กระบี่ไล่ลม ไป๋อี้เผิง (หลิงหยุน, Ling Yun) สังหารคนสกุลเหลิ่งไป 30 ชีวิตเพื่อล้างแค้นที่เหลิ่งหลูหยุน (เจียนเซิน, Chan Shen) ไปขืนใจน้องสาวของเขาและยังฆ่าล้างตระกูลไป๋อีก
กระบี่ไล่ลม ไป๋อี้เผิง (หลิงหยุน, Ling Yun) สังหารคนสกุลเหลิ่งไป 30 ชีวิตเพื่อล้างแค้นที่เหลิ่งหลูหยุน (เจียนเซิน, Chan Shen) ไปขืนใจน้องสาวของเขาและยังฆ่าล้างตระกูลไป๋อีก
จอมดาบแดนใต้ หูอี้เตา (เหลียงเจียเหยิน, Leung Ka Yan) เจ้าของดาบเสี้ยวพระจันทร์ และพระหน้าทองเมี่ยวเหยินฟ่ง (ว่านจื่อเหลียง, Alex Man) ผู้ถือกระบี่รุ่งอรุณ พวกเขาถูกยุยงให้ประลองยุทธกัน และผลลลัพธ์ของการประลองนั้นก็ทำให้หูอี้เตาต้องเสียชีวิต
หลังจาก มังกรหยก ฉบับ Shaw Brothers มีการสร้างมาถึง 4 ภาค และได้จบภาค 4 ที่ตรงการต่อสู้หน้าสำนักช้วนจินและยังไม่มีการเปิดตัวเซียวเหล่งนึ่ง ตอนแรกก็มีแผนว่าจะสร้างต่อโดยให้ ฟู่เซิง มารับบทเอี้ยก้วยตามเดิม
เรื่องมาเริ่มตรงที่ ก๊วยเจ๋ง (กั๊วะจุย, Phillip Chung-Fung Kwok) และอึ้งย้ง (หวังซู่อี้, Gigi Wong) กลับมาเกาะดอกท้อ แต่กลับพบว่าเหล่าอาจารย์ของก๊วยเจ๋งถูกสังหาร แล้วค้างคาวเหิน กัวเต็งอัก (เจียนเซิน, Chan Shen) ก็บอกกับก๊วยเจ๋งว่าคนทำก็คือมารบูรพา อึ้งเอี๊ยะซือ (กวนฟง, Kwan Fung)
เรื่องราวดำเนินมาถึงภาค 3 แล้วนะครับ ซึ่งก็ต่อจากภาคก่อนนั่นคือก๊วยเจ๋ง (ฟู่เซิง, Fu Sheng) กับอึ้งย้ง (หนิวหนิว, Niu Niu) มีเหตุให้ต้องประมือกับฝ่ามือเหล็กลอยน้ำ คิ้วโชยยิ่ม (โหลเมิ่ง, Lo Meng)
เรื่องราวบทต่อมาครับ หลังจากจบเรื่องประลองที่เกาะดอกท้อแล้ว ภาคนี้ก็เริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่ ก๊วยเจ๋ง (ฟู่เซิง, Fu Sheng), อั้งชิดกง (กุ๊ฟง, Ku Feng) และจิวแป๊ะทง (กั๊วะจุย, Phillip Chung-Fung Kwok) ไปติดเกาะ ก่อนจะโดน อาวเอี๊ยงฮง (หวังหลงเหว่ย, Wang Lung Wei) ตามมาราวีและบีบคั้นให้ก๊วยเจ๋งเขียนคัมภีร์นพเก้าออกมา
จากวรรณกรรมอมตะของกิมย้งมาสู่ฉบับภาพยนตร์โดย Shaw Brothers ครับ ได้ เหง่ยคัง (Ni Kuang) มาดัดแปลงบทให้ และกำกับโดย จางเชอะ (Chang Cheh)
ก็เป็นอีกครั้งครับ กับการดูหนังที่ดัดแปลงจากนิยายกระบี่เย้ยยุทธจักรของกิมย้ง ซึ่งผมก็ทำใจตั้งแต่ดูตัวอย่างแล้วล่ะว่าหนังคงหนัก CG พอสมควร ส่วนเนื้อหาก็ต้องตามมาดูถึงจะรู้ว่ามันเป็นยังไง
มีคำร่ำลือว่า บูรพาไม่แพ้ ตงฟางปุ๊ป้าย (หลินชิงเสีย, Brigitte Lin) ได้เสียชีวิตที่ผาไม้ดำ… แต่ที่แห่งนั้นกลับยังมีสัญลักษณ์ของบูรพาไม่แพ้ปรากฏอยู่!
ภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างดี แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าภาคต่อนี้จะประสบความสำเร็จยิ่งกว่า มิหนำซ้ำยังกลายเป็นตำนานบทสำคัญที่เปลี่ยนคำนิยามของ “ตงฟางปุ๋ป้าย” ไปตลอดกาล