หลังจากภาคที่แล้วผูกเรื่องไปนอกโลกจนคนดูบ่นกันขรม (ขนาดผู้กำกับยังไม่อยากยอมรับหนังตัวเอง) Highlander III: The Sorcerer ก็กลับมาสานต่อตำนานโดยลืมเรื่องราวในภาค 2 ไปเลยครับ
หลังจากภาคที่แล้วผูกเรื่องไปนอกโลกจนคนดูบ่นกันขรม (ขนาดผู้กำกับยังไม่อยากยอมรับหนังตัวเอง) Highlander III: The Sorcerer ก็กลับมาสานต่อตำนานโดยลืมเรื่องราวในภาค 2 ไปเลยครับ
จากนิยายของ Michael Crichton ผู้ประพันธ์ Jurassic Park มาสู่ฉบับหนังครับ กับเรื่องราวแนวชีวิตผสมการหักเหลี่ยมหักเล่ห์กัน
เอ็มม่า โบรดี้ (Madeleine Stowe) คือสาวสวยที่ต้องอยู่ในโลกแห่งความมืดมากว่า 20 ปี ใช่ครับ เธอตาบอด และเธอใช้ชีวิตแบบนั้นจนชิน แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้รับดวงตาคู่ใหม่ ทำให้เธอมองเห็นอีกครั้ง แต่เธอก็ประสบปัญหาประการหนึ่ง นั่นคือบางครั้งเธอจะไม่สามารถจำสิ่งที่เธอเห็นได้ ต้องรอไปสักพักหรือไม่ก็นั่งระลึกหลายวันกว่าเธอจะจำได้
3 นินจิ๋วจอมแสบกลับมาอีกครั้งครับ ร็อคกี้ (Sean Fox), โคลท์ (Max Elliott Slade) และ ทัมทัม (J. Evan Bonifant) ที่คราวนี้ต้องไปผจญภัยถึงญี่ปุ่นครับ เพื่อช่วยคุณตาผู้แสนน่ารัก โมริ ชินทาโร่ (Victor Wong) รับมือกับศัตรูตัวร้ายนามว่า โคก้า (Sab Shimono)
เนื่องจากผมยังมีหนังที่อยากกล่าวถึงให้หมดอีกราวๆ สองสามพันเรื่องนะครับ (มันเยอะจังวุ้ย ) ผมเลยจะเริ่มยุทธการเขียนถึงหนังแบบสั้นบ้างยาวบ้างตามแต่หนังเรื่องนั้นมีอะไรมากน้อยแค่ไหนนะครับผม เริ่มกันเลยแล้วกัน
เกล ฮาร์ทแมน (Meryl Streep) นักล่องแก่งมือพระกาฬที่กำลังใช้เวลาช่วงวันหยุดกับครอบครัว โดยหมายมั่นว่าจะพากันไปล่องแก่งแบบสบายๆ ตามประสาวันพักผ่อน แต่แล้วระหว่างทางเธอก็เจอกับเวด (Kevin Bacon) ชายหนุ่มอัธยาศัยดีที่ออกตัวว่าตนนั้นมือใหม่มากๆ ในการล่องแก่ง เขาเลยขอให้เธอช่วยสอนและนำทางให้
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สนุกกว่าภาคแรก!
เป็นงานรีเมคจากหนังเก่าปี 1951 ของ Walt Disney ครับ ตัวเอกคือเด็กน้อยนามว่าโรเจอร์ บอมแมน (Joseph Gordon-Levitt สมัยยังละอ่อนมาก) และเพื่อนซี้ของเขาที่ชื่อ เจ.พี. (Milton Davis Jr.) ทั้งสองรักในกีฬาเบสบอลมาแต่ไหนแต่ไร และทีมโปรดของพวกเขาก็คือทีมแองเจิลส์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นทีมรองบ่อน ฝีมือติดอันดับรั้งท้ายมาตลอด
หลายสัปดาห์ก่อนมีคนมาถามหาหนังเรื่องนี้พอดีครับ เลยถือโอกาสรีวิวรำลึกอดีตซะเลย เพราะหนังก็เก่าอยู่ครับ สมัยออกวีดีโอกับ CVD โน่น โดยที่หนังเรื่องนี้จะมีชื่อฝรั่ง 2 ชื่อครับ ชื่อแรกคือชื่ที่ใช้ในอเมริกา นั่นก็คือ Trading Mom ส่วนชื่อฝรั่งนอกอเมริกาจะใช้ว่า The Mommy Market ที่สื่อความหมายได้ชัดกว่าครับ
หนังแนวพิมพ์นิยมอีกประเภทที่สตูดิโอต่างๆ ขยันทำกันออกมาในยุค 90 ครับ เพราะหลายเรื่องทำแล้วฮิต อย่าง The Mighty Ducks, Angels in the Outfield และ The Sandlot ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ว่าด้วยเด็กเนิร์ดๆ และอ่อนกีฬากลุ่มหนึ่งต้องมารวมตัวกันเพื่อแข่งกีฬาสักอย่าง แน่นอนว่าตอนต้นๆ เราจะเห็นว่าพวกเด็กๆ ฝีมืออ่อนแค่ไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็จะเก่งขึ้น กล้าขึ้น จนนำมาสู่การแข่งกีฬารอบตัดเชือกที่ชวนลุ้นในท้ายที่สุด