
พอดีที่ผมนั่งดู Anchorman: The Legend of Ron Burgundy ไปเมื่อสามวันก่อน และจากนั้นก็ได้ดูเรื่องต่อกันในวันถัดมา ก็เป็นความบังเอิญดีครับ
Talladega Nights เรื่องนี้สร้างโดยทีมงานเดียวกับ Anchorman และพี่ WIll Ferrell ก็แสดงนำอีกตามเคย ซึ่งหนังเรื่องนี้พี่เขาเคยบอกไว้ว่าเป็นบทที่สองของหนังชุด “บุรุษแห่งอเมริกัน” เรื่องแรกก็คือ Anchorman นั่นซึ่งว่าด้วยเรื่องนักข่าว ส่วนบทต่อมาก็ว่าด้วยนักแข่ง และว่ากันว่าบทที่สามจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ไม่นักบินก็นับธุรกิจนี่แหละ
จะว่าไปงานหนังของพี่ Will Ferrell ก็ไม่ได้มีแต่ความสนุกอย่างเดียว มันมักมีอะไรดีๆ ให้ลองเก็บมาคิดตลอด เหมือนกับหนังของ Ben Stiller หรือ Adam Sandler ที่ดูไปเหมือนจะเอาฮาอย่างเดียว แต่พอพิจารณาดีๆ ก็จะพบว่าในหนังมันมีสาระแง่มุมชีวิตแทรกอยู่ทุกเรื่องไป แต่อาจจะไม่หนักแน่นจนเด่นชัด เนื่องจากพวกพี่เขาต้องการทำหนังตลกแฝงชีวิต ไม่ใช่หนังดราม่าหวังออสการ์ ยกเว้นเรื่อง Click ครับ ที่มันค่อนข้างจะดีมีสาระแน่นมากจนผมยังหลั่งน้ำตามาแล้ว แต่นอกเหนือจากเรื่องนั้นก็ถือว่าเป็นช็อกโกแลตเคลือบข้าวกล้องมาตลอด (หวานนอก แต่ประโยชน์อยู่ข้างใน)
พี่ Will ก็มารับบทนำตามเคยครับ เป็นริกกี้ บ็อบบี้ นักแข่งรถมือวางอันดับหนึ่งที่มีเพื่อนซี้อย่าง คาร์ล นอร์ตัน (John C. Reilly) และภรรยาแสนสวย (Leslie Bibb) ชีวิตเขาดูจะรุ่งพุ่งไม่หยุด แต่แล้วก็ดันมีนักแข่งอันดับหนึ่งแห่งสนามฟอร์มูล่าวันนาม ฌอง เจอราร์ด (Sacha Baron Cohen) โผล่มาท้าทายเขา ซึ่งริกกี้ก็ไม่กลัว แม้จะโดนฌองหักแขนไปแล้วก็เถอะ แล้วพอแข่งกันจริงๆ เขาก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ จนเกิดอาการหวาดผวาหมดกำลังใจไป แล้วใครจะมาช่วยให้ริกกี้กลับมาเป็นหมายเลขหนึ่งได้อีกครั้งล่ะเนี่ย
ในใจผมมันก็หวังครับ เพราะทีมงานมันชุดเดิมจาก Anchorman ยกเว้นดาราสมทบที่ไม่ใช่หน้าเก่าในเรื่องอีกแล้ว แต่ก็น่าจะฮานี่หน่า เพราะผู้กำกับก็เจ้าเก่า Adam McKay
แต่พอดูแล้วกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ ไม่สนุกเท่าคราวก่อน สาเหตุสำคัญมาจากดาราสมทบนั่นเอง
ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเจตนาของพี่ Will หรือไม่ที่ทำให้หนังดูจะฮาแบบประหยัดมุก คือมีมุกน้อยแต่พยายามเล่นมุกแบบหวังผล แต่ส่วนมากจะแค่ยิ้มๆ มากกว่า ไม่ได้ยัดแหลกแจกราญแบบตอน Anchorman ที่ตอนนั้นมุกมันมาแบบทั้งเรื่องน่ะครับ แต่ในเรื่องนี้ค่อนข้างเรื่อยๆ ไม่ฮาแตกอย่างที่คิด ขนาดมุกหยาบๆ ยังน้อยลงเลย อันนี้ก็งงเหมือนกัน คือนอกจากฉากสวดมนต์ตรงโต๊ะอาหารแล้วแทบจะไม่มีมุกโลว์อีกเลย … หรือพี่ Will เขาตั้งใจจะทำให้เด็กดูกันแน่ … อันนี้ก็น่าคิด แต่ไว้มาว่ากัน
กลับมาประเด็นดารานะครับ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้หนังไม่สนุกเท่าที่ควร ก็เพราะนอกจากพี่ Will แล้ว เจ้าอื่นๆ เหมือนจะดูธรรมดาจนถึงขนาดแบนไปเลยก็มี โดยเฉพาะ Reilly ที่ไปไม่ค่อยไหวเท่าไหร่กับบทฮา ดูแกไม่เหมาะจะมาบ้ากับพี่ Will แม้จะพยายามทำตัวต๊องแค่ไหนก็เถอะ แต่ท่าทางมันไม่ธรรมชาติ ทั้งเรื่องพี่แกพร่ำพูดอยู่ได้ว่า ซี้ย่ำปึ้กๆๆๆๆๆๆๆ ตอนแรกก็เหมือนจะต๊องดี แต่พอผ่านไปนานๆ ก็ไม่ได้เห็นว่ามุกนี้จะงอกเงยแต่อย่างใด เหมือนดูคนเล่นมุก “อะไรเอ่ยสี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง” อยู่ทั้งเรื่อง มันก็เลยจืดน่ะครับ นอกจากนี้ก็ไม่ได้มีอะไรให้จดจำอีกเลยในการแสดงของ Reilly ที่ออกในแนวน่าผิดหวังมากกว่า คือถ้าไปเอาคนอื่น อย่าง David Koechner ที่เล่นเป็นนักข่าวกีฬาใน Anchorman มาเล่นก็คงจะบ้ไปกว่านี้น่ะครับ ซึ่งเรื่องนี้พี่แกก็เล่น แต่เป็นบทที่ไม่มีความหมายต่อเรื่องเลยเหมือนกัน … ไม่รู้ทีมแคสติ้งเลือกมาผิดหรืออย่างไร เพราะถ้าเอาบทของพี่ Reilly ไปสลับกับ Koechner คงเข้าท่ากว่าที่เป็น
Gary Cole ในบทพ่อของริกกี้ก็ทำท่าว่าจะมีอะไร แต่เอาเข้าจริงก็แค่มาแบบเมาๆ คือในเรื่องแกเป็นขี้เมาไงครับ ก็โอเคสมบทดี แต่พอถึงช่วงควรจะฮาพี่แกก็ยังเมาต่อไป แล้วมันจะฮาบรรทัดไหนล่ะพี่ จนผมงงว่าตกลงพี่เล่นสมบทบาทหรือพี่ดวดเหล้าจนเมาก่อนเล่นหนังกันแน่ มันถึงได้เมาแต่ไม่ฮาเสมอต้นเสมอปลายแบบนี้ ถ้าพูดถึงคนที่เล่นเป็นขี้เมาแล้วฮานี่นึกถึงพี่ Steve Buscemi ขึ้นมาในบัดดล ขานั้นเล่นเมาได้ฮาก็ได้ ลื่นกว่ากันเยอะ
ไปๆ มาๆ รายที่เข้าท่ามีเพียง Sacha Baron Cohen เจ้าของบทโบเร็ทที่โด่งดังนั่นเอง ขานี้ดูนิ่งและเหมาะกับบทมากๆ เอาแค่สำเนียงก็กินขาดแล้ว ตกลงมีแค่เขาคนเดียวที่ถือว่าน่าพอใจ
ถ้าพูดถึงความตลกล่ะอันนี้ผิดหวังนะ มันไม่ฮาเต็มปากอย่างที่คาด มุกก็แค่แกนๆ อย่างขาดๆ เกินๆ แพ้ Anchorman อย่างแรง …
แต่ถ้าพูดถึงประเด็นสาระ มันก็อีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องนี้ต้องแยกครับ เพราะจริงที่หนังไม่ฮาอย่างที่ควร ดูแล้วเฉย แม้จะพอดูได้แต่ก็ไม่ฮาในแบบที่หวังไว้ แต่ถ้าคิดอ่านในเรื่องสาระในหนังล่ะก็ เห็นทีจะต้องยอมรับว่า Talladega Nights ไม่ธรรมดา ระวังนะครับ มีสปอยล์ ถ้าไม่อยากทราบข้ามไปอ่านดาวเลยดีกว่า
ชีวิตของริกกี้นั้นถือว่าเป็นลักษณะหนึ่งของคนอเมริกันนะครับ นั่นคือเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เจอพ่อแค่ไม่นานพ่อก็ตะลอนไปที่อื่นแล้ว ต้องอยู่กับแม่ ซึ่งแม้ว่าแม่จะเลี้ยงดูและให้ความอบอุ่นได้ แต่ในแง่หนึ่ง เด็กผู้ชายน่ะครับ ก็อยากผจญภัย อยากมีชีวิตที่โลดโผนซึ่งคนเป็นแม่มักจะไม่สามารถตอบสนองประเด็นนี้แก่ลูกได้ เรื่องแบบนี้มันเหมาะจะให้คนเป็นพ่อสอนสั่งและถ่ายทอด แต่ในเรื่องริกกี้กลับไม่มีพ่อคอยชี้ทางให้
ทีนี้มันก็เลยจะแตกออกเป็นสองแบบ นั่นคือถ้าไม่ยึดถือและเอาพ่อเป็นแบบ ก็จะกลายเป็นเกลียดพ่อไปเลย ซึ่งกับริกกี้ก็เป็นแบบแรก นั่นคือยึดถือพ่อ โดยพ่อมักพร่ำสอนทุกครั้งที่เจอกับริกกี้ว่า หากไม่ได้ที่หนึ่งก็คือที่โหล่เลย แพ้ไปเลย ไม่มีที่สองที่สาม เพราะ “ที่สอง” หรือ “ที่สาม” นั้นก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของคำว่าผู้แพ้ จากนั้นริกกี้ก็ยึดคำที่ว่านี้มาตลอด อีกทั้งเห็นว่าพ่อเป็นนักแข่งรถที่เท่ห์ ก็เลยยึดถือเป็นแบบมาตลอด อันทำให้ตัวเองกลายเป็นนักแข่งเบอร์หนึ่งไป
มองในแง่หนึ่งมันก็ไม่เลวครับ เพราะมันเป็นแรงฮึดที่ทำให้ริกกี้ประสบความสำเร็จ แต่เอาเข้าจริงมันก็เป็นการผลักดันให้ริกกี้มัวเมากับความสำเร็จจนไม่ใส่ใจใครรอบข้าง เพราะถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเขามีเมียสวย แต่เขาไม่ได้ใส่ใจเมียอย่างที่ควรจะทำ ซ้ำยังดูถูกพ่อตาที่มาอยู่ในบ้านเขาริกกี้ทะนงตนว่าเป็นคนให้ตาแก่นี่มาอยู่ อีกทั้งยังสอนให้ลูกทั้งสองคนพูดด่าหยาบตามใจฉัน เพราะไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องเสียหาย
ประเด็นพวกนี้ถือว่าไม่เลวครับ แต่หนังนำเสนอจับแบบเผินๆ เท่านั้นไม่ได้คิดจะต่อยอดแค่อย่างใด แต่ไม่ว่าจะยังไง มันก็ไม่เลวนะครับที่เราจะนำเอามาคิดๆ กัน เพราะบทของหนังก็เขียนขึ้นโดยพี่ Will กับผู้กำกับ McKay ซึ่งก็เหมือนอยากจะใส่อะไรลงไปในหนังให้มันไม่โล่งโถง ซึ่งว่าตามตรงหากพวกเขารู้จักแบ่งจัดสรรเฉลี่ยให้หนังมีความฮาและดราม่าอย่างพอดีๆ ผลที่ได้อาจจะโดดเด่นไม่แพ้ Click เลยก็ได้ แต่นี่เหมือนกับเน้นตลกที่ไม่ใคร่จะขำนักมากกว่า ส่วนเนื้อเรื่องพล็อตข้างในก็ใส่แบบผ่านมาผ่านไป ไม่ได้ทำให้มันงอกเงยในความคิดของคนดู
อันนี้เสียดายเล็กๆ ครับ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะหนังมันเน้นขำ ถ้าไม่มีปรัชญาก็ไม่เป็นไร แค่บอกให้ฟัง เพราะสาระในหนังมันไม่ได้มีแค่นี้
ที่ผมชอบมากคือเรื่องของลูกของริกกี้สองคนที่ชอบด่าในตอนแรก ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่จนต้องโดนแม่ของริกกี้สั่งสอน มันเหมือนเป็นการสอนเชิงเปรียบเทียบอย่างตรงๆ ว่าการที่เด็กสักคนจะเติบโตมาให้เป็นคนอย่างสมบูรณ์นั้นมันควรจะประกอบขึ้นด้วยคนเลี้ยงสองคน คือพ่อและแม่ เพราะอย่างริกกี้โตโดยไม่มีพ่อเลยรู้สึกอยากผจญภัย แล้วก็เลยออกมาห่าม เหมือนขาดอะไรไป เช่นเดียวกันกับลูกๆ ของริกกี้ที่แม้จะมีพ่อและแม่ แต่พ่อกลับสอนให้ผจญภัยโดยไม่สนใจใคร ส่วนแม่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่อันควรเท่าไหร่ ผลที่ได้ก็เลยกลายเป็นเด็กสองคนทีพูดสบถทุกวินาที
การจะเลี้ยงคนให้เป็นคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ครับ หนังก็พูดเรื่องนี้ให้คิดเหมือนกัน ว่าเมื่อเรามีลูกแล้วก็ควรเลี้ยงดูเขาให้ดี ใส่ใจอย่างเหมาะสม ไม่โอ๋เกินไปและไม่ปล่อยเกินงาม จนตอนท้ายผมเองก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อเจ้าสองเด็กแสบกลายเป็นคนพูดสุภาพไปเลย เพราะบางครั้งเด็กที่เราเรียกว่าเหลือขอนั้นก็ไม่ได้ต้องการอะไรนอกจาก “คนขัดเกลา” เท่านั้นเอง
นี่ไงครับ เมื่อมองเฉพาะประเด็นสาระ ผมว่า Talladega Nights มีอยู่เยอะ แล้วยังไม่หมดนะครับ ยังมีอีกอันก็คือ ไอ้คุณพี่ John C. Reilly กับประโยคติดปากว่า “ซี้ย้ำปึ้ก” นั่นแหละ ถ้ามองในแง่ขำ มันไม่ขำ ไม่ตลกเท่าไหร่ แต่ถ้ามองในแง่สาระ มันก็อีกเรื่อง
ตัวละครคัลนั้น พูดแต่คำนี้ซ้ำไปมา แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่เขาทำในตอนท้ายกลับตรงข้ามกับคำนี้โดยสิ้นเชิงครับ เขาเอาไปทั้งเมียและบ้าน มันก็ตลกดีครับ พี่แกพร่ำพูดตลอดว่าเขากับริกกี้เป็นซี้ย่ำปึ้ก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เข้าใจความหมายของคำนี้ด้วยซ้ำ
นี่ก็กัดคนที่สักแต่พูด แต่ไม่ทำตามนั้นได้ดีครับ พวกมือถือสากปากถือศีลทั้งหลายนั่นแหละ
ซึ่งพอจุดนี้หากมองอีกมันก็ต่อยอดได้เยอะครับ อย่างการที่คัลแย่งเมียริกกี้ไป มันก็ไม่เชิงว่าเพราะเขาชั่ว แต่เนื่องมาจากริกกี้เองก็ไม่ใส่ใจคัลในฐานะเพื่อนอย่างที่ควรจะทำ เพราะเอาเข้าจริงริกกี้ก็สนแต่ที่หนึ่งเป็นหลัก จนในที่สุดคัลก็พลอยหัวอ่อนเชื่อตามไปด้วยว่าที่หนึ่งเท่านั้นถึงจะดีที่สุด เรียกว่าลืมเรื่องความถูกผิดไปยึดติดตำแหน่งที่มนุษย์เราตั้งขึ้นมาลอยๆ ไปเสียอย่างนั้น
การจัดอันดับ จริงๆ แล้วมันบอกอะไรได้บ้าง บอกคุณค่าของสิ่งนั้นหรือเปล่า? และมันใช้ได้กับทุกอย่างจริงหรือ เพราะถ้าอย่างนั้น การจัดอันดับคน มันบอกค่าของคนได้ทั้งหมดหรือเปล่า
คนไม่ใช่สิ่งของที่จะเอามาจัดอันดับกันได้ แต่การที่คนเราเอาคนกันเองมาจัดอันดับ ก็เหมือนจะทำให้ความเป็นคนเราลดลงไป ไม่ต่างจากสิ่งของที่เอามาวัดค่ากันแค่ผิวเผิน
จริงๆ การวัดมันก็ดีครับ แบ่งแยกได้ แต่ไม่ใช่เอะอะก็เอาคำว่าอันดับมาครอบความคิดไปเสียทั้งหมด
มาไกลทีเดียวกับประเด็นเรื่องสาระนะครับ แต่มันมีจริงๆ และนับว่าไม่เลว ถ้าหากมีการกล่อมเกลาให้มันกลมกล่อมกว่านี้คงออกมาดีไม่เลวกว่านี้ เพราะสาระดี แต่ไม่ขำไม่ลื่นเท่าที่ควร
ก็สุดแท้แต่นะครับ เพราะหนังก็ดูได้เพลินๆ ขำบ้างแต่ไม่มาก เอาเป็นว่าถ้าชอบพี่ Will ก็ตามไปดูเถอะครับ ทำใจนิดหนึ่งมันอาจไม่ฮาแตกอย่างเคย แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายหรอก
สองดาวครับ

(6/10)
หมวดหมู่:Comedy, Movie Reviews, Sport










