ผมนั้นเคยดู Moby Dick ฉบับนี้ 2 หนครับ หนแรกก็คือดูตามปกติ ส่วนหน 2 ก็คือดูก่อนจะมาเขียนเรื่องนี้ ซึ่งในความรู้สึกผมนั้น ยอมรับว่าหนังสร้างได้ดี โดยเฉพาะถ้ามองว่าอายุของหนังเกือบจะ 70 ปีแล้ว แต่ถ้าถามว่าชอบไหมก็ต้องตอบตามตรงว่าไม่ถึงขั้นชอบอะไรมาก
ผมนั้นเคยดู Moby Dick ฉบับนี้ 2 หนครับ หนแรกก็คือดูตามปกติ ส่วนหน 2 ก็คือดูก่อนจะมาเขียนเรื่องนี้ ซึ่งในความรู้สึกผมนั้น ยอมรับว่าหนังสร้างได้ดี โดยเฉพาะถ้ามองว่าอายุของหนังเกือบจะ 70 ปีแล้ว แต่ถ้าถามว่าชอบไหมก็ต้องตอบตามตรงว่าไม่ถึงขั้นชอบอะไรมาก
ซูซาฮาเอ่อซาน (โจวซิงฉือ, Stephen Chow) คือหนุ่มเอาแต่ใจที่ถูกพ่อตามใจตั้งแต่เด็ก ทีนี้วันหนึ่งเขาก็พบหญิงในดวงใจอย่างแม่นางหยูซวง (จางเหมี่ยน, Cheung Man) ซึ่งนางบอกว่าจะรับรักเขาก็ต่อเมื่อเขามีวรยุทธ์เป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดิน อาซูก็เลยไปสอบจอหงวนบู๊หมายจะสร้างชื่อ แต่แล้วเขาก็โดนจับได้ว่าโกงครับ (ซึ่งเขาโกงจริงๆ ซะด้วย) อาซูและพ่อ (อู๋ม่งต๊ะ) เลยโดนฮ่องเต้ (Matthew Wong) ทรงสั่งลงโทษให้เป็นขอทานไปตลอดชาติ และนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเป็นยาจกซู
หนังตลกที่บอกเล่าชีวิตของวัยรุ่นในโรงเรียนคริสเตียนแห่งหนึ่งครับ เรื่องของเรื่องคือแมรี่ (Jena Malone) เกิดท้องกับแฟนหนุ่มซึ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นเกย์ครับ นอกจากนี้ยังมีเด็กใหม่อย่างคาสแซนดร้า (Eva Amurri) ที่เป็นคนนอกแถวแบบสุดๆ เธอเลยไม่กินเส้นกับฮิลารี่ เฟย์ (Mandy Moore) เพื่อนของแมรี่ที่เคร่งศาสนาแบบสุดๆ ทีนี้ก็เลยเกิดเรื่องวุ่นๆ ตามมาอีกสารพัดครับ และเรื่องราวทั้งหลายนั้นก็จะกลายมาเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของทุกๆ คนในเวลาต่อมา
สารคดีที่พาเราย้อนอดีตไปดูประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนักแสดงและศิลปินหญิงผิวสี 6 ท่านครับ อันได้แก่ Lena Horne, Abbey Lincoln, Nina Simone, Diahann Carroll, Cicely Tyson และ Pam Grier
ผมจำชื่อไทยหนังเรื่องนี้ได้แม่นเลยครับ “แผ่นดินไหวยังต้านรักนี้ไว้ไม่อยู่” จำได้ว่าท่านที่ตั้งชื่อไทยนี้เคยสัมภาษณ์ไว้ว่า เขาอยากให้ชื่อมันสื่อความหมายถึงความรักของพระนางในเรื่อง ว่ารักกันมากขนาดว่าแผ่นดินไหวยังไม่อาจพรากสองคนนี้ได้ – แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแผ่นดินไหวนะครับ
หลังดู The Misfits จบ ผมก็นั่งนิ่งๆ พักหนึ่ง พลางถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับหนัง คำตอบที่พอจะได้มาก็คือ “ผมชอบองค์ประกอบส่วนใหญ่ของมัน”
ระหว่างดูเรื่องนี้นี่ผมนึกถึง Interview with the Vampire เป็นพักๆ ครับ รู้สึกว่าหนังมาในทางเดียวกัน ว่าด้วยการเดินทางของคนที่ถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไม่ธรรมดา ในโลกอันแสนกว้างใหญ่ แล้วก็ต้องรับมือกับสารพัดสิ่งไม่ว่าจะการใช้ชีวิต หรือคนที่ผ่านเข้ามาซึ่งก็ยากจะบอกได้ว่ามีเจตนาดีหรือไม่ดี
หนังที่สร้างจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ครับ ว่าด้วยกรณีล้มบอลครั้งใหญ่ของสมาชิกทีมชิคาโก้ ไวท์ ซ็อกซ์ในปี 1919 โดยหนังก็จะเริ่มเล่าตั้งแต่การที่สมาชิกบางคนในทีมไม่ใคร่จะได้ประโยชน์จากการชนะของพวกเขาสักเท่าไร ประมาณว่าพอทีมเล่นชนะ คนที่จะได้ประโยชน์เป็นกอบเป็นกำก็คือเหล่าผู้บริหารน่ะครับ แต่สมาชิกแทบจะไม่ได้อะไรเลย กระทั่งคำสัญญาที่ผู้บริหารบอกไว้ว่าจะให้โบนัส ก็เหมือนจะกลายเป็นแค่สัญญาลมๆ เท่านั้น
ดัดแปลงจากวรรณกรรมอมตะของ Charles Dickens ครับ เรื่องของหนุ่มน้อยนิโคลัส นิคเคิลบี (Charlie Hunnam) ที่สูญเสียพ่อไป ทำให้เขาต้องยืนหยัดหาทางดูแลแม่ (Stella Gonet) และน้องสาว (Romola Garai) อีกทั้งต้องคอยรับมือกับ ราล์ฟ นิคเคิลบี (Christopher Plummer) คุณลุงผู้มีจิตใจอันร้ายกาจ พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ตนได้ประโยชน์ และพร้อมเอาเปรียบทุกคนทุกครั้งที่ทำได้
Kalifornia ถือเป็นหนังแนวที่เห็นได้บ่อยในช่วงยุค 90 ครับ จำได้เลยว่ามีเยอะมาก โดยเฉพาะหนังลงทีวีหรือหนังที่ฉายทาง HBO หรือ Cinemax แนวหนังมันจะผสมกันระหว่างแอ็คชั่น ทริลเลอร์ แล้วก็มักจะเป็นแนว Road Movie บางเรื่องก็เจืออารมณ์ขันแสบๆ แล้วก็มีความโหดแทรกเข้าไป และบางทีก็จะมีจุดพลิกผันทำให้เราเดาได้ยากหน่อยว่าเรื่องมันจะไปจบลงตรงไหน