ใครคาดหวังหนังสัตว์ประหลาดลุ้นๆ แบบ Cloverfield ภาคแรกต้องปรับความคาดหวังด่วนครับ เพราะแนวมันกลายมาเป็นระทึกขวัญในพื้นที่ปิดตายแทน
ใครคาดหวังหนังสัตว์ประหลาดลุ้นๆ แบบ Cloverfield ภาคแรกต้องปรับความคาดหวังด่วนครับ เพราะแนวมันกลายมาเป็นระทึกขวัญในพื้นที่ปิดตายแทน
หนังหมัดมวยที่ถือว่ามาพร้อมหมัดอันหนักหน่วงเลยล่ะครับ ตัวหนังออกมาจริงจังและกดดันพอสมควร ยอมรับเลยว่าดูแล้วบางจังหวะก็แอบเครียดนะ เพราะพล็อตเรื่องมันกดดันและบีบคั้นตัวเอกเหลือเกิน
ดูหนังเรื่องนี้แล้วพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยครับ
พอมาดูเรื่องนี้แล้วบังเกิดความคิดว่าจริงๆ แล้ว Michael Bay แกเป็นผู้กำกับหนังแอ็กชันที่เก่งนะ แล้วแกคงรู้แหละว่าอะไรเป็นอะไร ต้องทำแบบไหนหนังถึงจะออกมาดูแน่นมีคุณภาพ และต้องทำแบบไหนหนังถึงจะออกมาโกยเงิน
ตอนแรกผมนึกว่าเรื่องนี้จะเป็นหนัง Feel Good ดูแล้วยิ้มแย้มเกิดพลัง ครั้นพอดูแล้วมันก็มีส่วนผสมที่ทำให้ยิ้มอยู่เหมือนกันครับ แต่แนวจะหนักไปทางดราม่า สะท้อนความจริงของชีวิตอะไรแบบนั้นมากกว่า
ในเบื้องต้นพอเห็น Bryan Cranston มารับบทนำในหนังว่าด้วยขบวนการค้ายาเสพติดแบบนี้ก็ให้เกิดความรู้สึกว่าหนังน่าจะออกมาโอเคอยู่ล่ะครับ (สงสัยยังติดภาพความขลังของพี่แกจากซีรี่ส์ Breaking Bad อยู่แฮะ)
นาทีที่ผมเขียนบทความนี้ คือนาทีที่ผมกำลังดู End Credits ครับ คือพอดูจบแล้วอยากรีบเขียน อยากรีบชวนให้ทุกท่านได้ลองชมหนังเรื่องนี้กันสักครั้ง
อีกหนึ่งหนังแนวสร้างแรงบันดาลใจที่สร้างจากเรื่องจริงของ เจสซี่ โอเว่น นักวิ่งผิวสีที่เดินทางไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1936 ที่จัดในในประเทศเยอรมนี อันเป็นยุคสมัยที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซีกำลังเรืองอำนาจ
ดูไปดูมาหนังเรื่องนี้ทำเอาผมน้ำตาไหลครับ ไม่นึกเหมือนกันว่ามันจะทำให้เราน้ำตาหยดได้ คือไม่ถึงกับไหลพรากๆ น่ะนะครับ แต่มันเหมือนเราอินอยู่ลึกๆ แล้วพอถึงนาทีตอนท้ายๆ ที่ตัวละครเริ่มน้ำตาไหล เราก็ไหลไปกับพวกเขาด้วย
หนังเรื่องนี้ผมเทใจให้การแสดงของ Natalie Portman แบบเต็มๆ ครับ คือเธอเอาทั้งเรื่องอยู่จริงๆ พลังมาเต็มตั้งแต่ต้นจนจบ (อาจจะมีช่วงที่ผ่อนบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ไม่มากครับ) เรียกได้ว่าโดยรวมแล้วความดีงามของหนังคือ Portman จริงๆ ครับ เธอได้ใจผมไปเลย