รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Live by Night (2016) ลีฟ บาย ไนท์

16406770_1510198385677624_2259540448023175211_n

ว่าตามจริงแล้วหนังเรื่องนี้มีพล็อตที่น่าสนใจครับ สามารถเอาประเด็นต่างๆ มาเล่าและมาเล่นได้แบบเพียบเลย แต่ผลที่ได้กลับไม่ถึงจุดที่น่าพอใจสักเท่าไร ***บทความนี้คงมีสปอยล์ครับ หากไม่อยากทราบไม่ควรอ่านครับ)***

ธีมหนัง สไตล์หนัง มันชวนให้นึกเลยว่าคนที่เหมาะจะกำกับเรื่องนี้หนีไม่พ้น Martin Scorsese (Goodfellas, Casino, Gangs of New York และ The Departed) ครับ เพราะหนังต้องอาศัยเทคนิคในการเล่าสูงมาก

เนื่องจากมันมีหลายประเด็น หลากเรื่องราวทับซ้อนกัน ดังนั้นหากจะเล่าให้ดีมันต้องซอยประเด็นต่างๆ มาเล่าเป็นฉากๆ โดยที่ความยาวแต่ละฉากอาจไม่มาก แต่ต้องเล่าให้ครบ แล้วจากนั้นค่อยเอาแต่ละฉากมาร้อยเรียงกันให้เหมาะสม (ใครนึกภาพไม่ออก เอา Goodfellas มาชมแล้วจะเข้าใจครับ)

และ Live by Night ก็มี “ของเยอะ” แบบนั้นเลยครับ ถ้าเล่าดีๆ มันก็คงน่าสนใจมากชนิดที่ไปลุ้นออสการ์ได้เลย… ยอมรับว่าผมก็เห็นใจพี่ Ben Affleck อยู่ครับ เพราะแม้พี่แกจะเคยทำ Argo ได้ดีมากก็ตาม แต่กับเรื่องนี้มันต้องใช้กำลังภายในมากกว่านั้น ไม่งั้นรับมือไม่ไหวแน่ๆ

โดยหลักแล้วหนังเล่าเรื่องของ โจ คัฟลิน (Affleck) ลูกชายตำรวจที่ไปตกหลุมรักผู้หญิงของเจ้าพ่อ แล้วชะตาชีวิตเขาก็ถูกชักนำให้ก้าวเข้าสู่โลกของมาเฟียและธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งแม้เขาจะพยายามเดินบนเส้นทางสายนี้ด้วยวิถีสุภาพชน แต่จนแล้วจนรอด เขาหนีไม่พ้นวิถีแห่งความโหดร้ายของโลกมาเฟีย

จริงๆ พี่ Ben เขาก็พยายามเล่าเรื่องในสไตล์คล้ายๆ Scorsese เห็นครับว่าเขาพยายามเล่าเป็นช่วงๆ พยายามตัดประเด็นต่างๆ มาเล่าเป็นฉากๆ ไป แต่การเล่าเรื่องยังถือว่าช้าและอืดในหลายช่วง และบางฉากที่หนังเล่าก็ไม่ได้น่าสนใจอะไรมาก เลยทำให้ความน่าติดตามพลอยลดลงไปด้วย

ประเด็นที่เอามาเล่าก็มีหลากหลายครับ มีเรื่องสีผิว, เรื่องศีลธรรม, เรื่องการทำธุรกิจสีเทา และเรื่องของผลแห่งการกระทำ ซึ่งหากดูจนจบแล้วเราก็พอจะได้สาระเหล่านี้ติดหัวกลับมาบ้างครับ เพียงแต่การนำเสนอแต่ละประเด็นมันออกมาเรื่อยๆ ทั้งที่บางอันหากขยี้ดีๆ จะเป็นอะไรที่พีคไม่น้อย

ผมมองว่า Live By Night เป็นหนังมาเฟียที่น่าสนใจตรงที่โจพยายามเป็นมาเฟียที่มีหลักการ แต่มันยากมากครับที่จะอยู่บนเส้นทางนี้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ จริงๆ พอดูจนจบแล้วเราก็พอเข้าใจในการตัดสินใจของโจอยู่นะครับ แต่อย่างที่บอกว่าการเล่ามันยังไม่จับใจ อะไรๆ มันเลยไม่พีคเท่าที่ควร

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือ หากมองดีๆ แล้วจะพบว่าเจ้าพ่อในเรื่องนี้ต้องเผชิญกับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด นั่นคือ “ความดี” ไม่ว่าจะความดีในตัวเอกหรือตัวละครอย่าง ลอเรตต้า (Elle Fanning) ที่เธอเหมือนกับเคยตกนรกมาก่อน เลยพยายามป้องกันไม่ให้ทุกคนต้องตกนรกแบบเธอ

ซีนที่โจคุยกับลอเรตต้า จริงๆ มันควรจะมีพลังเยอะเลยล่ะครับ เพราะจริงๆ โจก็มีความดีซ่อนอยู่ และเขาก็กระหายที่จะใช้พระคุณปกครองมากกว่าจะใช้พระเดชหรือลูกปืน แต่มันก็ยากยิ่ง ส่วนลอเรตต้าเองสัมผัสได้ถึงความดีที่โจมี มันเลยมีบางอย่างสื่อถึงกันน่ะครับ แต่น่าเสียดายที่ฉากนี้ (รวมถึงอีกหลายๆ ฉากที่มีของดีแบบนี้) มันไม่ลึกซึ้งแบบเต็มๆ

เมื่อสรุปรวมๆ แล้ว หนังมีจุดน่าสนใจในเรื่องของพล็อตและประเด็นต่างๆ ที่เอามาเล่นได้ลึกเลยล่ะครับ มันคือการเดินทางของชายคนหนึ่งที่พยายามทำสิ่งถูกต้องในโลกที่ “สิ่งถูก” คือ “สิ่งผิด” เขาเลยต้องเจอกับ Conflict และความสับสนมากมาย และจริงๆ หลายๆ ตัวละครก็มีความซับซ้อนมากครับ แต่หนังทำได้ไม่ถึง ซึ่งทั้งหมดพี่ Ben ก็คงต้องรับไป เพราะเขาเขียนบทและกำกับเอง

แต่สิ่งที่ยกนิ้วให้คืองานโปรดักชั่นครับ พวกฉากและโลเกชั่นต่างๆ ทำออกมาได้ดีสมทุน $65 ล้านที่ลงไป แต่พอดูตัวเลขทุนแล้วก็ใจหายครับ เพราะรายได้ตอนนี้ทั่วโลกน่าจะแค่ $20 ล้านเท่านั้นเอง ขาดทุนกระจุยครับ

อดคิดไม่ได้นะครับว่าพี่ Ben แกรับพลังของหนังไม่ไหวจริงๆ หรือเพราะเวลาไม่พอกันแน่ เนื่องจากแกมีพันธกิจกับบทแบทแมน และไหนจะต้องกำกับ The Batman อีก (ในตอนนั้นเขายังไม่ประกาศจะไม่กำกับ) เลยทำหนังเรื่องนี้ได้ไม่เต็มที่หรือเปล่า?

ได้แต่คิดครับ ความจริงเป็นไงไม่รู้ รู้เพียงหนังล่ม และพี่ Ben ก้าวลงจากเก้าอี้กำกับ The Batman… นั่นคือความจริงเท่าที่รู้ครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)