The Last Gunfight คือชื่อเกมการแข่งขันที่ให้คนมาประลองกันแบบถึงตาย และหากใครสามารถเอาชนะเกมนี้ได้ เงินรางวัล $25 ล้านเหรียญก็จะตกเป็นของผู้นั้น
The Last Gunfight คือชื่อเกมการแข่งขันที่ให้คนมาประลองกันแบบถึงตาย และหากใครสามารถเอาชนะเกมนี้ได้ เงินรางวัล $25 ล้านเหรียญก็จะตกเป็นของผู้นั้น
ชายคนหนึ่ง (Adam Woodward) ตื่นมาแล้วจำไม่ได้ว่าตนเองคือใคร แต่เขาก็มักจะฝันถึงภาพในอดีตซึ่งมักจะเป็นเรื่องราวในสมัยก่อนอย่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสมัยกรีกโรมันโน่น เขาเลยพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวเพื่อหาคำตอบว่าเขาคือใคร และเขามาทำอะไรที่นี่กันแน่
นายอำเภอเจค วิลคอตต์ (Charlie Weber) ที่ดูแลเมืองเล็กๆ อย่างสงบกำลังจะต้องพบศึกใหญ่เมื่อมีแก๊งวายร้ายนำโดยมาร์คัส โนแว็ก (James Oliver Wheatley) กำลังตรงมาที่เมืองนี้เพื่อเล่นงานนาธาเนียล แมทเธอสัน (Henry Thomas) ชายลึกลับที่ถูกจองจำอยู่ในคุก – งานนี้เมืองลุกเป็นไฟแน่ครับ
หน้าหนังคล้ายจะแอ็คชั่น แต่เอาจริงๆ ออกแนวทริลเลอร์สายลับครับ
เหตุผลหลักเลยที่ดูหนังเรื่องนี้ก็คือ อยากรู้ว่าอีท่าไหนดาราลายครามอย่าง Jon Voight ถึงได้รางวัลราสซี่สาขานักแสดงนำชายยอดแย่ไปจากหนังเรื่องนี้
หนังเรื่องนี้เดินเรื่องเร็ว ว่าด้วยความเร็ว ก็ขอเขียนแบบเร็วๆ ก็แล้วกันน่ะนะครับ 555
อาจเพราะผมได้รับรู้มาก่อนดูว่าหนังเรื่องนี้ได้รับเสียงโห่เชิงลบในระดับที่เยอะอยู่ เลยดูแบบขำๆ ไม่คิดไม่คาดอะไรทั้งนั้น รู้แค่มีดาราอย่าง Jon Voight และ Jonathan Rhys Meyers ร่วมแสดง และกำกับโดย Sean McNamara เจ้าของผลงานแนวสร้างแรงบันดาลใจที่ผมชอบอย่าง Soul Surfer และ Spare Parts
ดูแล้วสรุปได้ในทันทีเลยว่าชอบครับ มันอาจจะไม่ถึงกับสุดๆ โคตรๆ หรือสร้างความตื่นตาแปลกใหม่อะไรขนาดนั้น แต่ถือได้ว่าเป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้อย่างดี และสามารถจูงมือพาเรากลับสู่โลกแห่งเวทมนตร์อันน่าหลงใหลได้อีกครั้ง
National Treasure: Book of Secrets ถือเป็นภาคต่อที่อร่อยคล่องคอไม่แพ้ภาคแรก
National Treasure ถือเป็นหนังล่าสมบัติที่ดูสนุกกำลังดีครับ มีแอ็กชั่น ผสมผจญภัย บวกด้วยการไขปริศนาตามร่องรอยขุมทรัพย์ องค์ประกอบต่างๆ จัดว่าพอเหมาะจริงๆ