ผมชอบ Greenland มากกว่าที่คิดครับ ตอนแรกยอมรับว่าไม่คาดหวังอะไรเพราะมองว่าเป็นหนังดาวหางล้างโลกอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่น่าจะมีอะไรแปลกใหม่ไปจากสารพัดหนังภัยพิบัติที่ได้ดูเฉลี่ยปีละเรื่องมาหลายสิบปีแล้ว
ผมชอบ Greenland มากกว่าที่คิดครับ ตอนแรกยอมรับว่าไม่คาดหวังอะไรเพราะมองว่าเป็นหนังดาวหางล้างโลกอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่น่าจะมีอะไรแปลกใหม่ไปจากสารพัดหนังภัยพิบัติที่ได้ดูเฉลี่ยปีละเรื่องมาหลายสิบปีแล้ว
สารภาพว่าเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีตั้งแต่ตอนดูตัวอย่างครับ คือดูแล้วไม่ค่อยจะแน่ใจเลยว่าหนังจะออกมาเวิร์กไหม แล้วก่อนจะได้ดูหนังจริงๆ ก็ได้ยินสารพัดคำสรรเสริญ (แบบฮวบๆ) ที่มีต่อหนัง ซึ่งโดยส่วนตัวผมถือเป็นเรื่องดีนะครับ เพราะมันทำให้เราลดความคาดหวังที่มีต่อหนังลงไปได้เยอะเลย
ระหว่างดูหนังเรื่องนี้หัวผมก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า “อันว่าหนังแอ็กชันเนี่ย เรื่องไหนมันส์หรือไม่มันส์ มันวัดกันที่ตรงไหน?”
ตอนดูตัวอย่างก็ไม่ได้รู้สึกอยากดูอะไรมากครับ ยังคิดๆ ด้วยว่าหนังจะออกมาเวิร์กไหมหนอ เพราะว่าตามจริงหนังแนวนี้มีออกมาเรื่อยๆ แต่ที่สนุกเข้าท่าเข้าทางนั้นมีอยู่ไม่มาก ครั้นพอได้ดูเท่านั้นแหละ ผมชอบเลยครับทีนี้
สิ่งแรกที่สะดุดใจผมก่อนดูหนังเรื่องนี้คือ หนังยาวประมาณ 2 ชั่วโมง 10 กว่านาทีครับ ซึ่งถือเป็นความยาวที่มากอยู่สำหรับหนังสยองสไตล์นี้ เพราะปกติทั่วไปหนังสยองแบบนี้ (แบบที่ว่าด้วยปีศาจหรืออาถรรพ์อะไรสักอย่าง ไล่ล่าคร่าชีวิตคน) มักจะยาวที่ 90 กว่านาที หรืออย่างเก่งก็ 100 นาทีนิดๆ เท่านั้น ใจก็เกิดคำถามเหมือนกันครับว่าเพราะอะไรหนอหนังถึงยาวแบบนี้
สารภาพครับว่ากะไว้แล้วว่าผมน่าจะเฉยๆ กับหนังเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะดูจากหน้าหนัง ดูจากตัวอย่าง และดูจากอะไรหลายๆ อย่างแล้วผมออกแนวเฉย และเมื่อดูแล้วก็เป็นไปตามนั้นครับ เฉยจริงๆ
ตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้จบ ช่วงที่ End Credits กำลังขึ้น ผมพบว่าตัวเองกำลังพยักหน้าเบาๆ ราวกับกำลังเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ และขณะเดียวกันการพยักหน้าที่ว่าก็มาจากความรู้สึกของผมที่ยอมรับหนังเรื่องนี้ในระดับหนึ่ง
การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ตระหนักเลยครับว่า ระหว่าง “การอยู่ไปวันๆ” กับ “การอยู่เพื่อใครสักคน” นั้น มันมีความแตกต่างกันเพียงไหน…
ตอนแรกๆ ก็แอบหวังไว้เหมือนกันนะครับ เพราะผู้สร้างเขาประกาศเลยว่านี่จะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่แนวใหม่ มาพร้อมความสยองสายดาร์ค แต่พอหนังเลื่อนแล้วเลื่อนเล่า (ไหนค่าย Fox ยังไปอยู่ใต้ร่มเงาของ Disney อีก) ก็เริ่มเห็นแววครับว่าสงสัยความน่ากลัวของหนังน่าจะไม่มากเท่าที่คาดไว้
ตลอดการดูหนังเรื่องนี้ ในหัวผมจะมีคำๆ หนึ่งผุดขึ้นมาอยู่เป็นระยะๆ นั่นคือคำว่า “ผมเข้าใจนะ ผมเข้าใจ”