่คิดช่วยราษฎรล่ะ ศักดิ์ศรีและเกียรติจะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งผมว่าถ้าคนเขียนบทแกเข้าใจผูกเรื่องศักดิ์ศรีและการเป็นผู้นำคน เข้ากับประเด็นที่หนังพยายามเล่นเรื่องพ่อลูกของริค มันน่าจะดีนะครับ … แต่ก็ไม่มีน่ะแหละ เฮ่อ เสียดายอีกแล้วเรา

ก็พล่ามมาเยอะแล้วนะครับ มันจะออกแนวพร่องๆ มากกว่า ไม่ค่อยมีเสน่ห์แบบจีน ไม่จับประเด็นที่น่าเล่นมาเล่น เน้นแต่บู๊ ซึ่งอันที่จริงผมก็ไม่ควรตำหนิเรื่องพวกนี้หรอกครับ รู้ๆ อยู่ว่าคนทำเขากะเอาบู๊ ไม่ใช่เน้นสาระเอาออสการ์ (จะหวังให้ทุกเรื่องเป็น The Dark Knight มันบ่ได้ดอกโยม ) แต่ก็นั่นแหละครับ จริงๆ จะบู๊ก็ไม่มีใครว่า ภาคสองมันยังบู๊กันปางตายเลย แต่ต้องเข้าใจด้วยว่านี่เป็นหนังผจญภัยน่ะครับ บู๊อย่างเดียว ขาดเรื่องตำนานมันก็เหมือนกินข้าวแล้วมีแต่ตะเกียบข้างเดียวน่ะ ไม่อร่อยเต็มปากเต็มคำ

มาเรื่องนักแสดงดีกว่าครับ ซึ่งก็พอเอาตัวรอดได้ทั้งนั้น แต่ก็นั่นแหละ น่าจะมีอะไรมากกว่านี้หน่อย Fraser นั้นเอาตัวรอดได้ไม่มีปัญหา กับ John Hannah ที่หวนมารับบทโจนาธานอีกครั้ง ก็โอเคล่ะครับ แต่น่าจะมีบทมากกว่านี่หน่อย

แต่พอมาถึงเรื่องนักแสดงก็อีกแหละครับ มีอะไรให้บ่นอีกหน่อย นั่นคือคาแร็คเตอร์ภาคนี้มันไม่เหมือนสองภาคแรกเท่าไร ตัวริคน่ะไม่มีปัญหาครับ แต่เอฟเวอลีนน่ะมันไม่ใช่ (เปลี่ยนตัวแสดงจาก Rachel Weisz มาเป็น Maria Bello แทน) ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเพราะเปลี่ยนตัวแสดงบุคลิกเลยเปลี่ยน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอกครับ มันเปลี่นมาตั้งแต่ในบทภาพยนตร์แล้ว นี่คือสาเหตุจริงๆ ที่ Weisz ปฏิเสธไม่กลับมาเล่นบทเดิม แรกเริ่มน่ะ Weisz บอกอยากเล่นบทนี้ก่อน Fraser อีกตรับ แต่เพราะคนเขียนบทมันเปลี่ยนอ้ะเธอเลยไม่เอา

ถ้าใครจำได้ เอฟเวอลีนหรืออีวี่ของเดิมน่ะเป็นสาวน่ารัก ร่าเริงและใฝ่รู้ เวลาเจอของเก่าแทบจะวิ่งเข้าไปหา ตื่นเต้นมากเวลาเจออะไรแปลกๆ ซ้ำยังชอบหยอกเย้าริคเสมอๆ แววตาตอนมองริคก็ต้องเป็นสายตาแบบ “โอ้ พ่อยอดชายโอ คอนเนลล์ของฉัน” กล่าวคือหวานแบบนักโบราณคดีน่ะครับ แต่บทดันเปลี่ยนให้เจ๊แกแข็ง กระโดกกระเดก ออกแนวบู๊มากกว่า และยังดูห่างเหินกับลูก ไม่หวานกับลูก ซึ่ง Weisz พออ่านบทเลยบอกศาลา ขนาด Fraser ยังเคยให้สัมภาษณ์เลยครับว่า ตอนเขาอ่านบทรอบแรกก็กะแล้วว่า Weisz ต้องไม่กลับมาเล่นอีก เพราะมันไม่ใช่อีวี่คนเดิม

และผม ชอบ อีวี่ คนเดิม จ้ะ

ผมว่าความสนุกอย่างหนึ่งในหนังภาคสองคือ การได้เห็นตัวละครเดิมเติบโตและมีบุคลิกสไตล์เดิมๆ มันผูกพันน่ะครับ แต่นี่ เหมือนเจอคนละคน และตัวแสดงก็คนละคนด้วย ซึ่งผมก็ไม่โทษ Bello หรอกครับ จริงๆ ต้องชมด้วยซ้ำเพราะบทแบบนี้เธอแสดงเก่ง พวกสาวมั่นชอบฟันดาบและกล้าแกร่งไม่แพ้ชาย เธอแสดงได้โอเคครับ แต่คงจะขัดใจคนชอบอีวี่คนเก่าพอสมควร แม้บทจะพยายามอธิบายว่าอีวี่เปลี่ยนเพราะติดใจการผจญภัยก็เถอะ แต่มันไม่น่าจะเปลี่ยนไปขนาดนี้หรอก

เห็นข่าวบอกว่า หลังจาก Weisz เธอบอกไม่เล่น ทีมงานก็กะจะเขียนบทตัดบทอีวี่ออกไป กำหนดให้เธอตายช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไปๆ มาๆ คนทำก็ไม่ยอมครับ บอกอยากให้กลับมาครบๆ อยากได้บรรยากาศแบบมัมมี่เดิมๆ (ก็งงอ้ะ ให้กลับมาครบๆ แล้วไหงพี่เปลี่ยนบทจน Weisz เธอไม่กลับมาวะ)

ส่วน อเล็กซ์ก็เหมือนกันครับ ผมชอบเจ้าเด็กคนเก่ามากกว่า เพราะเขาฉลาดเหมือนแม่ และเก่งเหมือนพ่อ ในภาคนี้โอเค เขาเก่งเหมือนพ่อ ใจร้อนแบบวัยรุ่น แต่ความฉลาดนั้นไม่เท่าภาคก่อนครับ ได้ข่าวว่าถ้ามีตอนต่อเขาจะเริ่มเอารุ่นลูกมารับช่วง ผมว่าไม่เลวนะ แต่ต้องทำให้อเล็กซ์ฉลาดกว่านี้ เรื่องเท่ห์น่ะผมว่าใช้ได้แล้วครับ ตอนเดินย่องไปหาหลินแบบกรุ้มกริ่มนี่ใช้ได้เลย แต่ถ้าฉลาดล้ำอีกนิด (ฉลาดแบบแม่อีวี่คนเก่าน่ะ) คงดี อันนี้ Luke Ford ก็ทำหน้าที่ได้ดีครับ

แต่หลี่เหลียนเจี๋ย … อืมม์ ไม่รู้สิ ผมว่าบทร้ายของเขาใน Lethal Weapon 4 มันเก๋ากว่า ร่ายกว่า ฉลาดกว่าเยอะ เรื่องนี้แกดูพิษสงน้อยยังไงก็ไม่ทราบ ทั้งๆ ที่บทกำหนดให้เขาควบคุมธาตุทั้งห้าได้ ซ้ำยังแปลงร่างได้ด้วยครับตอนหลังน่ะ น่าจะร้าย แต่บทก็เขียนแกแบบเรียบๆ เทียบกับอิมโฮเทพวายร้ายเจ้าเก่าแห่งมัมมี่ไม่ได้เลยครับ

Michelle Yeoh ในบทซือหยวน เจ๊แกก็มาแบบผ่านมาผ่านไปอีกคน พอๆ กับ หวงซิวเซิงในบทนายพลหยาง ที่หมายมั่นจะปลุกกองทัพมัมมี่ของฮ่องเต้เพื่อทำให้ชาติจีนแข็งแกร่งกว่าเดิม ไปๆ มาๆ บทสองคนนี้ดันไม่มีอะไรให้จดจำ และที่ลืมไม่ได้ก็คือ Isabella Leong ที่สวยและน่ารักดีจังเลย อิอิ

แต่ผมรู้สึกนะ ไม่รู้คิดไปเองมั้ยแต่ มิติตัวละครมันแบนราบมาก ไม่มีลูกเล่นหรือความเด่น ไม่มีเอกลักษณ์ประจำตัวชัดๆ เท่าภาคที่แล้วๆ จริงๆ บทของ Yeoh เทียบได้กับบทอาเด็ด เบย์ในภาคก่อน ซึ่งเจ้านี้เท่ห์มาก น่าจดจำมาก แต่ในเรื่องนี้เหมือนบทไม่มีสามารถขับให้ใครเด่นขึ้นมาได้เลยน่ะครับ

เฮ่อ ผมบ่นเยอะจัง ก็จริงน่ะครับ รู้สึกไงก็ว่างั้น ยิ่งผมชอบหนังสองภาคแรกด้วย มาภาคนี้เลยต่อตำนานมัมมี่ได้ไม่เนียนก็ให้รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย รู้สึก Rob Cohen แกจะมีงานเด็ดๆ แค่ Dragonheart แล้วล่ะครับ เรื่องนี้มันธรรมดา ดีแค่บู๊เท่านั้นเอง แต่ต้องยอมรับครับว่า Cohen แกมีจินตนาการไม่ล้น ว่าภาชาวบ้านคือโม้ไม่เก่งเท่า Stephen Sommers น่ะแหละ จริงๆ ตอนแรก Sommers จะกลับมาทำนะครับ แต่พี่แกก็เกิดถอดจใจไปก่อน เลยมอบตำแหน่งกำกับให้ Joe Johnston เจ้าของผลงาน Jumanji, Jurassic Park III และ Hidalgo อืมม์ คนนี้ก็ไม่เลวครับน่าจะเหมาะ แต่ก็เดินออกครับเพราะบทมันไม่ถูกใจเขา บทมันเขียนถึงจีนๆ แต่ Johnston อ่านแล้วมันให้อารมณ์ไม่ต่างจากงานหนัง Hidalgo ที่เขาเพิ่งทำไปเท่า เลยอำลา คนทำเลยมาเป็น Cohen แทนน่ะ

ดนตรีก็ไม่เร้าใจไม่เร้าอารมณ์เต็มที่ อันนี้งานของ Randy Edelman แต่ก็ไม่เลวร้ายอะไร

อ้า อันนี้แล้วแต่คุณแล้วนะครับ จะไปดูกันหรือไม่ จะไปสมทบทุนในการสร้างมัมมี่สี่หรือเปล่าอันนี้แล่วแต๊ เพราะ Bello ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วครับว่าเธอเซ็นต์สัญญาแสดงมัมมี่ภาคต่อแล้ว และไม่ใช่ต่อธรรมดา มันต่อเป็นไตรภาคด้วย!

ทำก็ทำเถอะครับ ขออย่าให้เลอะแล้วกัน และถ้าจะให้ดีขอสนุก ขอมันส์ ขอเร้าใจ และขอแบบดูแล้วจมไปกับตำนานแล้วกัน

ก็พอไหวครับสำหรับคอแอ็กชันและผจญภัย (แต่ผจญภัยไม่ถึงใจใหม่สดเน้อ) ถ้าไม่คิดมาก ดูได้ ดูเอาสนุกแล้วจบครับ ไม่มีอะไรติดหัว แต่ถ้าคุณชอบสองภาคแรกมาก โดยเฉพาะชอบเสน่ห์ของตัวละครทั้งหลาย มาภาคนี้คุณอาจเซ็งได้ง่ายๆ อย่างผมก็เกือบเซ็งครับ ระยะหลังๆ ใจเย็นหน่อย ถ้าเป็นเมื่อปีก่อนล่ะผมรีวิวเสยคางไปแล้ว

สองดาวครับ

Star21

(6/10)