สรุปได้แบบไม่ยากเย็นว่าชอบภาคแรกมากกว่าภาค 2 แต่ก็บอกได้แบบตรงๆ เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ถือเป็นภาคต่อที่ทำได้ดี คุ้มค่าแก่การรับชม
สรุปได้แบบไม่ยากเย็นว่าชอบภาคแรกมากกว่าภาค 2 แต่ก็บอกได้แบบตรงๆ เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ถือเป็นภาคต่อที่ทำได้ดี คุ้มค่าแก่การรับชม
ชอบครับ บอกเลยว่าเรื่องนี้อย่างชอบจริงๆ! ชอบแบบไม่ทันตั้งตัว
สารภาพนะว่าก่อนดูผมแอบหวัง เพราะภาพตัวอย่างหนังใน Netflix มันเป็นรูปตัวเอกยืนหันหลังให้กล้อง แล้วกำลังหันหน้าไปเผชิญกับกลุ่มคนสวมหน้ากาก คือดูจากทรงนี่ก็เหมือนว่าพวกเขาจะต้องมีเรื่องกันแน่ๆ ไอ้เราก็คิดว่าหนังมันน่าจะเดือดอยู่ – แต่ครั้นพอได้ดู มันก็ไม่ได้เดือดอย่างที่คิดแฮะ
สิ่งแรกที่ต้องบอกเลยคือหนังไม่ได้เน้นในเรื่องความบันเทิงครับ แต่จะเน้นไปในแนวไซไฟ ตลกร้าย จิกกัดเสียดสีมนุษย์และสังคมอะไรทำนองนั้น – แต่ถ้าท่านคาดหวังความสนุกสนานหรือแอ็คชั่นล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องนี้ครับ
เฉยครับ… ยอมรับเลยว่าเฉยจริงๆ เรื่องนี้
เรื่องนี้เล่าง่ายครับ สรุปเลยคือถ้าท่านเป็นคอหนังแนวเชือด (Slasher) ก็สามารถดูเรื่องนี้ได้แบบเรื่อยๆ ขอเพียงไม่คาดหวังก็น่าจะพอได้อยู่
นี่คือหนังตลกผสมดราม่าสไตล์ Feel Good ที่ดูแล้วสบายอกสบายใจ ทำให้เราอิ่มเอมและมีความสุขแบบกำลังดีครับ
เรื่องนี้ทำท่าว่าจะน่าสนใจอยู่ เพราะ Netflix ฉายไปสักพักแล้วย้อนกลับมาใส่พากย์ไทยนี่แสดงว่าหนังต้องมีของครับ พอดูแล้วก็พบว่าใช้ได้เลย
บอกตรงๆ ว่าผมแอบสงสารผู้กำกับ Paul Feig นะ เพราะดูเหมือนหนังของพี่แกมักมีดราม่ามาจากนักแสดงอยู่เรื่อย อย่าง Ghostbusters ฉบับปี 2016 หรือมาเรื่องนี้ก็ยังมีเรื่องของ Blake Lively อีก – คือถ้ามาเมืองไทยผมคงบอกให้พี่แกไปหาทางแก้ชงแก้กรรมน่ะครับ เจออะไรแบบนี้บ่อยจัง
แล้วหนังก็มาถึงภาค 3 ครับ คราวนี้ ลีโน่ (Alban Lenoir) ก็หมายมั่นจะตอกฝาโลงคนร้ายที่หลบหนีไปอย่าง อเรสกี้ (Nicolas Duvauchelle) ให้มันหมดสิ้น อีกทั้งต้องรับมือกับ ผู้บัญชาการเรสซ์ (Gérard Lanvin) แห่งหน่วย ป.ป.ส. ที่หนนี้เปิดหน้าร้ายแบบเต็มตัว