Spy Kids: Armageddon ถือว่าไม่เลวครับ มีจุดที่เข้าท่าและยังโอได้อีกผสมๆ กันไป ถ้าให้เรียงตามความชอบแล้ว ภาคนี้ยังสู้ 2 ภาคแรกไม่ได้ แต่ก็ถือว่าน้องๆ ภาค 3 และเข้าท่ากว่าภาค 4 ครับ
Spy Kids: Armageddon ถือว่าไม่เลวครับ มีจุดที่เข้าท่าและยังโอได้อีกผสมๆ กันไป ถ้าให้เรียงตามความชอบแล้ว ภาคนี้ยังสู้ 2 ภาคแรกไม่ได้ แต่ก็ถือว่าน้องๆ ภาค 3 และเข้าท่ากว่าภาค 4 ครับ
ไม่รู้ผมเป็นอยู่คนเดียวไหมน่ะนะครับ แต่ตลอดการดู The Pope’s Exorcist เนี่ย ใจผมมันนึกแต่จะฮาครับ เหมือนในหัวมันคันยิกๆ มันอยากจะขำเป็นระยะๆ
พอดูหนังที่สร้างโดย Netflix บ่อยๆ มันก็ทำให้จับทางได้น่ะครับว่าหนังของที่นี่มันน่าจะประมาณนี้แหละ โทนแบบนี้ สเกลประมาณนี้ อย่างหนังแอ็คชั่นมันก็จะใหญ่ประมาณหนึ่ง ความลุ้นก็ประมาณหนึ่ง แต่มันจะไม่ถึงกับบิ๊กเบิ้มอลังการแบบหนังเข้าโรง เรียกว่ามันจะมีเพดานของมันอยู่
ว่ากันตรงๆ Winnie the Pooh: Blood and Honey ก็คือหนังลงสูตรแนวฆาตกรไล่เชือดอีกเรื่องน่ะครับ เพียงแต่หนังมีจุดขายและความใหม่ตรงที่นำเอาตัวละครแสนน่ารักอย่างหมีพูห์มารับบทฆาตกรเท่านั้นล่ะ
ระยะหลังนี่ผมดูหนังสยองขวัญน้อยลงครับ ไม่ใช่เพราะไม่อยากดูนะ แต่เพราะพอมีครอบครัวแล้ว พื้นที่บนจอทีวีก็ถือเป็นส่วนกลางที่คนทั้งบ้านดูหรือไม่อย่างน้อยก็ต้องผ่านไปผ่านมา ดังนั้นการจะเปิดหนังอะไรบนจอเราก็ต้องคิดอยู่เสมอว่าภรรยาหรือลูกจะสะดุ้งสะเทือนไหม เลยทำให้อัตราส่วนการดูหนังสยองน้อยลงตามลำดับ
The Out-Laws เป็นหนังที่ตรงตามที่กะไว้ในหลายจุดครับ ไม่ว่าจะความสนุกที่อาจไม่ได้เยอะแยะอะไร คือดูเอาฮาเอาเพลินเป็นหลัก ไม่ต้องคาดหวังเนื้อหาแน่นๆ เลย รวมถึงต้องเผื่อใจกับจุดโหว่ต่างๆ ด้วย และอีกอย่างที่ตรงตามที่กะคือ Nina Dobrev ต้องมีบทไม่เยอะแหงมๆ แล้วก็เป็นไปตามนั้นครับ
Cocaine Bear หนังสัตว์โลกน่ารักที่ทำออกมาเพื่อตอบโจทย์คนอยากดูหนังแนวนี้ครับ เหมือนสมัยที่มีคนสร้าง Snakes on a Plane ออกมานั่นแหละครับ จุดประสงค์คือดูเอามันส์ ดูเอาโหด แล้วหนังก็ตอบโจทย์ตามนั้น
The Super Mario Bros. Movie ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของการทำหนังนะครับ บทเรียนที่ว่าคือ การตระหนักเสียก่อนรู้ว่าตนเองคือใคร แล้วก็เดินหน้าที่อะไรที่มันเหมาะสมกับความเป็นตัวเอง แล้วผลที่ได้ก็จะออกมาเข้าท่าเอง (ยกเว้นจังหวะซวยจริงๆ ก็ว่ากันอีกเรื่อง)
สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้ ผมว่าผมพูดมาแล้วหลายรอบครับ และคงจะได้พูดอีกไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังดูหนังอยู่ นั่นก็คือ “บางทีคนดูหนังก็ไม่ได้ต้องกาอะไรที่แปลกใหม่หรอกครับ บางทีแค่หนังเอาสูตรเดิมๆ มาเล่าให้เข้าท่า ดูแล้วเพลินตอบโจทย์ แค่นี้ก็โอแล้ว”
ตอนแรกผมนึกว่า AKA จะมาในแนวแอ็คชั่นบู๊กระหน่ำ เพราะได้พระเอกจาก Lost Bullet มานำแสดง แต่กลายเป็นว่าหนังเป็นแอ็คชั่นสายเข้มที่มีฉากหลังเป็น “โลกที่ไม่สวย” และผลออกมาถือว่าน่าพอใจไม่น้อย