2 พี่น้อง (คนละแม่ แต่พ่อเดียวกัน) ต้องมาร่วมมือกันไขคดีการตายอย่างลึกลับของพ่อ อันนำมาสู่การลุยสุดระห่ำที่ทำเอาฮาวายแทบระเบิด
2 พี่น้อง (คนละแม่ แต่พ่อเดียวกัน) ต้องมาร่วมมือกันไขคดีการตายอย่างลึกลับของพ่อ อันนำมาสู่การลุยสุดระห่ำที่ทำเอาฮาวายแทบระเบิด
2 เจ้าหน้าที่ DEA เรย์ ซีล (Dave Bautista) และอังเดร วอชเบิร์น (Bobby Cannavale) ต้องตามสืบว่ากลุ่มโจรที่กำลังไล่ปล้นเงินจากแก๊งค้ายานั้นคือกลุ่มไหนกันแน่?… เฉลยเลยครับว่า ก็คือลูกๆ ของเหล่า DEA ในเมืองนั้นน่ะแหละ
ภาคที่แล้วไม่เวิร์คนัก ขนาดพี่สไลเองก็ยังไม่โอเคจนเอ่ยปากออกมาตรงๆ ว่าไม่โอเค ภาคนี้เลยเหมือนลืมๆ ภาค 2 ไป เพราะภาค 2 จบแบบทิ้งเชื้อเอาไว้ แต่มาภาคนี้หนังข้ามเรื่องพวกนั้นไปเลยครับ มาเส้นเรื่องใหม่เลย
ได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือมานานสำหรับภาคต่อของ Escape Plan น่ะนะครับ แต่ยังไงก็ต้องดูตามหน้าที่ ครั้นดูแล้วก็พอเข้าใจว่าทำไมหลายคนบ่น เพราะผมเองก็ยังอดบ่นไม่ได้เลย 555
เรื่องนี้กะดูเอามันส์ แล้วก็ตามนั้นครับ ถือว่าพอได้อยู่
ภาคแรกผมจัดว่าชอบครับ ความสนุกของหนังต้องยกให้การเข้าคู่กันที่ลงตัวพอเหมาะระหว่างผู้ใหญ่ร่างบึ้กอย่าง Dave Bautista (ในบท เจเจ) กับหนูน้อยจอมแสบ (แต่ไม่แก่แดด) อย่าง Chloe Coleman (ในบทโซฟี) ที่พวกเขาเล่นเข้าคู่กันได้เหมาะ มีความน่ารักในระดับพอดี ยิ่งช่วงท้ายของภาคแรกตอนที่เจเจทุ่มชีวิตเกินร้อยออกไปช่วยโซฟีนี่เป็นอะไรที่ได้ใจมาก – สื่อถึงความผูกพันและห่วงใยระหว่างตัวละครได้ดี
หน้าหนังดูธรรมดา แต่ตัวหนังจัดว่าน่ารักกว่าที่คิดครับ
ระยะหลังนี่การดูหนังของพี่มาโนช (M. Night Shyamalan) สำหรับผมเหมือนการแวะไปเจอเพื่อนเก่าน่ะครับ แวะไปเยี่ยมไปหา ไปฟังเขาเล่าเรื่องแปลกๆ สไตล์ The Twilight Zone ที่บางครั้งเขาก็แต่งเอง หรือบางครั้งก็ไปฟังเขามาอีกที แล้วก็เอามาเล่าในแบบของเขา ส่วนจะสนุกมากหรือสนุกน้อยก็ว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป
หลังดู Glass Onion จบ ผมก็ใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงในการถามตัวเองว่าตกลงรู้สึกยังไงกับหนัง?
Stuber ว่าด้วยเรื่องของวิค แมนนิ่ง (Dave Bautista) ตำรวจที่คอยตามล่าอาชญากรอย่างเท็ดโจ (Iko Uwais) ที่เคยฝากแค้นชนิดลืมไม่ลงไว้กับเขา แล้วล่าสุดเขาก็ได้เบาะแสจากสายครับว่าเท็ดโจกำลังจะปรากฏตัวอีกครั้ง แต่พอดีที่วันนี้วิคดันไปผ่าตัดรักษาสายตาเข้าพอดี พี่แกเลยมองอะไรไม่ชัดครับ จะขับรถไปล่าคนร้ายเองก็ไม่ได้